
สรท.คงเป้าส่งออกทั้งปีโต 0-1% รอประเมินผลกระทบโคโรนา
สรท.คงเป้าส่งออกทั้งปีโต 0-1% คาดไวรัสโคโรนากระทบส่งออกระยะสั้น แต่ขอดูตัวเลขเดือนมกราคมก่อน ชี้หลังตรุษจีนคำสั่งซื้อจากจีนจะกลับมา ขณะความล่าช้าของ พ.ร.บ.งบฯปี 2563 กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน
นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึงผลกระทบของการระบาดไวรัสโคโรนาต่อประเทศไทยว่า มีทั้งผลดีและผลเสีย โดยในด้านดีนั้นถือว่าเป็นโอกาสและจุดเปลี่ยนที่จะขายสินค้าให้ประเทศอื่นแทนจีน แต่คงไม่มากนัก แต่ภาพรวมจะส่งผลเสียต่อไทยมากกว่าผลดี เช่น ผู้ประกอบการต้องแบกรับสินค้าคงคลังที่ไม่สามารถส่งออกไปยังตลาดจีนได้ รวมถึงการบินไปเจรจาธุรกิจกับจีนจะทำได้ยาก ซึ่งจะทำให้ยอดส่งออกในช่วงต่อไปได้รับผลกระทบ ส่งผลเสียหายต่อมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP)โดยผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะอยู่ที่ราว 1.17 แสนล้านบาท หรือกระทบ GDP ลดลง 0.67% หากสามารถควบคุมโรคได้ภายใน 3 เดือน(อ้างอิงข้อมูลจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย)
นอกจากนี้คาดจะสร้างความเสียหายต่อมูลค่าการส่งออกของไทยไปจีนในไตรมาสที่ 1/2563 อาจได้รับผลกระทบลดลง 0.87% เมื่อเปรียบเทียบกับความรุนแรงของผลกระทบจากโรคซาร์สที่ได้รับผลกระทบอยู่ต่อการส่งออกที่ 1.75% โดยครั้งนี้คาดจะมีมูลค่าความเสียหายที่ 65.625 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 2,000 ล้านบาท (ณ อัตราแลกเปลี่ยนที่ 30 บาทต่อดอลลาร์)รวมถึงความเสียหายต่อการท่องเที่ยวคาดการณ์ว่าสถานการณ์โรคระบาดอาจลากยาวไปถึง 3เดือน อาจมูลค่าความเสียหายอยู่ที่ 6 -7.5แสนล้านบาท และนำนวนนักท่องเที่ยวหายไปไม่ต่ำกว่า 1.89 ล้านคน (ข้อมูลจาก ททท.)
ส่วนผลกระทบในด้านการขนส่งนั้น เนื่องจากจีนมีการขยายวันหยุดออกไปถึง 10 กุมภาพันธ์ 2563 ส่งผลให้บริษัทผู้ผลิต,โกดังสินค้า, บริษัทขนส่งต่างๆ หยุดให้บริการ ทำให้การส่งออกนำเข้าของจีนหยุดชะงัก (แม้ว่าในวันที่ 3 กุมภาพันธ์มีบริษัทบางแห่งของจีนเริ่มเปิดทำการบ้างแล้ว)ส่งผลให้ที่จีนน้าเข้ามาในขณะนี้อาจจะตกค้างอยู่ในท่าเรือ ไม่สามารถขนส่งออกไปได้ ซึ่งสินค้าที่ได้รับผลกระทบสูงสุด คือ สินค้าในกลุ่ม Perishable goods หรือสินค้าที่เป็นของสดเน่าเสียง่าย แต่ทั้งนี้บริษัทสายเรือที่ให้บริการในไทย ยังคงให้บริการรับขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือในมณฑลต่าง ๆ ของประเทศจีนได้ (ยกเว้นอู่ฮั่น)ซึ่งผู้นำเข้า ส่งออกไทยจะต้องประสานกับคู่ค้าในจีนเพื่อวางแผนการขนส่งร่วมกัน อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหลังจากวันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ มณฑลต่าง ๆ ในจีนจะเปิดทำการตามปกติ คาดว่าความต้องการสินค้าของทั้งการส่งออก –นำเข้าไปจีนอาจมีจำนวนมากให้เกิดความแออัดที่ท่าเรือไทยและท่าเรือของประเทศจีน ค่าระวางเรืออาจจะปรับเพิ่มในช่วงสั้น ๆ รวมถึงปัญหาการไม่มีพื้นที่ในการบรรทุกสินค้า
“การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในหลายประเทศทั่วโลก อาจส่งผลกระทบเชิงบวก เช่น ไทยอาจได้รับอานิสงส์สำหรับ spot shipment จากลูกค้าของจีนหันมานำเข้าสินค้าหรือวัตถุดิบจากไทยเพื่อทดแทน , ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อยเป็นโอกาสดีในระยะสั้นสำหรับผู้ประกอบการส่งออกในการประมาณการซื้อได้ชัดเจนมากขึ้น รวมถึงช่วยดึงนักท่องเที่ยวชาติอื่นให้เข้ามาท่องเที่ยวมากขึ้นทดแทนนักท่องเที่ยวจีน , การลงนามความตกลง ทางการค้าสหรัฐฯ-จีน ระยะแรก ยังคงมีมุมมองในเชิงบวกทำให้บรรยากาศการค้าระหว่างประเทศผ่อนคลายมากขึ้น และการส่งออกทองคำยังไม่ขึ้นรูปในช่วงที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น”
ส่วนปัญหาภัยแล้ง ที่คาดว่าปีนี้จะส่งผลรุนแรงกว่าที่ผ่านมา สรท.มองว่าจะส่งผลโดยตรงต่อผลผลิตทางการเกษตร ซ้ำเติมภาคอุตสาหกรรมเรื่องวัตถุดิบในประเทศที่ไม่เพียงพอต่อการผลิต นอกจากนี้ความล่าช้าในการผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2563 อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ขาดความต่อเนื่องในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอันเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มนักลงทุน ผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงภาคประชาชน
อย่างไรก็ตามสรท.มีข้อเสนอแนะที่สำคัญ เช่น มาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองในช่วงสถานการณ์วิกฤติ ความเข้มงวดในการตรวจสอบตรวจจับรถยนต์ รถโดยสารและรถบรรทุก ควันดำอย่างเคร่งครัด การออกคำสั่งห้ามการใช้รถที่มีมลพิษเกินมาตรฐานที่กำหนดมาใช้ในทางเดินรถ การตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองหากตรวจสอบแล้วไม่เป็นไปตามค่ามาตรฐานที่กำหนด ให้สั่งปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนดหรือสั่งหยุดการประกอบกิจการ รวมถึงหาตลาดใหม่ทดแทนตลาดจีนในระยะสั้น จากปัญหาโคโรน่าไวรัสทำให้จีนปิดเมืองสำคัญหลายเมืองทำให้การส่งออกสินค้าทั้งทางอากาศและทางเรือได้รับผลกระทบ ขอให้ภาครัฐที่เกี่ยวข้องเร่งหาตลาดทดแทนจีนในระยะสั้นโดยเฉพาะสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออกไปจีน
สำหรับการส่งออกเดือนธันวาคม 2562 มีมูลค่า 19,154 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ -1.28% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่ การนำเข้าในเดือนธันวาคม 2562 มีมูลค่า 18,559 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน ส่งผลให้ เดือนธันวาคม 2562 ประเทศไทยเกินดุลการค้า 596 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 9,627 ล้านบาท (การส่งออกเมื่อหักทองคำและน้ำมันเดือน ธ.ค. ขยายตัวร้อยละ 1.2)
ภาพรวมช่วงเดือนม.ค.- ธ.ค. ปี 2562 ไทยส่งออกรวมมูลค่า 246,245 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หดตัว -2.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 236,640 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หดตัว -4.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ช่วงเดือนม.ค. - ธ.ค. 2562 ประเทศไทยเกินดุลการค้า 9,605 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 190,352 ล้านบาท (การส่งออกเมื่อหักทองคำและน้ำมันเดือน ม.ค.- ธ.ค. หดตัวร้อยละ -2.65)
ทั้งนี้ สรท.ยังคงคาดการณ์การส่งออกไทยในปี 2563 เติบโต 0-1% บนสมมติฐานค่าเงินบาท 30.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 2 มกราคม 2563 = 31.19 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบ 30.11 – 31.19 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ)











