thansettakij
thansettakij
ถอดรหัสวิสัยทัศน์ “ศุภชัย เจียรวนนท์” กางแผน Data Center หมื่นล้าน ดันไทยสู่ยุค “AI in All”

ถอดรหัสวิสัยทัศน์ “ศุภชัย เจียรวนนท์” กางแผน Data Center หมื่นล้าน ดันไทยสู่ยุค “AI in All”

26 ส.ค. 69 | 08:20 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ส.ค. 69 | 08:38 น.

แม่ทัพใหญ่เครือซีพี-ทรู-อไรซ์ หนุนไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางดิจิทัลภูมิภาค ชี้การลงทุน Data Center คือเค้กชิ้นใหญ่มูลค่า 3 ล้านล้านบาท ชูวิสัยทัศน์ก้าวข้ามแค่โครงสร้างพื้นฐาน สู่ยุค "AI in All" เผยโมเดลธุรกิจอนาคต เปลี่ยนจากการขาย Data สู่ยุค "AI Token"

KEY

POINTS

  • ศุภชัย เจียรวนนท์ เสนอแผนลงทุน Data Center มูลค่ามหาศาลเพื่อเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยชี้ว่ากว่า 90% ของการลงทุนจะกระตุ้นซัพพลายเชนและการจ้างงานในประเทศ
  • ชี้แจงว่าไทยมีความพร้อมด้าน Data Center น้อยมากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง จึงต้องเร่งขยายเพื่อไม่ให้เสียโอกาส และสลายความกังวลเรื่องการใช้พลังงานที่มากเกินไป
  • มุ่งยกระดับ Data Center สู่ "AI Data Center" โดยเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยี CPU เป็น GPU เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ Machine Learning และ Agentic AI
  • วางเป้าหมายผลักดันไทยสู่ยุค "AI in All" ที่โมเดลธุรกิจจะเปลี่ยนจากการขายแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตไปสู่ "AI Token" เพื่อซื้อพลังการประมวลผลสำหรับ AI ส่วนตัว

ถอดรหัสวิสัยทัศน์ “ศุภชัย เจียรวนนท์” Data Center ไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน แต่คือเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ท่ามกลางคลื่นการลงทุนเทคโนโลยีระดับโลกที่กำลังหลั่งไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายยุทธศาสตร์ของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีระดับโลก (Hyper-scalers) อย่าง Amazon Web Services (AWS) ที่เข้ามาปักหมุดลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทว่าในสังคมไทยกลับยังมีกระแสความกังวล และ “มายาคติ” (ชุดความคิด หรือ ความเชื่อ)  เกี่ยวกับการใช้พลังงานและมาตรการส่งเสริมจากภาครัฐ

นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ /ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป และ ประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ฉายภาพรวม วิเคราะห์โอกาส และชี้ทิศทางอนาคตของ Data Center ในประเทศไทยรายละเอียดดังนี้ 

สลายมายาคติพลังงาน ชี้ไทยกำลังผลิตยังน้อย ต้องเร่งสปีดหนีคู่แข่ง

ความชัดเจนของภาครัฐ ทั้งโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า (มาตรา 9 และมาตรา 10) ตลอดจนสิทธิประโยชน์จาก BOI ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงว่าประเทศไทยเอาจริงเอาจังในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน

ส่วนข้อกังวลเรื่องการแย่งใช้พลังงานมหาศาลนั้น ต้องมองตามข้อเท็จจริงว่า ปัจจุบันไทยมีความพร้อมด้าน Data Center อยู่ที่ประมาณ 200 เมกะวัตต์ (MW) เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกาที่มีมากกว่า 50 กิกะวัตต์ (GW) หรือจีนที่มีมากกว่า 30 กิกะวัตต์ (GW) และยังขยายตัวเท่าตัวทุกปี การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อไม่ให้ไทยเสียโอกาสในการแข่งขันกับคู่แข่งในภูมิภาคและระดับโลก

5 กลยุทธ์พลิกเกม AI

เม็ดเงิน 3 ล้านล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจไทย อัดฉีดซัพพลายเชนในประเทศ 90%

  • การลงทุนสร้าง Data Center ขนาดใหญ่ (เป้าหมาย 50 GW ในระยะยาว 5 ปี) อาจมีมูลค่าสูงถึง 3 ล้านล้านบาท แม้หลายฝ่ายมองว่าเป็นการนำเข้าอุปกรณ์ไฮเทคจากต่างประเทศเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง กว่า 90% ของงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น งานฐานราก หิน เหล็ก ปูน สายไฟ และระบบบริหารจัดการ ล้วนใช้ทรัพยากรและการจ้างงานภายในประเทศไทยทั้งสิ้น

  • นอกจากนี้ ยังเป็นสปริงบอร์ดสำคัญในการยกระดับห่วงโซ่อุปทานฮาร์ดแวร์ไปสู่การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) รวมไปถึงการส่งเสริมสตาร์ทอัพด้านซอฟต์แวร์ และการดึงดูดบุคลากรระดับหัวกะทิ (Talent) จากทั่วโลกเข้ามาสร้างระบบนิเวศในไทย

จุดเปลี่ยนเทคโนโลยี จาก CPU สู่ GPU สร้างรากฐาน "AI Data Center"

  • ยุคสมัยของ Data Center กำลังเปลี่ยนผ่านจากการประมวลผลทั่วไป (CPU) ไปสู่การใช้หน่วยประมวลผลกราฟิกประสิทธิภาพสูง (GPU) เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้กลายเป็น Supercomputer ที่รองรับ Machine Learning และ Agentic AI ซึ่งเป็นปัญญาประดิษฐ์ยุคใหม่ที่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ให้ข้อมูล แต่สามารถตัดสินใจและลงมือทำงานแทนมนุษย์ในห่วงโซ่เศรษฐกิจและสังคมได้อย่างสมบูรณ์

 ปรากฏการณ์ "AI in All" และการมาของโมเดลธุรกิจ "AI Token"

  • ในอนาคตอันใกล้ โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค "AI in All" (AI ในทุกสรรพสิ่ง) ซึ่งเหนือกว่ายุค Internet of Things (IoT) เดิมอย่างสิ้นเชิง โดยทุกคนจะมี AI ส่วนตัวที่ถูกฝึกฝน (Train) ให้เข้าใจบริบท ภาษา และวัฒนธรรมเฉพาะบุคคล

  • ความเปลี่ยนแปลงนี้จะปฏิวัติโมเดลธุรกิจโทรคมนาคม จากเดิมที่เน้นขายแพ็กเกจอินเทอร์เน็ต (Data Package) จะเปลี่ยนผ่านไปสู่การจำหน่าย AI Token เพื่อให้ผู้ใช้บริการซื้อหน่วยพลังการประมวลผลไปใช้งานในชีวิตประจำวันและภาคธุรกิจ ซึ่งจะเป็นโอกาสครั้งสำคัญของเด็กไทยและสตาร์ทอัพไทยในการพัฒนา โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) หรือ Agentic AI ของตัวเองเพื่อก้าวขึ้นไปแข่งขันบนเวทีระดับโลก.