thansettakij
thansettakij
ส่งออกไทยไปอียูส่อทรุดหนักรอบ 11 ปี

ส่งออกไทยไปอียูส่อทรุดหนักรอบ 11 ปี

26 ส.ค. 63 | 06:55 น.

2 แรงบวก “โควิด-เบร็กซิท” ขย่มส่งออกไทยไปอียูทรุดหนัก คาดติดลบมากสุดรอบ 11 ปี เอกชนจี้รัฐบาลเตรียมแผนเร่งเจรจาเอฟทีเอ ลดเสียเปรียบเวียดนาม ขณะพาณิชย์มองเบร็กซิทผลบวกไทย

 

ภาคการส่งออกรายได้หลักของประเทศ ช่วง 7 เดือนแรกปีนี้ยังน่าห่วง ติดลบที่ 7.7% โดยตลาดส่งออกหลักทั้งอาเซียน ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป(อียู) ยังติดลบถ้วนหน้า มีเพียง 2 ตลาดที่ยังขยายตัวเป็นบวก ได้แก่ จีน และสหรัฐฯ ทั้งนี้สถานการณ์การค้าของไทยกับอียู(คู่ค้าอันดับ 5 ของไทย) นับจากนี้ถือว่าน่าห่วงสุด จากเศรษฐกิจของอียูได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่ยังแพร่ระบาด ส่งผลเศรษฐกิจและกำลังซื้อลดลงอย่างน่าใจหาย

 

การส่งออกของไทยไปตลาดอียู (28 ประเทศรวมอังกฤษ) ช่วง 7 เดือนแรกปี 2563 มีมูลค่า 3.62 แสนล้านบาท ติดลบ 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดปีนี้มีโอกาสสูงที่การส่งออกไทยไปอียูจะติดลบสูงสุดในรอบ 11 ปี (นับจากปี 2552 ที่ไทยส่งออกไปอียูติดลบ 19.6% จากผลกระทบวิกฤติซับไพร์ม) ขณะที่การเจรจาออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) หรือเบร็กซิท (Brexit) ที่งวดเข้ามา ยังมีอีกหลายประเด็นที่ทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่สามารถตกลงกันได้ และอาจส่งผลต่อการค้าไทยกับอียูและอังกฤษในอนาคต

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข้อตกลง FTA อียู-เวียดนาม มีผลแล้ว ส่งออกไทยหืดจับแน่

เร่งเครื่องเจรจา FTA ไทย-อียู ช่วยดันจีดีพีไทยโต 18 ล้านล้าน

ส่งออกระส่ำ เอกชนแห่ลดเป้า ทั้งปีติดลบหนัก

ชี้ส่งออกไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ลุ้นทั้งปี -9% ผวาโควิดทุบรอบสอง

 

ส่งออกไทยไปอียูส่อทรุดหนักรอบ 11 ปี

 

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของอียูในภาพรวมอยู่ในภาวะชะลอตัวอยู่แล้วเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ขณะที่เบร็กซิทส่งผลให้ค่าเงินของยุโรปอ่อนค่าลง กระทบต่อกำลังซื้อและการนำเข้าสินค้า ยิ่งเวลานี้ยังมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นปัจจัยซ้ำเติมทำให้เศรษฐกิจของอียูจะฟื้นตัวช้า

 

 “คาดส่งออกไทยไปอียูปีนี้จะติดลบตัวเลขสองหลัก ยิ่งเวลานี้เวียดนามคู่แข่งขันสำคัญได้มีข้อตกลงเอฟทีเอกับอียูและมีผลบังคับใช้แล้ว(เริ่ม 1 ส.ค.63) ยิ่งทำให้การส่งออกของไทยเสียเปรียบเวียดนามมากขึ้นในเรื่องภาษีนำเข้า รวมถึงหลายสินค้าของเพื่อนบ้านอาเซียนยังได้สิทธิจีเอสพีจากอียู เช่นสับปะรดกระป๋อง สินค้าจากฟิลิปปินส์ภาษีนำเข้า 0% จากได้จีเอสพีพลัส อินโดนีเซียเสียภาษี 15% ขณะที่ไทยต้องเสียถึง 18.5%”

 

สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการหลังโควิดคลี่คลายคือการเตรียมแผนเจรจาการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับอียู และกับอังกฤษ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และการดูแลค่าเงินบาทให้ผู้ส่งออกแข่งขันได้ดีขึ้น

 

ส่งออกไทยไปอียูส่อทรุดหนักรอบ 11 ปี

 

ด้านนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เผยถึงความคืบหน้าการเจรจาเบร็กซิทว่า สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปอยู่ระหว่างการเจรจาจัดทำความตกลงทางการค้าระหว่างกัน โดยรอบล่าสุด(รอบที่ 7) เมื่อวันที่ 18-21 สิงหาคม 2563 ยังมีประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถตกลงกันได้ เช่น การอุดหนุนโดยรัฐ (state aid) และสิทธิการประมง ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าจะสามารถสรุปผลการเจรจาได้ทันในเดือนตุลาคมนี้ตามแผนหรือไม่ เพื่อให้ความตกลงทางการค้านี้มีผลบังคับใช้ภายในวันที่ 1 มกราคม 2564 หากไม่สามารถสรุปผลการเจรจาได้ทัน ทั้ง 2 ฝ่ายต้องกลับไปใช้กฎกติกาที่ต่างฝ่ายต่างผูกพันไว้ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) คือมีภาษีและข้อจำกัดทางการค้าในบางเรื่องระหว่างกัน

 

 “ไทยน่าจะได้ผลเชิงบวกจากเบร็กซิท เนื่องจากสหราชอาณาจักรให้ความสำคัญในการดำเนินความสัมพันธ์กับพันธมิตรทางการค้าใหม่ตามนโยบาย Global Britain และมุ่งจัดทำเอฟทีเอกับประเทศคู่ค้าให้ครอบคลุมสัดส่วนการค้าของสหราชอาณาจักรให้ได้ถึง 80% ในระยะเวลา 3 ปี นอกจากนี้กฎระเบียบด้านการค้าและการลงทุนของสหราชอาณาจักรหลังเบร็กซิทจะมีความยืดหยุ่นและผ่อนคลายมากกว่าของอียู”

 

 สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงลอนดอน รายงานว่า การเจรจาเรื่องสิทธิในการเดินรถขนส่งสินค้าระหว่างสหราชอาณาจักรและอียูเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง เพราะจะส่งผลกระทบต่อการวางแผนการขนส่งสินค้า และต้นทุนของผู้ประกอบการไทยที่อาจเปลี่ยนแปลงไป