
‘จากฟากฟ้าสุราลัย สู่แดนดิน’
แบรนด์ สตอรีส์
กฤษณ์ ศิรประภาศิริ
“คนไทยมีอุปนิสัยประจำชาติอย่างหนึ่งคือ รักความสนุกสนานสำราญใจ จนบางครั้ง ความรักสนุกและการทำอะไรตามใจตนเองเรื่อยไปนั้นเป็นภัยที่กัดกร่อนความมั่นคงและความเจริญก้าวหน้าของชาติไปได้อย่างไม่ทันรู้สึกตัว” (ดร.ชัชพล ไชยพร : จามจุรี 2561)
เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินผู้ทรงรัก “ราษฎร” เหมือน “ลูกหลาน” พระองค์หนึ่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเคยใช้ “พรสวรรค์” ของพระองค์ นิพนธ์เรื่องราวให้เห็นว่า “คนเหล่านั้น” ส่วนใหญ่เป็น “คนล้มเหลว” หรือ “ผู้ร้าย” พวกสำมะเลเทเมา สุรุ่ยสุร่าย เจ้าสำราญ เกียจคร้าน เซ่อซ่า ไม่รอบคอบ เป็น “นักเลงการพนัน” หรือเป็น “นักเลงผู้หญิง”
คนเหล่านี้ไม่ใช่ “อุดมคติ” ของคนไทย และ “ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง”
การจะต่อสู้กับวิกฤติระบาด COVID-19 ครั้งนี้ “คำขวัญ” สำคัญที่ควรช่วยกันรณรงค์ให้แพร่หลายในประเทศไทย (ยุคใหม่) คำขวัญหนึ่งที่ต้องขอชมเชย “หน่วยงาน” ที่คิด
“อย่าให้ ความสุขฉาบฉวย ส่วนตน
ทำลายระบบสาธารณสุข ส่วนรวม”
เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินอีกพระองค์หนึ่งที่ทรงรัก “ราษฎร” และทรงตรากตรำบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ เพื่อ “ส่วนรวม” เพื่อ “ความร่มเย็นเป็นสุข” ของปวงประชา จนได้รับการยกย่องเทิดทูนเป็น “มหาราช”
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “สมเด็จพระปิยมหาราช” ทรงมีพระราชหัตถเลขาสั่งสอนพระราชโอรสที่ทรงส่งไปศึกษา ณ ต่างประเทศ เพื่อนำ “ความรู้” มาทำนุบำรุงชาติบ้านเมืองของเรา
ทรงสอน... “ถ้าจะถือว่าเกิดเป็นเจ้า แล้วนิ่งๆ อยู่จนตลอดชีวิต ก็เป็นสบาย ดังนั้น จะไม่ผิดอันใดกับสัตว์เดรัจฉานอย่างเลวนัก สัตว์เดรัจฉานมันเกิดมากินๆ นอนๆ แล้วก็ตาย...”
“มหาราช” พระองค์นี้เองที่ทรงริเริ่มตั้งโรงพยาบาลโรงแรกในสยามประเทศในปีพ.ศ. 2429 จัดสร้างขึ้นที่กรุงธนบุรีด้วยทุนอันน้อย และแพทย์ที่มาทำงานสมัยนั้นยังเป็นแพทย์ไทยแผนโบราณ ใช้พืชพันธุ์ต้นไม้ รากไม้สมุนไพร มาต้มทำ “ยา”
อุปสรรคของการใช้แพทย์ไทยแผนโบราณในเวลานั้นคือ ความอิจฉาริษยาซึ่งกันและกัน (น่าจะเป็น “อุปนิสัย” ไทยๆ) และต่างไม่ยินดีเผยความรู้แลกเปลี่ยนกัน (น่าจะเป็น “อุปนิสัย” ของชาวจีนบางเผ่าในอดีต)
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีความเป็น “นักวิทยาศาสตร์” ล้ำยุคก้าวไกล ทรงเชื่อ การแพทย์และยาแผนยุโรปแล้ว แม้ในเวลานั้น และทรงพระราชทานทุนเพิ่มเติมโรงพยาบาลแรกทดลองให้มากขึ้น พระราชทานนามว่า “โรงพยาบาลศิริราช” ตามพระนามเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ พระโอรสองค์ที่ 5 ในสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อพระชันษา 3 ขวบเท่านั้น
การแพทย์แผนปัจจุบันของไทยที่เจริญก้าวหน้าเป็นที่ยกย่องชมเชยในเวทีสากลขณะนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่า “เจ้าฟ้ามหิดล” พระราชโอรสในสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา (พระบรมราชเทวีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5) ทรงมีบทบาทสำคัญและทรงได้รับการยกย่องเป็น “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขของไทย”
“เจ้าฟ้ามหิดล” ทรงเป็นเจ้านายพระองค์แรกที่ได้เข้าศึกษาวิชาการแพทย์และสาธารณสุข ณ HARVARD มหาวิทยาลัยแรกของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในบทบาทต้าน COVID-19 ให้กับคนอเมริกันขณะนี้
หากแต่ HARVARD มหาวิทยาลัยอายุกว่า 300 ปี นอกจากสอนวิชาการแพทย์แล้ว ยังมุ่งด้าน “สาธารณสุข” ซึ่ง “เจ้านาย” พระองค์นี้ทรงเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับความเป็นอยู่ที่ดีของราษรไทยในอนาคต
พระเกียรติคุณของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร์ อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (ในรัชกาลที่ 9) คงเป็นที่ประจักษ์ทั้งในหมู่ประชาชนชาวไทยและในสังคมโลก
“กฤดาภินิหาร อันบดบังไม่ได้”
ทรงเสียสละทั้งพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ พระวรกาย (ตรากตรำทำงาน แม้ขณะทรงประชวร) เพื่อ PUBLIC HEALTH ของราษฎรไทย
คติพจน์หนึ่งที่ทรงบันทึกไว้ในสมุดปฏิบัติการวิชา BACTERIOLOGY ของพระองค์ท่าน
“TRUE SUCCESS IS NOT IN THE LEARNING, BUT IN ITS APPLICATION TO THE BENEFIT OF MANKIND”
แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่การแพทย์ และสาธารณสุข ที่กำลังทำงานหนักเพื่อ PUBLIC HEALTH สุขภาพปวงประชา ล้วนกำลังสืบสานพระราชปณิธานของ “พระองค์” “มนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่”
“ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง
ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง
ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศ
จะตกมาแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งวิชาชีพไว้ให้บริสุทธิ์”
ธ สถิตในดวงใจนิรันดร
หน้า 21-22 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,570 วันที่ 30 เมษายน - 2 พฤษภาคม 2563






