
SCB EIC ประเมินน้ำท่วมฉุด GDP ปี 69 สูงสุด 0.25% ห่วงรายได้ครัวเรือน-สภาพคล่อง
SCB EIC ประเมินน้ำท่วม ก.ย.-ต.ค. 69 กระทบเศรษฐกิจไทย 0.05-0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ในกรณีฐาน แต่หากน้ำท่วมเมืองในคันกั้นน้ำ กทม. อาจเพิ่มเป็น 0.15-0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ ชี้ความเสี่ยงอยู่ที่รายได้และสภาพคล่องของครัวเรือน แรงงาน และ SMEs
KEY
POINTS
- SCB EIC ประเมินว่าน้ำท่วมปี 2569 จะฉุด GDP ลดลง 0.05-0.1% ในกรณีฐาน และอาจรุนแรงถึง 0.15-0.25% หากน้ำท่วมพื้นที่เศรษฐกิจชั้นในของกรุงเทพฯ
- ผลกระทบโดยตรงกระทบ 1.48 ล้านครัวเรือน และแรงงานกว่า 1.69 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่มีรายได้รายวันซึ่งจะขาดรายได้และสภาพคล่องทันที
- แม้ผลกระทบโดยรวมจะน้อยกว่ามหาอุทกภัยปี 2554 แต่ความเสี่ยงสำคัญรอบนี้คือการซ้ำเติมครัวเรือนและ SMEs ที่มีสภาพคล่องจำกัดอยู่แล้ว
- ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลง การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และความเสียหายต่อทรัพย์สิน ซึ่งจะกระทบการฟื้นตัวของรายได้ในระยะต่อไป
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพานิชย์ (SCB EIC) ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม 2569 ว่า จะส่งผลให้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2569 ลดลงประมาณ 0.05-0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ในกรณีฐาน จากรายได้ครัวเรือนที่ลดลง การประกอบอาชีพและการเดินทางที่สะดุด รวมถึงการหยุดดำเนินงานชั่วคราวของภาคการผลิตและบริการบางส่วน
SCB EIC ระบุว่า แม้สถานการณ์น้ำท่วมมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายในกรณีฐาน แต่บางพื้นที่ยังมีความเสี่ยงจากฝนตกหนักเพิ่มเติม รวมถึงน้ำเหนือและน้ำจากพื้นที่ภูเขาไหลผ่าน ขณะที่ความเสี่ยงที่น้ำจะท่วมพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญภายในคันกั้นน้ำ กทม. ยังอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากปริมาณน้ำเหนือที่จะไหลผ่านกรุงเทพฯ มีแนวโน้มต่ำกว่ามหาอุทกภัยปี 2554 และเริ่มปรับลดลง
น้ำท่วมกระทบ 1.48 ล้านครัวเรือน แรงงาน 1.69 ล้านคน
ข้อมูลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในช่วงวันที่ 16 กันยายน-7 ตุลาคม 2569 ระบุว่า สถานการณ์น้ำท่วมส่งผลกระทบต่อครัวเรือนไทยสะสมกว่า 1.48 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 6% ของครัวเรือนทั้งหมด และยังมีมากกว่า 1.1 ล้านครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบอยู่ในช่วงเวลาที่ SCB EIC จัดทำบทวิเคราะห์
พื้นที่ได้รับผลกระทบสูงกระจุกตัวในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น สมุทรปราการและปทุมธานี รวมถึงจังหวัดฐานการผลิตภาคเกษตรและอุตสาหกรรมในภาคกลางและภาคตะวันออก ได้แก่ นครนายก ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และพระนครศรีอยุธยา
ด้านแรงงาน SCB EIC ประเมินว่ามีผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า 1.69 ล้านคน จากข้อจำกัดด้านการเดินทาง การหยุดกิจการชั่วคราว หรือการสูญเสียชั่วโมงทำงาน โดยเฉพาะสมุทรปราการและกรุงเทพฯ ซึ่งมีแรงงานได้รับผลกระทบราว 445,000 คน และ 420,000 คนตามลำดับ หรือประมาณ 2% ของจำนวนผู้มีงานทำทั้งหมดในประเทศ
กลุ่มที่มีความเปราะบางสูงคือแรงงานภาคบริการและแรงงานนอกระบบที่มีรายได้รายวัน เนื่องจากต้องเผชิญรายได้ที่หายไปทันที ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านการเดินทาง ที่อยู่อาศัย และการซ่อมแซมทรัพย์สินเพิ่มขึ้นพร้อมกัน
SCB EIC จึงมองว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากน้ำท่วมไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่แรงงานและครัวเรือนไม่สามารถกลับมาสร้างรายได้ตามปกติได้
ห่วงรายได้-สภาพคล่อง หากน้ำท่วมรุนแรงกว่าคาด
สำหรับกรณีฐาน SCB EIC ประเมินว่าน้ำท่วมจะกระทบเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ราว 0.05-0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยมีปัจจัยจากรายได้ครัวเรือนที่ลดลง การเดินทางและการประกอบอาชีพที่สะดุด ตลอดจนการหยุดดำเนินงานชั่วคราวของภาคการผลิตและบริการบางส่วน
อย่างไรก็ตาม การซื้อสินค้าจำเป็นเพื่อรับมือกับน้ำท่วม และการใช้จ่ายเพื่อซ่อมแซมความเสียหาย จะช่วยชดเชยผลกระทบทางเศรษฐกิจได้บางส่วน
หากสถานการณ์รุนแรงกว่าคาดจากฝนระลอกใหม่และน้ำเหนือไหลแรงกว่าประเมิน แต่ยังไม่เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ภายในคันกั้นน้ำของกรุงเทพฯ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาจเพิ่มขึ้นเป็น 0.1-0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ และหากเกิดน้ำท่วมพื้นที่เมืองภายในคันกั้นน้ำของกรุงเทพฯ อีกครั้ง ผลกระทบอาจเพิ่มเป็น 0.15-0.25 จุดเปอร์เซ็นต์
แม้ผลกระทบยังต่ำกว่ามหาอุทกภัยปี 2554 ซึ่ง SCB EIC ระบุว่าเคยกระทบเศรษฐกิจไทยถึง 3.5-4 จุดเปอร์เซ็นต์ จากน้ำท่วมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมและภาคการผลิตสำคัญเป็นวงกว้างนานกว่า 5 เดือน แต่ความเสี่ยงของน้ำท่วมรอบนี้อยู่ที่การซ้ำเติมครัวเรือนและ SMEs ที่มีสภาพคล่องจำกัด และรองรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้ไม่มาก
อสังหาฯ เจอกำลังซื้อชะลอ ธุรกิจต้องสร้าง Flood Resilience
ในภาคธุรกิจ SCB EIC มองว่าผลกระทบจากน้ำท่วมส่งผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ กำลังซื้อและพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ลดลง การหยุดชะงักของระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงความเสียหายต่อทรัพย์สิน สินค้าคงคลัง และสถานประกอบการ
สำหรับธุรกิจที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบด้านอุปสงค์มากในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ได้แก่ ค้าปลีก สินค้าคงทน ร้านอาหาร การท่องเที่ยว และ อสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากข้อจำกัดในการเดินทางและการชะลอการใช้จ่ายสินค้าที่ไม่จำเป็นของผู้บริโภค
ขณะเดียวกันภาคการผลิตบางส่วนอาจได้รับผลกระทบจากความล่าช้าในการขนส่งวัตถุดิบและการส่งมอบสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ธุรกิจต้องรับภาระความเสียหายโดยตรงต่ออาคาร เครื่องจักร สินค้าคงคลัง พื้นที่ประกอบกิจการ และพื้นที่เกษตร โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่มีเงินสำรองจำกัด
SCB EIC มองว่า หลังน้ำลด ความเสี่ยงสำคัญจะเปลี่ยนจากความเสียหายทางกายภาพไปสู่ความสามารถในการฟื้นตัวของรายได้และสภาพคล่องของครัวเรือนและธุรกิจ โดยบางธุรกิจอาจได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินค้าจำเป็น วัสดุป้องกันน้ำท่วม เครื่องใช้ภายในบ้าน และบริการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความต้องการซื้อทดแทนและซ่อมแซมทรัพย์สินที่เสียหาย หรือ Pent-up Demand
นอกจากนี้ ยังมีโอกาสเกิดการลงทุนเพิ่มเพื่อยกระดับความสามารถในการรับมือภัยพิบัติ เช่น ระบบป้องกันน้ำท่วม ระบบระบายน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานด้าน Flood Resilience แต่การฟื้นตัวของแต่ละกลุ่มอาจไม่พร้อมกัน ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเข้าถึงเงินทุนและสภาพคล่อง
SCB EIC ระบุว่า น้ำท่วมรอบนี้สะท้อนว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของครัวเรือน แรงงาน และธุรกิจในการกลับมาสร้างรายได้และดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้เร็ว ดังนั้น การเตรียมรับมือภัยพิบัติในระยะต่อไปจึงต้องมองไกลกว่าการป้องกันความเสียหายทางกายภาพ ไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันด้านรายได้ สภาพคล่อง ความต่อเนื่องทางธุรกิจ และการลงทุนด้าน Flood Resilience เพื่อลดระยะเวลาการฟื้นตัวเมื่อเกิดภัยพิบัติในอนาคต






