
โคโรนาฉุดเศรษฐกิจไทย เม็ดเงินหายครึ่งแรก 1.5 ล้านล้าน
ม.หอการค้าชี้ ไวรัสโคโรนาฉุดเศรษฐกิจไทย เม็ดเงินหายครึ่งแรก 1.5 ล้านล้าน
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงการระบาดของไวรัสโคโรนาหรือโควิด-19ในขณะนี้ว่า ทำให้กำลังเม็ดเงินหายไปจากระบบเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกอย่างน้อย 1-1.5 ล้านล้านบาท เนื่องจากปกติคนไทยจะมีการบริโภควันละประมาณ 20,000 ล้านบาท การทำงานที่บ้าน เว้นระยะห่างทางสังคม ไม่สามารถเดินทางไปมาได้ง่าย น่าจะทำให้กำลังซื้อคนไทยทั้งประเทศหายไปอย่างน้อยวันละ 5,000 ล้านบาทบวกกับการล็อคดาวน์ประเทศ นักท่องเที่ยวไตรมาสแรกหายไปกว่า 40% เกือบกว่า 4 ล้านคน จากปกติ 10 ล้านคน เหลือเพียงกว่า 6 ล้านคน และไตรมาส 2 ประเทศไทยเริ่มล็อคดาวน์แล้ว นักท่องเที่ยวจึงไม่น่าจะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวมากนัก จากปกติเข้ามาท่องเที่ยว 9 ล้านคน สถานการณ์นี้ทำให้นักท่องเที่ยวหายไปเกือบหมด คือ หายไปกว่า 8 ล้านคน รวมแล้วครึ่งแรกปีนี้นักท่องเที่ยวหายไป 12-13 ล้านคน ซึ่งปกติใช้เงินคนละ 45,000-50,000 บาทต่อคน ส่งผลให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวหายไปประมาณ 600,000 บาทเป็นอย่างน้อย บวกกับการท่องเที่ยวในประเทศเม็ดเงินจะหายไปอีกกว่า 100,000 ล้านบาท รวมเม็ดเงินหายไปกว่า 700,000 ล้านบาท บวกกับการบริโภคในประเทศที่หายไปด้วยวันละ 5,000 ล้านบาท หรือเดือนละ 150,000 ล้านบาท ทำให้ช่วง 2-3 เดือนเม็ดเงินหายไปประมาณกว่า 300,000 ล้านบาท รวมแล้วครึ่งปีแรกเม็ดเงินจะหายจากอย่างน้อย 1 ล้านล้านบาท รวมถึงการค้าชายแดนที่ลดลงไปด้วย
ขณะที่ปัจจัยบวก ได้แก่ กนง.มีมติ 4:2 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.75% ตามเดิม หลังจากเพิ่งปรับลดลง 0.25% เมื่อการประชุมนัดพิเศษเมื่อวันที่ 20 มี.ค. ที่ผ่านมา เนื่องจากเห็นว่าการระบาดของไวรัสโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยมีแนวโน้มชะลอตัวแรงจากปีก่อน และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มติดลบ แต่ระบบการเงินโดยรวมยังมีเสถียรภาพ ซึ่งตลาดการเงินได้เริ่มกลับมาทำงานปกติ, รัฐบาลดำเนินมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 เพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ, ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวลดลง











