
ละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์โตแรง สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ หนุนอุดช่องโหว่ กม.
PUBAT ชี้การละเมิดลิขสิทธิ์ในไทยยังน่าห่วง โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ที่ขายไฟล์อย่างเปิดเผย เตรียมเข้าพบกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่ออุดช่องโหว่กฎหมายและทำสื่อรณรงค์
KEY
POINTS
- ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์หนังสือผ่านช่องทางออนไลน์ทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีการจำหน่ายไฟล์ดิจิทัลอย่างเปิดเผยบนโซเชียลมีเดีย สวนทางกับการละเมิดในงานหนังสือที่ลดลงอย่างมาก
- สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ เตรียมเข้าพบกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อหารือแนวทางอุดช่องโหว่ทางกฎหมายที่ผู้กระทำผิดมักใช้เป็นข้ออ้าง
- การปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างจริงจังเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นทางการค้าระดับโลก และเป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมความพร้อมของไทยเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD
นายณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาพรวมสถานการณ์การละเมิดลิขสิทธิ์ในอุตสาหกรรมหนังสือปัจจุบัน แม้การละเมิดลิขสิทธิ์ภายในงานหนังสือจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ผ่านช่องทางออนไลน์ยังคงมีความรุนแรงและดำเนินการอย่างเปิดเผย
โดยพบว่ามีเพจเฟซบุ๊กและสื่อสังคมออนไลน์หลายแห่งนำไฟล์หนังสือที่มีลิขสิทธิ์มาวางจำหน่ายในรูปแบบไฟล์ดิจิทัลอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ซึ่งกลุ่มผู้กระทำผิดเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ทำให้การควบคุมดูแลเป็นไปได้ยากกว่าการจัดการสมาชิกภายในสมาคมฯ เอง
ดัดแปลงวรรณกรรมสื่อรูปแบบอื่น
ในส่วนของมาตรการจัดการภายในสมาคม นายณัฐกรระบุว่าทางสมาคมได้ดำเนินการเชิงรุกอย่างเข้มงวดในช่วงปีที่ผ่านมา โดยสมาชิกสำนักพิมพ์รายใดที่ตรวจสอบพบว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์ จะถูกดำเนินการตามข้อบังคับขั้นเด็ดขาดคือการให้ออกจากสมาชิกสมาคมฯ และตัดสิทธิ์การเช่าพื้นที่เพื่อจำหน่ายหนังสือในงานแสดงหนังสือทุกรายการที่สมาคมเป็นผู้จัด
ซึ่งมาตรการดังกล่าวส่งผลให้จำนวนการขายหนังสือละเมิดลิขสิทธิ์ในงานหนังสือลดลงอย่างมากจนแทบไม่พบเห็นอีกเลยในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การทำซ้ำหรือขายไฟล์เถื่อนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดัดแปลงวรรณกรรมไปเป็นสื่อรูปแบบอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น การนำนิยายจากอินเทอร์เน็ตไปดัดแปลงเป็นละครหรือซีรีส์ หรือการนำการ์ตูนต่างประเทศมาแปลและเผยแพร่โดยไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง
ในทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ระบุชัดเจนว่าการละเมิดลิขสิทธิ์มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 4 ปี หรือปรับสูงสุด 8 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ชี้ให้เห็นว่าหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาคือการทำให้เกิด "ผลกระทบต่อเนื่อง" (Consequence) ทางกฎหมายแก่ผู้กระทำผิด เพื่อไม่ให้เกิดการเลียนแบบหรือทำผิดซ้ำอีก
5 เดือน คำขอจดทะเบียนเพิ่ม 8.72%
สถานการณ์ด้านสถิติทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม - พฤษภาคม) พบการเติบโตที่น่าสนใจ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาเปิดเผยว่ามีคำขอจดทะเบียนรวมทุกประเภทสูงถึง 31,917 คำขอ เพิ่มขึ้น 8.72% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะในส่วนของการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์มีจำนวน 7,214 รายการ เพิ่มขึ้นถึง 18.13%
ในจำนวนนี้เป็นผลงานประเภทวรรณกรรม (รวมถึงงานนิพนธ์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์) มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งจำนวน 2,971 ผลงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้สร้างสรรค์และภาคธุรกิจมีความตื่นตัวในการปกป้องผลงานของตนเองมากขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
ปรามการละเมิดลิขสิทธิ์เตรียมเข้า OECD
ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งกำหนดมาตรฐานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไว้สูงมาก นายณัฐกรย้ำว่าความสามารถในการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมถือเป็น "กุญแจสำคัญ" ในการสร้างความเชื่อใจทางการค้าระดับโลก หากรัฐปล่อยให้มีการขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์อย่างโจ่งแจ้งโดยไม่มีมาตรการจัดการ ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในส่วนของแผนการดำเนินงานในอนาคต สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ เตรียมเข้าพบอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาในเดือนหน้าเพื่อหารือในเชิงลึกเกี่ยวกับ "ช่องโหว่ทางกฎหมาย" ที่ผู้กระทำผิดมักนำมาใช้แอบอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการละเมิดลิขสิทธิ์
โดยสมาคมต้องการสร้างความชัดเจนว่าการกระทำลักษณะใดถือว่าผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความสับสน พร้อมกันนี้ยังมีแผนที่จะร่วมมือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาในการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบคลิปวิดีโอ เพื่อกระจายความรู้ที่ถูกต้องเรื่องลิขสิทธิ์สู่สาธารณชนในวงกว้าง







