thansettakij
thansettakij
เอกชนปรับแผน สู้ศึกภาษีสหรัฐฯ 12.5% แนะใช้กลยุทธ์ "Zero Stock"

เอกชนปรับแผน สู้ศึกภาษีสหรัฐฯ 12.5% แนะใช้กลยุทธ์ "Zero Stock"

27 ก.ค. 69 | 04:34 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ก.ค. 69 | 04:36 น.

สหรัฐฯ ดีดภาษีนำเข้า 12.5% เริ่ม 24 ก.ค. 69 กระทบส่งออกไทย เอกชนแนะปรับกลยุทธ์ "Zero Stock" รับมือเรื่องต้นทุน พร้อมจับตาดูท่าที 15- 30 วัน

KEY

POINTS

  • สหรัฐฯ บังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าใหม่ในอัตราสูงสุด 12.5% กับสินค้าจาก 60 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงประเทศไทย
  • ภาคเอกชนแนะผู้ส่งออกใช้กลยุทธ์ "Zero Stock" คือผลิตตามคำสั่งซื้อเท่านั้น เพื่อลดต้นทุนและความเสี่ยงทางการเงิน
  • ผู้ประกอบการส่วนใหญ่อยู่ในภาวะ "รอดูท่าที" ประมาณ 15-30 วัน เพื่อประเมินสถานการณ์และแนวโน้มการปรับราคา
  • สินค้าไทยที่ได้รับผลกระทบจากภาษี 12.5% ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และพลาสติก

มาตรการภาษีนำเข้ารอบใหม่ของสหรัฐฯ กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อการค้าโลกอีกครั้ง เมื่อสินค้าจาก 60 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงประเทศไทย ต้องเผชิญอัตราภาษีนำเข้าสูงสุด 12.5% ที่เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ตามเวลาสหรัฐฯ ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านการแข่งขัน แม้สินค้าหลายกลุ่มจะได้รับการยกเว้นจากมาตรการดังกล่าว และกระทบเฉพาะอุตสาหกรรมบางประเภท แต่อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยทำให้ผู้ส่งออกไทยต้องเร่งปรับกลยุทธ์

ภาษี 12.5% อาจเปลี่นแปลงได้ รอดูท่าที 15-30 วัน

ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคต เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สถานการณ์ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในปัจจุบันยังถือว่ามีความไม่สม่ำเสมอและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการวางแผนของผู้นำเข้า

ในช่วงแรกสหรัฐฯ เริ่มต้นจากการประกาศภาษีที่สูงถึง 36% ก่อนจะเจรจาลดลงมาเหลือ 19% ซึ่งในระดับนี้ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกทุกราย เนื่องจากประเทศคู่แข่งส่วนใหญ่โดนเรียกเก็บในอัตราที่ใกล้เคียงกัน ถัดมาคือช่วงปรับลดชั่วคราวเหลือ 10% ทั่วโลก เป็นระยะเวลา 5 เดือน ตามอำนาจของประธานาธิบดี หลังจากศาลตัดสินว่าระบบเดิมไม่มีอำนาจสั่งการ

จนถึงมาตรการปัจจุบันหลังวันที่ 24 มิถุนายน 2569 มีประกาศอัตราภาษีใหม่ที่ 10% และ 12.5% โดยประเทศไทยและประเทศส่วนใหญ่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องเสียภาษี 12.5% ซึ่งส่งผลต่อจังหวะการสั่งซื้อสินค้าอย่างชัดเจน แน่นอนว่าก่อนการบังคับใช้ภาษีใหม่ ผู้นำเข้าจะเร่งส่งสินค้าไปก่อนเพื่อรับอัตราภาษีเดิม แต่ตอนนี้ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มอยู่ในช่วง "รอชอดูท่าที" คาดการณ์ประมาณ 15 วัน - 1 เดือน เพื่อประเมินว่าปลายทางจะสามารถปรับขึ้นราคาขายได้หรือไม่ หากปรับไม่ได้ ผู้นำเข้าอาจขอให้ผู้ผลิตต้นทางลดราคาลง

เครื่องมือการต่อรอง-มาตรฐานใหม่ของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมอาหารซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ อาจชะลอตัวเพื่อปรับฐานราคาใหม่ แต่มูลค่าการส่งออกรวมของไทยไปสหรัฐฯ ยังคงเติบโตได้ดีจากสินค้ากลุ่ม ไอที อิเล็กทรอนิกส์ และ EV บางเดือนมียอดบวกสูงถึง 40%

ดร.วิศิษฐ์ กล่าวว่า สหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือในการต่อรองและสร้างมาตรฐานใหม่ โดยเฉพาะในประเทศที่ยังไม่มีมาตรการชัดเจนในการห้ามนำเข้าสินค้าจากกลุ่มประเทศที่มีปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนหรือสิทธิแรงงาน จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มภาษีที่สูงกว่า (12.5%) ทั้งให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของวัตถุดิบในการผลิตสินค้าอย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อตรวจสอบว่าใช้สินค้าที่ถูกต้องตามมาตรฐานหรือไม่

ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยยังต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากภาษีและต้นทุนแฝงอื่นๆ กลยุทธ์ในช่วงนี้ต้องพยายามลดต้นทุนให้มากที่สุด เนื่องจากราคาขายปรับขึ้นได้ยาก โดยเฉพาะต้นทุนจากซัพพลายเชนและบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันและสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ ยังต้องหันมาผลิตสินค้าตามคำสั่งซื้อ (Order) เท่านั้น และใช้กลยุทธ์ "Zero Stock" หรือการไม่มีสต็อกสินค้า เพื่อลดภาระดอกเบี้ยจ่ายและลดความเสี่ยงทางการเงิน

กลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบ และกลุ่มที่ได้รับยกเว้น

อย่างไรก็ตาม ราคาวัตถุดิบในไทยในขณะนี้ยังคงนิ่งอยู่ เนื่องจากกำลังซื้อทั่วโลกยังไม่ฟื้นตัว ทำให้ราคาไม่สามารถปรับตัวสูงขึ้นได้ แต่สินค้าส่งออกสำคัญของไทยที่อาจต้องเสียภาษีเพิ่ม ได้แก่

  • อิเล็กทรอนิกส์ เช่น แผงวงจร ฮาร์ดดิสก์ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า

  • เครื่องปรับอากาศ

  • อาหารแปรรูป

  • อาหารสัตว์

  • อาหารกระป๋อง

  • พลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก

  • อัญมณีและเครื่องประดับ

สำหรับกลุ่มสินค้าที่ “ไม่” ได้รับผลกระทบ หรือ “ยกเว้น” หมายถึง สินค้าเหล่านี้ ไม่ได้อยู่ภายใต้ภาษี 12.5% หรือได้รับการยกเว้นจากมาตรการ ได้แก่

  • เครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ

  • เหล็ก

  • รถยนต์

  • ผลิตภัณฑ์มะพร้าว

  • กาแฟสำเร็จรูป

  • ยาและเภสัชภัณฑ์บางรายการ

ทั้งนี้ การยกเว้นไม่ได้หมายความว่าสินค้าเหล่านี้ “ปลอดภาษีทั้งหมด” แต่หมายถึง ไม่อยู่ภายใต้มาตรการภาษีนำเข้ารอบนี้ สินค้าแต่ละประเภทอาจยังอยู่ภายใต้ภาษีหรือมาตรการอื่นของสหรัฐฯ ที่มีผลบังคับใช้อยู่ก่อนแล้ว เช่น มาตรการเฉพาะสำหรับเหล็กหรือรถยนต์ ซึ่งขึ้นอยู่กับพิกัดศุลกากร (HS Code) และประกาศที่เกี่ยวข้อง