
เปิดแผนแม่บท กลุ่มราชประสงค์ "คลายล็อกดาวน์" ชูโมเดลพื้นที่สาธารณะฟื้นท่องเที่ยว
สมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ ขานรับมาตรการการเตรียมความพร้อมคลายล็อกดาวน์ภายใต้สถานการณ์ COVID-19 ผลักดันนโยบาย “ย่านราชประสงค์ปลอดภัย มั่นใจไร้ COVID-19” ออกแผนแม่บท6 ข้อ ครอบคลุม4โซนสำคัญ คือ พื้นที่สาธารณะ ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน และศูนย์อาหาร ชูโมเดลการจัดสรรระยะห่างและการอยู่ร่วมกันในพื้นที่สาธารณะครั้งแรกในประเทศไทย
นายชาย ศรีวิกรม์ นายกสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ กล่าวว่า“ย่านราชประสงค์เป็นสถานที่ศูนย์รวมความหลากหลายด้านเชื้อชาติ วัฒนธรรมของนักท่องเที่ยวมาตลอดหลายปี อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว แหล่งที่พัก/โรงแรม ร้านอาหาร และศูนย์การค้าที่นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้จักและคุ้นเคย ซึ่งภายหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19ได้สร้างผลกระทบด้านเศรษฐกิจ และการหยุดชะงักด้านการท่องเที่ยวทันที
ดังนั้นในช่วง Restart phase ก่อนกลับมาดำเนินกิจการ ทางสมาคมฯ จึงได้วางแผนแม่บท 6 ข้อ 47 มาตรการ ภายใต้นโยบาย “ย่านราชประสงค์ปลอดภัย มั่นใจไร้ COVID-19” โดยจะดำเนินการทดลองใช้ภายในย่านราชประสงค์อย่างเข้มข้น เพื่อศึกษาวิธีการจัดสรรพื้นที่เปิด ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะและเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้มีความสะอาดปลอดภัย โดยสามารถติดตามตัวผู้มีความเสี่ยง หรือผู้ติดเชื้อย้อนหลังได้โดยใช้ระบบกล้อง CCTV มีการ Tracking ข้อมูลสุขภาพ และการเดินทางของพนักงานย้อนหลัง 14 วัน ซึ่งย่านมีความพร้อมที่สามารถทำได้ ทั้งนี้หากย่านราชประสงค์ทำได้สำเร็จ ก็จะสามารถนำไปเป็นต้นแบบให้แก่ภาครัฐและเอกชนในการนำมาตรการไปใช้จัดการพื้นที่สาธารณะที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ในประเทศ และยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะกลับเข้ามาเที่ยวเมืองไทย ภายหลังจากที่สถานการณ์ COVID-19 ควบคุมได้
สำหรับแผนแม่บท 47มาตรการ สู่การทำให้ย่านราชประสงค์ปลอดภัย มั่นใจไร้ COVID-19 ได้วางโครงสร้างมาตรการการดูแลพื้นที่ออกเป็น 3 โซนคือ โซนที่ 1: มาตรการพื้นที่สาธารณะของย่านราชประสงค์ซึ่งจะมีการวัดอุณหภูมิลูกค้าทุกคน 100% ด้วยเครื่องมือตรวจจับอุณหภูมิความร้อน(Thermal Scan) ณ จุดคัดกรอง พร้อมบริการจุดจำหน่ายหน้ากาก RSTAบริเวณทางเข้า R Walk การติดตามตัวผู้มีความเสี่ยง หรือผู้ติดเชื้อย้อนหลังได้โดยใช้ระบบกล้อง CCTV โดยผู้ที่เข้ามาในพื้นที่ย่านราชประสงค์ทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัย และมีป้ายประชาสัมพันธ์เรื่อง Social Distancing เป็นระยะ สม่ำเสมอตลอดเวลาทำการ และร่วมมือกับ กทม.ในการทำความสะอาด และพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อทุกพื้นที่ในย่านราชประสงค์ทุกสัปดาห์โซนที่ 2 : มาตรการของศูนย์การค้า และ มาตรการของอาคารสำนักงาน ,โซนที่ 3: มาตรการศูนย์อาหาร
ทั้งนี้ทางสมาคมฯ ได้นำ 5 แกนหลักมาตรการความสะอาดและความปลอดภัยเชิงรุก โดยนำข้อหารือและศึกษางานร่วมกันในมาตรการเบื้องต้นระหว่างสมาชิกสมาคมฯ มาร่างแม่บทและปรับใช้ในย่านราชประสงค์ ได้แก่1.การคัดกรองอย่างเข้มงวด(Extra Screening) 2.มาตรฐาน Social Distancing 3.การติดตามเพื่อความปลอดภัย(Safety Tracking) มี 4.การใส่ใจในความสะอาดทุกจุดสัมผัส (Extra Cleaning)ทำ 5.แนวทางลดการสัมผัส (Touchless Experience) มีซึ่งทั้ง 5แกนหลักนี้มีความครอบคลุมชัดเจนในการเป็น New Normal ของพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไปนับจากนี้
ขณะเดียวกันยังได้มีการปูพรมทำความสะอาดครั้งใหญ่ตั้งแต่บริเวณ อัมรินทร์ พลาซ่า จนถึง หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และบริเวณถนนเพลินจิต-ถนนพระราม 1ตั้งแต่หน้าโรงแรมอโนมา กรุงเทพฯ จนถึงซอยมหาดเล็กหลวง 1 โดยมีรถบรรทุกน้ำผสมน้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับฉีดพ่นทำความสะอาดพื้นที่ต่ำ อาทิ พื้นถนน ฟุตบาท และในแนวทางเดินเชื่อมลอยฟ้า หรือ “ราชประสงค์ วอล์ค” ได้มีการทำความสะอาดพื้นที่และเช็ดราวจับบันไดราวแนวกั้น ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อตั้งแต่บริเวณสำนักงานตำรวจถึงหน้าอาคารมณียา เซ็นเตอร์ โดยเจ้าหน้าที่และพลเมืองจิตอาสาที่ปฏิบัติงานทุกคนจะมีอุปกรณ์ป้องกันตนเองโดยใส่Face Shield ถุงมือ และหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(COVID19)
“ทางเรามีความเชื่อมั่นว่า หากภาครัฐสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ได้ในระยะเวลาอันใกล้ผ่านการร่วมแรงร่วมใจของคนไทยทุกคนแล้ว มาตรการผ่อนปรนและการกลับมาเปิดกิจการของผู้ประกอบการธุรกิจร้านค้า ร้านอาหารก็จะทยอยกลับมา ซึ่งผู้ประกอบการทุกคนมีหน้าที่ดำเนินการตามมาตรการการักษาความสะอาดปลอดภัยที่ภาครัฐกำหนดอย่างแข็งขัน ทั้งนี้ในส่วนของภาคโรงแรมที่พักและการท่องเที่ยว ก็คาดว่าจะมีข้อกำหนด หรือการให้Certify โรงแรมที่ผ่านเกณฑ์สะอาดปลอดภัย ออกมาเสริมทัพจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ ททท. กรมอนามัย ฯลฯ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งทางสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์มีความพร้อมจะนำไปปรับใช้อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้ชีวิตและท่องเที่ยวของชาวไทยและชาวโลก ให้พร้อมกลับมาเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น”






