thansettakij
thansettakij
กูรูชี้หุ้นไทยสัปดาห์นี้ Sideway Up เป้า 1,510-1,560 จุด รับแรงหนุนส่งออก-ทุนไหลเข้า

กูรูชี้หุ้นไทยสัปดาห์นี้ Sideway Up เป้า 1,510-1,560 จุด รับแรงหนุนส่งออก-ทุนไหลเข้า

25 พ.ค. 69 | 07:52 น.
อัปเดตล่าสุด :25 พ.ค. 69 | 07:52 น.

โบรกส่อง SET มีโอกาส “Sideway Up” หลังปัจจัยต่างประเทศเริ่มผ่อนคลาย ขานรับราคาน้ำมันลดลง-ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่ง ขณะที่ในประเทศได้แรงหนุนจากเงินลงทุนต่างชาติทะลักกว่า 1.29 แสนล้านบาท พร้อมแนะจับตาหุ้นเด่นรับ MSCI Rebalance และมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส”

KEY

POINTS

  • โบรกเกอร์คาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์นี้มีแนวโน้มแกว่งตัวขึ้น (Sideway Up) ในกรอบ 1,510-1,560 จุด
  • ได้รับปัจจัยหนุนจากภาคการส่งออกที่ขยายตัวโดดเด่นในไตรมาสแรก ทำให้ EXIM Bank ปรับเพิ่มเป้าการส่งออกทั้งปีขึ้นเป็น 7%
  • มีแรงสนับสนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าต่อเนื่อง โดย 4 เดือนแรกของปีมีมูลค่ากว่า 1.29 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 124% จากปีก่อน

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยว่า ทิศทางดัชนีตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ (25-29 พ.ค.69) มีแนวโน้มแกว่งตัวในลักษณะ Sideway Up โดยให้กรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีไว้ที่ระดับ 1,510 – 1,560 จุด

โดยที่ได้รับปัจจัยบวกสำคัญจากความคืบหน้าเชิงบวกในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลงและเป็นผลดีต่อต้นทุนพลังงานในภาพรวมได้

นอกจากนี้ สัญญาณทางเศรษฐกิจในประเทศยังฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง นำโดยเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่ยังคงไหลเข้าสู่วงการธุรกิจไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้รวมกว่า 1.29 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 124% จากปีก่อน สอดคล้องกับภาคการส่งออกที่ขยายตัวโดดเด่นถึง 17% ในไตรมาสแรก

และด้วยเหตุดังกล่าวทำให้เอ็กซิม แบงก์ (EXIM Bank) ปรับเพิ่มเป้าหมายการส่งออกของไทยในปีนี้ก้าวกระโดดขึ้นเป็น 7% จากเดิมคาดเพียง 0-2% หลังจากการส่งออกในไตรมาสแรกขยายตัวได้สูงถึง 17% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ควบคู่กับสินค้าเกษตร

สำหรับทิศทางเศรษฐกิจโลกยังได้รับแรงหนุนจากตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานของสหรัฐฯ ที่ลดลงสู่ระดับ 209,000 ราย ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันไว้ รวมถึงท่าทีของสหรัฐฯ ที่ยืนยันว่าจะไม่ใช้กำลังทหารในการเข้ายึดกรีนแลนด์

ชี้ปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง

ทั้งนี้ ตลาดยังคงมีปัจจัยท้าทายที่ต้องเฝ้าระวัง ทั้งประเด็นที่ผู้นำอิหร่านสั่งระงับการส่งออกคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกโจมตี รวมถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์รอบใหม่จากการที่สหรัฐฯ ตั้งข้อหาอดีตประธานาธิบดีคิวบา

ซึ่งสะท้อนความตึงเครียดระลอกใหม่ระหว่างสองประเทศคู่ขัดแย้งตั้งแต่ยุคสงครามเย็น และเกิดขึ้นในช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กำลังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนระบอบการปกครองในคิวบา และแผนการส่งทหารสหรัฐฯ เพิ่มเติมไปยังโปแลนด์ อีก 5,000 นาย

ขณะที่ในประเทศตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดเผยผลประกอบการกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 1/2569 พบว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ยและเกณฑ์สินเชื่อที่เข้มงวด ทำให้ยอดโอนในกลุ่มคอนโดมิเนียมระดับกลาง-ล่างชะลอตัว มีเพียงยอดโอนสินค้าแนวราบระดับบนที่ยังเติบโตได้

ทั้งนี้ ในช่วงสัปดาห์นี้นักลงทุนยังคง ต้องติดตามการรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างใกล้ชิด ทั้งการแถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยจากธนาคารแห่งประเทศไทยในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ รวมไปถึงการรายงานข้อมูล ด้านเศรษฐกิจต่างของต่างประเทศ ทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค การจ้างงาน และการประมาณการ GDP ไตรมาสแรกของสหรัฐฯ รวมถึงรายงานกำไรภาคอุตสาหกรรมของจีน

เปิดโผหุ้นรับอนิสงส์ "ไทยช่วยไทยพลัส"

ด้านกลยุทธ์การลงทุน นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า ทางฝ่ายแนะนำจัดพอร์ตการลงทุนแบบคัดสรรหุ้นเด่น (Selective Buy) โดยเน้นไปที่ 2 กลุ่มหลักที่มีปัจจัยบวกสนับสนุน ได้แก่ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการปรับน้ำหนักดัชนี MSCI Global Small Cap ซึ่งจะมีผลในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้

โดยแนะนำให้เข้าลงทุนใน MRDIYT และ TFG แต่ให้หลีกเลี่ยง TOA ที่ถูกนำออกจากดัชนี นอกจากนี้ ยังแนะนำกลุ่มค้าปลีกและอุปโภค บริโภคที่เตรียมรับอานิสงส์เชิงบวก จากการเปิดลงทะเบียนใช้สิทธิโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ "ไทยช่วยไทยพลัส" โดยมีหุ้นเด่นที่น่าสนใจ ได้แก่ CPAXT, BJC, TNP และ  MOTHER เป็นต้น