
‘ศุภชัย-ขัตติยา’ ชี้ธุรกิจ-การเงินไทยเร่งเปลี่ยนผ่าน รับโลกผันผวน
“ศุภชัย-ขัตติยา” เปิดมุมมองรับโลกผันผวน ชูเปลี่ยนผ่านธุรกิจ-การเงิน เกษตร เทคโนโลยี และพัฒนาคน พร้อมยกระดับผลิตภาพและขีดความสามารถการแข่งขันของไทย
KEY
POINTS
- ศุภชัย เจียรวนนท์ ชี้ว่าภาคธุรกิจต้องพลิกวิกฤตความผันผวนให้เป็นโอกาส โดยเร่งลงทุนในเทคโนโลยี AI, พัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร และปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ
- ขัตติยา อินทรวิชัย ระบุว่าภาคการเงินกำลังเปลี่ยนผ่านและพร้อมสนับสนุนการทรานส์ฟอร์มของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่ต้องยกระดับขีดความสามารถมากกว่าแค่การเข้าถึงแหล่งเงินทุน
นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และนางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในงานประชุม Bangkok Business Summit 2026 หัวข้อ “Business Building the Future: Winning in Turbulence” โดยมองถึงการรับมือความผันผวนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยีเอไอ ความท้าทายในประเทศ การเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านของภาคการเงิน
นายศุภชัยกล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันมีความท้าทายและผันผวนมาก ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เรื่องเอไอ ความท้าทายในประเทศ และการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่หากมองดูจริง ๆ ทั้งหมดสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสและนำมาปรับใช้ได้ โดยมองว่าไทยวางตัวได้ดี เพราะความท้าทายสามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสได้
เกษตร-อาหารไทยมีโอกาสจากจุดยุทธศาสตร์
นายศุภชัยกล่าวว่า อุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารไทยถือว่าโชคดี เพราะไทยอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ มีความมั่นคงทางอาหารและการแพทย์ โดยไทยจะลงทุนเรื่องการวิจัยว่าจะทำอย่างไรให้คนอายุยืน และมองว่าช่วงเวลานี้สามารถคว้าโอกาสได้
นายศุภชัยยกตัวอย่างตลาดทุเรียนว่า ปัจจุบันกลายเป็นตลาดใหญ่ โดยเฉพาะทุเรียนสดที่มีมูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ยังไม่นับรวมการแปรรูป และการส่งออกแช่แข็ง ซึ่งน่าจะมีเม็ดเงินไม่น้อย
แค่ผลไม้ชนิดเดียว สร้างเม็ดเงินมหาศาล
จากเดิมที่การถนอมอาหารใช้วิธีกวน ปัจจุบันมีแนวทาง เช่น การทำผลิตภัณฑ์โปรตีนจากทุเรียน ขณะที่กลุ่มคนที่รู้เรื่องสุขภาพก็มองว่าทุเรียนจะถูกนำไปแปรรูป
นายศุภชัยกล่าวว่า สิ่งที่ต้องดูคือดีมานด์หรืออุปสงค์ในโลกและภูมิภาค แล้วจึงวางแผน โดยอาจเข้าไปลงทุนในพื้นที่เกษตรกรรม
ลงทุนชลประทาน เพิ่มผลิตผลเกษตร 3-5 เท่า
นายศุภชัยกล่าวว่า ไทยต้องมีโครงสร้างชลประทานที่ดี เพราะจะช่วยเพิ่มผลิตผลได้ 3-5 เท่า โดยเกษตรกรรมในไทยมีสัดส่วน 10% ของจีดีพี หากเพิ่มเป็น 30% ก็จะเพิ่มจีดีพีได้ 3%
นอกจากนี้ ต้องมีสาธารณูปโภค รวมถึงเทคโนโลยีอย่างเอไอ สมาร์ทฟาร์มมิ่ง ตลอดจนต้องมีความร่วมมือ โดยธุรกิจเล็ก ๆ จะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงภาคเกษตรกรรม รวมถึงการสร้างงานด้วย
สำหรับกลุ่มซีพี นายศุภชัยกล่าวว่า ช่วงที่มีความผันผวนมากที่สุดที่เคยเจอ การตลาดที่ใช้เอไอ รวมถึงการใช้โครงสร้างข้อมูลและคลาวด์ เป็นพื้นฐานธุรกิจที่จะเปลี่ยนผ่าน
ถ้าไม่ทำ ไม่สามารถแข่งขันได้
การใช้เทคโนโลยีดังกล่าวจะทำให้สามารถขยายธุรกิจและขยายผล โดยใช้ทรัพยากรน้อยลง โดยเฉพาะโลจิสติกส์จะเป็นทราฟฟิกที่ไหลไป แต่การจะทำได้ต้องมีโครงสร้างดิจิทัลที่เข้มแข็งขึ้น
นายศุภชัยกล่าวว่า การแยกกันทำเป็นการขัดขาตัวเอง ดังนั้นการมาร่วมกันทรานส์ฟอร์มจะดีกว่าสำหรับประเทศ
เทคโนโลยี-การผลิต-พลังงาน ต้องเดินไปพร้อมกัน
นายศุภชัยกล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านเรื่องเทคโนโลยีและการผลิตเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตและการสร้างคุณค่า ตั้งแต่รากฐานคือพลังงาน ไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์ ชิป และโมเดลเอไอ
นอกจากนี้ นายศุภชัยกล่าวถึงเรื่องภูมิรัฐศาสตร์และการยกระดับประชาชน รวมถึงการสร้างระบบนิเวศ หากไทยโอบรับและสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม โดยเฉพาะเรื่องฮาร์ดแวร์
ปฏิรูปการศึกษา ปั้นคนเก่ง 2 ล้านราย
นายศุภชัยกล่าวว่า ไทยต้องการคนเก่ง และมีแผนปฏิรูปการศึกษา โดยมีคน 2 ล้านรายในระบบการศึกษาที่จะต้องได้รับโอกาสให้แสดงความสามารถ โดยต้องสนับสนุนทั้งให้ใช้เอไอ เพื่อดูว่าคนเหล่านี้จะเก่งแค่ไหน เช่น ให้ลองทำโครงการ เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่สู้ให้ทัน
คนเก่งจะเปลี่ยนโลกได้ ไทยยังต้องการดึงดูดคนเก่งจากทั่วโลก โดยใช้ระบบนิเวศทั้งหมดอย่างเต็มที่ และมองว่าไทยน่าอยู่ ทำไมไม่เปลี่ยนเป็นปลายทางดึงดูดคน
เสนอศูนย์นวัตกรรมร่วมมหาวิทยาลัย ใช้เงินแสนล้านบาท 5 ปี
นายศุภชัยกล่าวว่า การดึงดูดคนเก่งต้องมีการลงทุน เช่น หากต้องการสร้างศูนย์นวัตกรรมร่วมกับมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นเอไอและเทคโนโลยีการแพทย์ อาจใช้เงินประมาณแสนล้านบาทใน 5 ปี เพื่อให้เกิดผลจากการลงทุนในตัวคนและโครงการวิจัย
การลงทุนลักษณะนี้จะทำให้คนเก่งขึ้น เปลี่ยนประเทศได้ และเป็นฮับเทคได้ โดยหากมีเพียง 5 มหาวิทยาลัยชั้นนำร่วมมือกัน ก็สามารถสร้างระบบนิเวศบ่มเพาะคนเก่งได้
ฮาร์ดแวร์กับคนเก่ง ๆ ต้องไปพร้อมกัน
สร้างคนเก่งเริ่มได้ทันที ดันการลงทุนเพิ่มจีดีพี
นายศุภชัยกล่าวว่า การสร้างคนเก่งอาจคิดว่าจะใช้เวลา แต่สามารถทำได้ทันที โดยยกตัวอย่างว่าภาคเอกชนมักวางแผนการลงทุนประจำปี และผลที่ได้เริ่มเห็นเลย ขณะที่ก่อนหน้านี้ เมื่อพูดถึงเรื่องความท้าทาย ทั้งเรื่องสภาพอากาศและสิทธิมนุษยชน ต้นทุนเหล่านี้จะกลับไปที่เศรษฐกิจของไทย
ปัจจุบันไทยมีการลงทุนอยู่ประมาณ 1 พันล้านบาทต่อปี และต้องดูว่าจะทำอย่างไรให้เม็ดเงินโตขึ้น หากต้องการเพิ่มจีดีพี 3% ก็คิดเป็น 3.5 หมื่นล้านบาท ทั้งการลงทุนจากต่างประเทศและในประเทศ
ลงทุนต้องคำนึงถึงความเป็นอยู่และความยั่งยืน
นายศุภชัยกล่าวว่า ไทยอยู่ในจุดศูนย์กลางเอเชียใต้ โดยการลงทุนจริงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ไม่สามารถเพิ่มจีดีพีได้เพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่านำเม็ดเงินไปใช้อย่างยั่งยืนหรือไม่ เเละต้องตระหนักถึงความเป็นอยู่ของคน
การลงทุนต้องพิจารณาว่าจะลงไปที่ทรัพยากรภาคไหน เช่น บุคลากรและการศึกษา โดยลงทุนไปแล้วกว่าแสนล้านบาท และต้องดูว่าเงินที่ลงไปจะลงไปเพื่ออะไร รวมถึงจะเน้นย้ำเรื่องคนได้อย่างไร ทั้งชุมชน หมู่บ้าน และอุตสาหกรรม
มองไทยเป็นฮับโลจิสติกส์-คมนาคม-การเงิน
นายศุภชัยกล่าวว่า หากไทยเป็นฮับโลจิสติกส์และคมนาคมสำหรับอาเซียน ไทยสามารถเป็นฮับซื้อขายและฮับการเงินได้ ดังนั้น เงินทุกบาทสามารถทำให้รับผลตอบแทนที่ยั่งยืนได้ โดยขึ้นอยู่กับการลงทุนกับคน หากภาครัฐและเอกชนนำไปทำได้จริง เพราะการพูดเป็นเรื่องง่าย
ไทยยังอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง แต่สามารถออกจากกับดักดังกล่าวได้ โดยไทยมีเอไอ ถามว่าไทยจะมีรัฐบาลที่มีเอไอขับเคลื่อนได้หรือไม่
ชูเอไอภาครัฐ เพิ่มความโปร่งใส
นายศุภชัยกล่าวว่า พนักงานราชการก็สามารถใช้เอไอ เพื่อทำให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น โดยคน 4 ล้านคนที่รับราชการคือคนที่จะช่วยผลักดันชาติ ความสามารถดังกล่าวสามารถทำให้เกิดความโปร่งใส สนับสนุนเงิน และลงทุนอย่างยั่งยืน
ขัตติยาชี้ภาคการเงินกำลังเปลี่ยนผ่าน
ด้านนางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ภาคการเงินกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบการเงินใหม่ โดยมีแผนที่จะเข้าไปสนับสนุนภาคธุรกิจ
นางสาวขัตติยากล่าวว่า มีโอกาสได้ดูรายงานของธนาคารโลกเกี่ยวกับธนาคารพาณิชย์ และธนาคารกสิกรไทยเองมีความยินดีที่จะมอบบริการทางการเงิน เช่น อุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งโดยรวมแล้วทุกฝ่ายกำลังไปในทิศทางเดียวกัน
ขณะเดียวกัน ธนาคารมีการจัดเตรียมการสนับสนุนอยู่แล้ว แต่ต้องแน่ใจว่าไม่ใช่แค่เงินทุนอย่างเดียว โดยแนวทางของธนาคารคือการเข้าไปสนับสนุนภาคส่วนที่จะให้ประโยชน์ต่อการเติบโตระยะยาว ทั้งด้านผลิตภาพและขีดความสามารถทางการแข่งขัน
เอสเอ็มอีต้องยกระดับนอกเหนือจากการเข้าถึงเงินทุน
นางสาวขัตติยากล่าวว่า บริษัทแห่งอนาคตในหลายภาคส่วนมีทั้งกลุ่มที่ดำเนินการได้ดีและไม่ดี โดยกลุ่มเหล่านี้จะต้องดูเป็นรายบริษัทด้วยว่า จะช่วยให้ทำงานได้ดีอย่างไร โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี การเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องยกระดับตัวเอง ทั้งการเข้าถึงตลาด เทคโนโลยี การปรับปรุงตัวเอง และการปรับตัวเข้ากับซัพพลายเชน
หากลูกค้าเปลี่ยนแปลง ภาคการเงินก็ต้องพร้อมรับมือและให้บริการต่อการเปลี่ยนผ่านของลูกค้าในหลายอุตสาหกรรม
พร้อมสนับสนุนลูกค้าทรานส์ฟอร์ม
นางสาวขัตติยากล่าวว่า ธนาคารกสิกรไทยพร้อมที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของลูกค้า โดยมีลูกค้าหลายรายพร้อมทรานส์ฟอร์ม และธนาคารพร้อมซัพพอร์ตในหลายอุตสาหกรรม
การเปลี่ยนผ่านการเงินที่ยั่งยืนเป็นเป้าหมายของเราด้วย






