
‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เหลือ 7 ล้านสิทธิ์ 'คลัง' ยันเกณฑ์ 30 ล้านคนเอาอยู่
คลังเผยลงทะเบียน 'ไทยช่วยไทยพลัส' ทุบสถิติ 'คนละครึ่ง' ทะลุ 7 แสนคน/วินาที ยัน 30 ล้านสิทธิเพียงพอ แนะกลุ่มเจอปัญหาเทคนิค แก้ที่กรุงไทย
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า บรรยากาศการลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัสในวันแรก ซึ่งเริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 น. พบว่ามีประชาชนเข้ามาใช้งานระบบสูงกว่าโครงการ "คนละครึ่ง" ในอดีตอย่างมาก โดยในช่วง 30 นาทีแรกมียอดผู้ลงทะเบียนสูงถึง 10 ล้านราย นอกจากนี้ ยังสร้างสถิติใหม่ในช่วงเวลา 06.05 น. ที่มีผู้เข้าใช้งานพร้อมกันสูงสุดถึง 700,000 รายต่อวินาที ซึ่งมากกว่าสถิติเดิมที่ 300,000 รายต่อวินาที
“แม้ระบบจะมีอาการหน่วงในช่วงแรกประมาณ 6 นาที แต่ทีมงานธนาคารกรุงไทยสามารถบริหารจัดการให้ระบบกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ภายในเวลาประมาณ 06.20 น. โดย ณ เวลาเที่ยงของวันแรก ยังคงมีสิทธิ์คงเหลืออีกประมาณ 7,560,000 ราย ซึ่งยืนยันว่า จำนวน 30 ล้านสิทธิ เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน”
เจาะปัญหาเทคนิค ยืนยันตัวตน-การเปลี่ยนอุปกรณ์
จากการตรวจสอบปัญหาที่ประชาชนพบส่วนใหญ่ คือการเข้าใช้งานแอปพลิเคชันไม่ได้เนื่องจากลืมรหัสผ่าน (PIN) หรือมีการเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือใหม่ และลบแอปพลิเคชันเดิมทิ้ง นอกจากนี้ ยังมีกรณีการเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์มือถือโดยไม่ได้แจ้งข้อมูลกับธนาคารไว้ล่วงหน้า
“กลุ่มนี้จำเป็นต้องเดินทางไปยืนยันตัวตนที่สาขาธนาคารเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการตรวจสอบข้อมูลและยืนยันตัวตนสำหรับผู้ที่เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์จะใช้เวลาดำเนินการไม่เกิน 3 วัน”
ยกระดับร้านค้าด้วยดิจิทัลและ AI "นกกระซิบ"
ในส่วนของผู้ประกอบการ ปัจจุบันมีร้านค้าอยู่ในระบบโครงการแล้วประมาณ 977,000 ราย และคาดว่าจะแตะระดับ 1 ล้านรายในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะต้องมีการเข้าไปยืนยันเข้าร่วมโครงการในแอปพลิเคชันถุงเงินต่อไป สำหรับร้านค้ารายเดิม ส่วนร้านค้าใหม่ สามารถลงทะเบียนได้ที่ธนาคารกรุงไทย
ทั้งนี้ การเดินหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส มุ่งเน้นการ "อัปสกลิ" (Up-skill) ร้านค้าขนาดเล็กให้เข้าสู่ระบบข้อมูล โดยมีการนำ AI ชื่อว่า "นกกระซิบ" มาช่วยในการบริหารจัดการร้านค้า ได้แก่
AI จะช่วยวิเคราะห์ว่าช่วงเวลาใดขายดี สินค้าใดได้รับความนิยม และเปรียบเทียบต้นทุนเฉลี่ยจากข้อมูลกระทรวงพาณิชย์
ระบบจะช่วยจัดทำบัญชีอย่างง่ายผ่านแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" ซึ่งร้านค้าสามารถนำข้อมูลรายได้และรายจ่ายนี้ไปยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน เพื่อขยายกิจการได้
สำหรับกลุ่ม Food Delivery คาดว่าจะเริ่มเปิดให้สั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มได้ในวันที่ 15 มิถุนายนนี้ โดยจะเปิดให้ร้านค้าเริ่มผูกระบบกับแพลตฟอร์มตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายนเป็นต้นไป
คุมเข้มทุจริต สยบข่าวลือภาษี
นายวินิจ กล่าวว่า ความจำเป็นในการตรวจสอบความผิดปกติอย่างละเอียด เพื่อป้องกันการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นเหมือนโครงการในอดีต โดยขณะนี้ได้มีการดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำผิดไปแล้วประมาณ 300 ราย จากร้านค้าทั้งหมดกว่า 9 แสนราย ระบบตรวจสอบปัจจุบันมีความสามารถในการตรวจจับพิกัดการขายที่ผิดปกติ เช่น การทำรายการในพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลกันมากในเวลาที่กระชั้นชิด
ในประเด็นความกังวลเรื่องภาษี ยืนยันว่าร้านค้าขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ไม่จำเป็นต้องกังวล เนื่องจากการเสียภาษีคำนวณจาก "กำไร" และมีเกณฑ์รายได้เฉลี่ยทั้งปีที่กำหนดไว้ ซึ่งร้านค้าส่วนใหญ่มักจะไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าว
พยุงกำลังซื้อท่ามกลางวิกฤตพลังงาน
ทั้งนี้ ยังอธิบายว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ในรอบนี้ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วไป แต่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ "พยุงเศรษฐกิจ" และดูแลปัญหาปากท้องของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานและภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนลดลง นอกจากมาตรการระยะสั้นแล้ว รัฐบาลยังมีแผนที่จะเร่งการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาดเพื่อแก้ไขปัญหาต้นทุนพลังงานในระยะยาวต่อไป
ไทยช่วยไทยพลัส คงเหลือ 7.3 ล้านสิทธิ
ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการลงทะเบียนโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" (60/40) ว่า การเปิดลงทะเบียนวันแรก ณ เวลา 12.00 น. มีสิทธิคงเหลือ 7,368,013 สิทธิ ซึ่งประชาชนเข้ามาลงทะเบียนแล้วกว่า 22,631,987 คน แบ่งเป็น
- ลงทะเบียนสำเร็จ 17,374,758 คน
- รอตรวจสอบคุณสมบัติ 4,921,910 คน
- ลงทะเบียนไม่สำเร็จ 335,319 คน ได้แก่ เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ 335,153 คน และอื่น ๆ เช่น เคยทำผิดเงื่อนไขคนละครึ่ง เป็นต้น 166 คน
ขณะที่ฝั่งร้านค้ารวมลงทะเบียนสำเร็จ (กด T&C แล้ว พร้อมใช้) 393,979 ราย แบ่งเป็น
- รายเดิมที่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 977,296 ราย
- อยู่ระหว่างร้านค้ายอมรับ T&C 584,997 ราย
- ลงทะเบียนสำเร็จ (กด T&C แล้ว พร้อมใช้) 392,299 ราย
- ร้านค้าใหม่ 9,013 ราย







