
ปรากฎการณ์เด่น แห่งปี 63
แม้ปี 2563 จะเป็นปีที่หลายองค์กรต้องเผชิญกับวิกฤติ “โควิด-19” ที่มาแบบไม่รู้เนื้อ รู้ตัว ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการ “ล็อกดาวน์” ประเทศ ทำให้ภาคธุรกิจต้อง “หยุด” ไม่ว่าจะเป็นการ “ปิดห้าง” นานเกือบ 60 วัน ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การมีห้างสรรพสินค้าในเมืองไทย การ “ปิดโรงงาน” ผลิตสินค้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นเสื้อผ้า เครื่องหนัง ฯลฯ
แต่ในปีชวดที่กำลังจะผ่านพ้นไป ก็มีธุรกิจทั้งที่ “ชวด” และ “ไม่ชวด” “ฐานเศรษฐกิจ” จึงรวบรวม “ที่สุดแห่งปรากฏการณ์” ในโลกธุรกิจการตลาดที่ถูกกล่าวขานในปีนี้
CRC ทุบสถิติหุ้นไอพีโอ ครั้งประวัติศาสตร์
เริ่มต้นที่ “การเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ของเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) ที่ขึ้นแท่นเป็นหุ้นไอพีโอที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” ความอลังการของหุ้นเซ็นทรัล รีเทล ยังทำสถิติเป็นหุ้นไอพีโอของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยมีมูลค่าเสนอขาย 7.81 หมื่นล้านบาท และมีมูลค่าทรัพย์สินราว 2.53 แสนล้านบาท
ด้วยความโดดเด่นของกลุ่มเซ็นทรัล ที่ประกาศเดินหน้ารุกทุกแพลตฟอร์มค้าปลีก ไม่ใช่เฉพาะออฟไลน์ หรืออี-คอมเมิร์ซ แต่ยังรวมถึงผนึกรวมเป็น Omni-Channel ที่นำทุกช่องทางเข้าไปตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคอย่างแท้จริงเสริมให้กลุ่มเซ็นทรัลแข็งแกร่งและเป็นที่จับตามองของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
หลังการเข้าจดทะเบียน “เซ็นทรัล รีเทล” เริ่มเดินหน้าเขย่าโครงสร้างใหม่แบบเป็นรูปธรรม พร้อมกับการทุ่มงบกว่า 1.8 หมื่นล้านขยายการลงทุนทั้งในประเทศไทยกับการเปิดโรบินสัน ไลฟ์สโตร์, ไทวัสดุ ฯลฯ ประเทศเวียดนาม กับการขยายสาขา Go อีก 6 แห่ง รวมถึงธุรกิจ non-food และประเทศอิตาลี กับการรีโนเวตห้างหรูลา รีนาเชนเต สาขาฟลอเรนซ์ และกรุงโรม
แม้กลุ่มเซ็นทรัลจะต้องเผชิญกับวิกฤติโควิด-19 เช่นเดียวกับธุรกิจอื่นๆ แต่ความแข็งแรงด้านเงินทุน และกำลังคน ทำให้เตรียมแผนรับมือพร้อมปรับแผนได้อย่างรวดเร็ว ผลประกอบการโดยรวมในไตรมาส 3 จึงกลับมาพลิกฟื้นและเติบโตเป็นแบบ V-shape ด้วยตัวเลขรายได้ 4.75 หมื่นล้านบาท เติบโต 15% กำไร 869 ล้านบาท จากไตรมาสก่อนที่ขาดทุน 2,519 ล้านบาท
ปิดตำนาน “อิเซตัน-โตคิว” ห้างญี่ปุ่นในไทย
การประกาศปิดกิจการในไทยของ “อิเซตัน” ห้างสัญชาติญี่ปุ่นที่อยู่คู่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์มายานนานกว่า 28 ปี สร้างความฮือฮาเป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของนักช้อปชาวญี่ปุ่นและขวัญใจนักช้อปไทยและต่างชาติที่ชื่นชอบสินค้าญี่ปุ่นในเมืองไทย
แม้ตลอดระยะทางที่ผ่านมาของการยกเครื่อง “เซ็นทรัลเวิลด์” แต่อิเซตันก็ยังคงเดินหน้าเคียงข้างกันมา จนที่สุดเมื่อเซ็นทรัลเวิลด์ต้องการพลิกโฉมครั้งใหญ่ รองรับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จึงถึงทางแยกเมื่อ “อิเซตัน” เลือกที่จะยุติสัญญาเช่า แทนการทุ่มงบก้อนโตในการลงทุนรีโนเวตอีกครั้ง วันที่ 31 สิงหาคม 2563 จึงเป็นวันสุดท้ายของห้างอิเซตันในเมืองไทย
ขณะที่ “เซ็นทรัลเวิลด์” เองก็ต้องหาพันธมิตรใหม่ ที่จะมาพลิกโฉมพื้นที่กว่า 2.7 หมื่นตรม. ให้เป็น Urban Lifestyle เดสติเนชั่นใหม่ ถือเป็นงานยากที่ท้าทาย เพราะท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ การจะได้นักลงทุนใหม่เข้ามา นอกจากจะต้องมีกึ๋นแล้ว ยังต้องกระเป๋าหนักและพร้อมที่จะเสี่ยงได้ตลอดเวลา
ห่างกันไม่นาน “โตคิว” ห้างญี่ปุ่นอีกรายที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี ก็ประกาศถอนตัวเช่นกัน ถือเป็นการปิดตำนาน 35 ปีห้างสายพันธุ์ญี่ปุ่น หลังเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2528 ด้วยเหตุผลสำคัญคือไม่สามารถแบกรับภาระขาดทุนได้อีกต่อไป แม้ก่อนหน้านี้เอ็มบีเค เซ็นเตอร์ จะสนับสนุนเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นการร่วมลงทุนขยายสาขา 2 ในย่านศรีนครินทร์ (พาราไดซ์ พาร์ค ของกลุ่มเอ็มบีเค) ซึ่งถือเป็นย่านที่มีกำลังซื้อสูง แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นเมื่อเปิดดำเนินการได้ 3 ปีจึงปิดกิจการไป
ตลอดปีนี้เอ็มบีเค เซ็นเตอร์เองก็ต้องเผชิญกับวิกฤติโควิด-19 ที่การล็อกดาวน์ประเทศ นอกจากทำให้ศูนย์ต้องปิดทำการ ยังห้ามนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าออก ย่อมส่งผลกระทบหนักต่อศูนย์และผู้ประกอบการภายในศูนย์ด้วย เมื่อเส้นทางมืดมน ทางเลือกของ “โตคิว” จึงต้องยุติการดำเนินธุรกิจในเมืองไทย โดยจะมีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 มกราคม 2564
คลอดกม. ห้ามขายเหล้าออนไลน์
ทันที่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีการหรือในลักษณะการขายทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2563 ออกมา ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2563 โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และให้มีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 90 วัน นับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยเนื้อหาสาระสำคัญของประกาศดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนสามารถเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้โดยง่ายและลดผลกระทบอันเกิดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ประกาศดังกล่าว จึงห้ามผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือบริการที่เกี่ยวข้องกับการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ต่อผู้บริโภคโดยตรงหรือเป็นการดำเนินการใดๆ ในลักษณะการเชิญชวนให้ซื้อ การเสนอขายหรือขายสินค้าหรือบริการต่อผู้บริโภคโดยตรงด้วยการตลาดหรือบริการการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในลักษณะของการสื่อสารข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยผู้ขายและผู้บริโภคซื้อขายได้โดยไม่ต้องพบกัน ซึ่งไม่ใช้บังคับแก่กรณีการซื้อขายและการชำระราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ณ ร้านค้า ร้านอาหาร หรือสถานที่ที่ให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
หลังประกาศดังกล่าวออกมา จึงมีเสียงเรียกร้องจากผู้ประกอบการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำนวนมาก เพราะปัจจุบันช่องทางการจำหน่ายผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์หรือออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มใดก็ตาม กลายเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยม และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยฟากผู้ประกอบการเองมองว่า จะส่งผลกระทบหนักต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพในกลุ่มสุรา วิสกี้ ไวน์ และคราฟท์เบียร์ ซึ่งมีมูลค่ารวมราว 3,000-4,000 ล้านบาท และไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้
โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่มองว่า การจำกัดช่องทางการขายออนไลน์ไม่ตอบโจทย์ถึงการจำกัดการเกิดนักดื่มหน้าใหม่ หรือการดื่มในกลุ่มเยาวชน เพราะแม้ไม่สั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ก็สามารถหาซื้อได้จากช่องทางอื่น อีกทั้งยังไม่ตอบรับกับมาตรการเมาไม่ขับ เพราะการสั่งซื้อออนไลน์เป็นการซื้อเพื่อดื่มที่บ้านหรือสังสรรค์ในสถานที่ปิด ไม่ต้องเดินทางออกไปยังสถานบันเทิง ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งทำให้ต้องเดินทางและเกิดอุบัติเหตุ
ขณะเดียวกันผู้ประกอบการกลับมองว่า หากจำกัดช่องทางการจำหน่ายออนไลน์จะกดดันให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่เสียภาษีถูกต้องตามกฎหมาย หาทางออกด้วยการขายใต้ดิน ผ่านเว็บไซต์มืด/เฉพาะกลุ่มแทน ซึ่งนอกจากจะไม่ต้องเสียภาษีแล้ว รัฐบาลเองก็ยังขาดรายได้ ขณะที่ช่องโหว่ของกฎหมายที่ควบคุมและดำเนินการเอาผิดได้เฉพาะจากเว็บไซต์หรือแพลทฟอร์มในประเทศเท่านั้น ทำให้เชื่อว่าผู้ประกอบการจะหันไปจดทะเบียนเว็บไซต์ในต่างประเทศแทน
อย่างไรก็ดี แม้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจะยื่นต่อศาลปกครองเพื่อให้พิจารณา และนำเสนอให้หน่วยงานที่กำกับดูแลศึกษาและพิจารณาการออกประกาศอีกครั้ง แต่วันนี้ประกาศฯ ดังกล่าวมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา จึงต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวของผู้ประกอบการต่อไปว่าจะดำเนินการอย่างไร การเดินหน้าธุรกิจจะสามารถทำได้หรือไม่ และทางออกของปัญหานี้คืออะไร ภาครัฐจะผ่อนปรนได้หรือไม่
หน้า 21 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,640 วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563 - 2 มกราคม พ.ศ. 2564






