
สระว่ายน้ำไทยโตสวนสงคราม “ฟลูอิดรา” ปรับแนวรุกรับเทรนด์ท่องเที่ยว-สุขภาพแรง
ฟลูอิดราเผยตลาดสระว่ายน้ำไทย 5,000 ล้านบาท โตสุดในอาเซียน รับอานิสงส์ท่องเที่ยว-บ้านหรูฟื้นตัว แม้สงครามดันต้นทุนขนส่งพุ่ง 2 เท่า พร้อมเดินหน้าปรับพอร์ตเน้นงานครบวงจร
KEY
POINTS
- ตลาดสระว่ายน้ำไทยมีมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท และเติบโตสูงสุดในอาเซียนสวนกระแสสงคราม โดยมีปัจจัยหนุนจากภาคการท่องเที่ยวและเทรนด์สุขภาพ
- ฟลูอิดราปรับกลยุทธ์เชิงรุก โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนงานโครงการแบบครบวงจร (Turnkey) จาก 30% เป็น 40-50% เพื่อรับมือกับความท้าทาย
- เผชิญความเสี่ยงจากต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากผลกระทบของสงคราม และภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจของลูกค้ารายย่อย
นายสุธี เวชพฤกษ์พิทักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟลูอิดรา (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันมูลค่าตลาดสระว่ายน้ำในประเทศไทยอยู่ที่มากกว่า 5,000 ล้านบาท และถือเป็นตลาดที่เติบโตสูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน
หากพิจารณาย้อนหลัง จะพบว่าตลาดดังกล่าวขยายตัวต่อเนื่อง จากระดับราว 4,000 ล้านบาทในปี 2554 เพิ่มเป็นประมาณ 4,500 ล้านบาทในปี 2561 ก่อนชะลอตัวลงในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 และกลับมาฟื้นตัวทะลุ 5,000 ล้านบาทในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นระดับ “สูงสุดใหม่” ของอุตสาหกรรม สะท้อนการฟื้นตัวที่ไม่เพียงกลับสู่ภาวะปกติ แต่ยังเติบโตเหนือระดับก่อนวิกฤตอย่างมีนัยสำคัญ
แรงขับเคลื่อนหลักยังคงมาจากภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการ (Hospitality) ที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยว ส่งผลให้ผู้ประกอบการโรงแรมและรีสอร์ทเร่งลงทุนในสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น สระว่ายน้ำ สปา และสวนน้ำ เพื่อยกระดับประสบการณ์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
แม้จะมีแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก แต่การลงทุนในโครงการเชิงพาณิชย์ยังคงเดินหน้า เนื่องจากผู้ประกอบการมองไปข้างหน้าและเตรียมความพร้อมรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในระยะยาว
ขณะเดียวกันกระแสเวลเนสกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหนุนสำคัญ ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้สถานบริการด้านสุขภาพและฟิตเนสเพิ่มการติดตั้งสระว่ายน้ำ พร้อมนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ โดยเฉพาะระบบบำบัดน้ำที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ เช่น ระบบผลิตคลอรีนจากน้ำแร่ ที่กำลังเข้ามาแทนที่ระบบแบบเดิม
อีกด้านหนึ่ง ตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมยังคงเติบโต โดยเฉพาะหลังโควิด-19 ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ส่งผลให้บ้านเดี่ยวระดับลักชัวรีมีการติดตั้งสระว่ายน้ำส่วนตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และกลายเป็นหนึ่งในตัวสะท้อนคุณภาพชีวิตและสถานะทางสังคม
ในเชิงกลยุทธ์ ฟลูอิดรามุ่งขยายตลาดตั้งแต่ต้นน้ำ ผ่านการเข้าร่วมงาน “สถาปนิก '69” เพื่อเชื่อมต่อกับสถาปนิก ผู้ออกแบบ และเจ้าของโครงการตั้งแต่ระยะเริ่มต้น พร้อมวางเป้าหมายเข้าไปมีส่วนในการกำหนดมาตรฐานและสเปกสินค้า โดยแบ่งตลาดออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มโครงการเชิงพาณิชย์ กลุ่มที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียม และกลุ่มสระแข่งขันมาตรฐานสากล
พร้อมกันนี้ บริษัทยังเดินหน้าสร้างระบบนิเวศธุรกิจแบบครบวงจร ผ่านการพัฒนานวัตกรรมและการควบรวมกิจการ (M&A) ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี IoT และระบบอัตโนมัติมาใช้ อาทิ ระบบควบคุมสระว่ายน้ำผ่านสมาร์ตโฟน รวมถึงผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงาน เช่น ปั๊มปรับสปีดที่สามารถลดค่าไฟได้สูงสุดถึง 80%
บริษัทตั้งเป้าการเติบโตระดับเลขสองหลักอย่างต่อเนื่อง พร้อมเพิ่มสัดส่วนงานโครงการแบบครบวงจรจาก 30% เป็น 40-50% ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า และเสริมความแข็งแกร่งด้านบริการหลังการขายผ่านทีมวิศวกรและคลังอะไหล่ในประเทศ
อย่างไรก็ตามปัจจัยเสี่ยงสำคัญยังคงมาจากผลกระทบของสถานการณ์สงคราม ซึ่งทำให้ค่าขนส่งเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า และราคาวัตถุดิบทรงตัวในระดับสูง
ในด้านอุปสงค์ กลุ่มลูกค้าบ้านพักอาศัยเริ่มชะลอการลงทุน จากแรงกดดันค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มโครงการเชิงพาณิชย์ เช่น โรงแรมและรีสอร์ท ยังคงเดินหน้าลงทุนตามแผน เนื่องจากมีกรอบเวลาเปิดให้บริการที่ชัดเจน
“แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นจากปัจจัยภายนอก แต่ตลาดไทยยังมีศักยภาพเติบโต โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่ยังแข็งแกร่ง และจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมในระยะยาว”
ภาพรวมอุตสาหกรรมสระว่ายน้ำไทยในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงการฟื้นตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจแต่สะท้อน “การเติบโตเชิงโครงสร้าง” ที่ขับเคลื่อนด้วยเมกะเทรนด์ ทั้งการท่องเที่ยว เวลเนส และอสังหาริมทรัพย์ระดับบน ซึ่งยังคงเป็นแรงส่งสำคัญในระยะข้างหน้า แม้ต้องเผชิญความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกก็ตาม







