
8กลุ่มสินค้าเจ๋ง สหรัฐนิยมไทย สั่งซื้อเหนือจีน
ส่งออกไทยไปสหรัฐฯไม่สิ้นหวัง ทูตพาณิชย์เอกซเรย์พบสินค้ามากกว่า 8 รายการ มะกันนำเข้าจากไทยมากกว่าจีน จี้เอกชนเร่งทำตลาดเชิงรุกชิงธงขยายส่วนแบ่ง “จุรินทร์” สั่งดันส่งออก 5 สินค้าเกษตร
จากสงครามการค้าในทุกครั้งที่สหรัฐฯประกาศขึ้นภาษี หรือเตรียมขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน จะมีผลให้ผู้ค้าของสหรัฐฯได้เร่งนำเข้าสินค้าจากจีนเพื่อสต๊อกไว้รอขาย ก่อนภาษีจะปรับขึ้น ส่งผลให้เวลานี้บริษัทค้าปลีกของสหรัฐฯ มากกว่า 2 แสนบริษัทมีสต๊อกสินค้าในโกดังเป็นจำนวนมากที่ต้องเร่งเคลียร์ออกจากสต๊อกช่วยเพิ่มโอกาสส่งออกไทย ตามที่ “ฐานเศรษฐกิจ” ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น
รายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองไมอามี สหรัฐอเมริกา เผยว่าจากที่สหรัฐฯได้ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนเป็น 25% คิดเป็นมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯไปแล้วก่อนหน้านี้ และจะขึ้นภาษีจีนในรอบใหม่อีกมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯในอัตรา 10% จะมีผลบังคับใช้ แบ่งเป็น 2 รอบ รอบแรก(3,243 รายการ) มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2562 และรอบที่ 2 (555 รายการ) มีผลตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2562 นั้น
จากการวิเคราะห์ พบว่ามีสินค้าที่สหรัฐฯนำเข้าจากไทยมากกว่าหรือเท่ากับปริมาณที่นำเข้าจากจีน ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันกับสินค้าจีนได้อยู่แล้วในปัจจุบัน เมื่อมีกำแพงภาษีที่สหรัฐฯเก็บเพิ่มจากจีนมาช่วย ทำให้สินค้าไทยได้เปรียบ และมีโอกาสเพิ่มการส่งออกไปสหรัฐฯได้ (มากกว่า 8 รายการ) เช่น ฮาร์ดดิสก์ , ยางรถกระบะ, ยางรถยนต์, ถุงมือยางวัลคาไนซ์ไร้รอยต่อใช้แล้วทิ้ง, เครื่องประดับเงินและชิ้นส่วน, กุ้งแช่แข็งแกะเปลือก, กุ้งปรุงแต่งแช่แข็ง, เนื้อปลาทูน่าหรือปลาโอปรุงหรือหมักแล้ว เป็นต้น ดังนั้นในกลุ่มสินค้าที่ไทยได้รับประโยชน์ จึงควรเตรียมพร้อมในการเพิ่มกำลังผลิตและเพิ่มจำนวนคู่ค้าเพื่อขยายตลาด รวมถึงต้องดำเนินมาตรการเชิงรุกในการผลักดันสินค้าเหล่านี้ เพื่อทดแทนสินค้าจีน
ผู้สื่อข่าวตรวจสอบข้อมูลในบางกลุ่มสินค้าข้างต้น พบสินค้าไทยมีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯเมื่อเทียบกับสินค้าจีน อาทิ ยางรถยนต์ ที่ไทยส่งออกไปตลาดสหรัฐฯเป็นอันดับ 1(สัดส่วน 44% ของการส่งออกในภาพรวม) โดย 6 เดือนแรกปีนี้มีการส่งออก 38,916 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 26%, ถุงมือยาง ไทยส่งออกไปสหรัฐฯเป็นอันดับ 1 (สัดส่วน 46%) ช่วง 6 เดือนแรกปีนี้มีการส่งออก 8,509 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5% เป็นต้น
ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) มองว่า มีสินค้าไทยหลายรายการมีศักยภาพในการแข่งขันสามารถที่เพิ่มมูลค่าส่งออกทดแทนสินค้าจีนได้ในเดือนที่เหลือของปีนี้ ทั้งยางรถยนต์ เครื่องประดับเงิน ฮาร์ดดิสก์ กุ้งสดแช่แข็งและแปรรูป และอื่นๆ ทั้งนี้เป็นหน้าที่ของทูตพาณิชย์ และเอกชน ได้ร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิดในการศึกษาลู่ทางโอกาส และวางแผนงานกลยุทธ์เพื่อทำการตลาดเชิงรุกไปยังตลาดต่างๆ ที่เป็นคู่ค้าหลักของไทยไม่ว่าจะจีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป รวมถึงตลาดอื่นๆ
“ในสินค้าหลายตัวที่เรามีโอกาสส่งออกไปสหรัฐฯทดแทนสินค้าจีนเพิ่มขึ้น ในข้อเท็จจริงส่วนหนึ่งเป็นสินค้าจีนที่เข้ามาลงทุนและใช้ไทยเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ เช่น ยางรถยนต์ที่สินค้าจากจีนถูกสหรัฐฯใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) ต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตราสูง ผู้ผลิตยางรถยนต์จีนรายใหญ่หลายรายได้มาใช้ไทยเป็นฐานผลิตส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งไทยได้ในแง่ตัวเลขการส่งออก และขายวัตถุดิบยาง ขณะที่ผู้ผลิตยางรถยนต์ส่งออกสัญชาติไทยก็คงส่งออกได้เพิ่มขึ้นบ้างแต่คงไม่มาก”
นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เผยว่า ในวันที่ 28 สิงหาคมนี้ทางกรมจะประชุมร่วมกับทูตพาณิชย์ และทูตเกษตรทั่วโลก รวมถึงภาคเอกชนเพื่อประเมินสถาน การณ์ส่งออก และวางแผนงานผลักดันการส่งออกให้ขยายตัว ซึ่งนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้นโยบายในการเร่งรัดการส่งออกระยะสั้นหรือระยะเร่งด่วน 3-6 เดือนเพื่อให้เห็นผลในเชิงมูลค่าการค้าที่เพิ่มขึ้นและยังรักษาส่วนแบ่งตลาดเอาไว้ได้ เช่น ตลาดอาเซียน จีน สหรัฐฯ ตะวันออกกลาง
“รัฐมนตรีฝากการบ้านว่าอยากเห็นผลการส่งออกไทยในเชิงมูลค่าเพิ่มขึ้นใน 3-6 เดือน เช่นสมมุติอยากให้ตลาดนั้นโตจะเน้นสินค้ากลุ่มไหน กลุ่มเป้าหมายเป็นใคร สินค้าเราดีกว่าคู่แข่งตรงไหน จะเอาจุดเด่นไปเจาะตลาดอย่างไร สินค้าที่เราด้อยกว่าคู่แข่งจะปรับให้สามารถแข่งขันได้ดีขึ้นอย่างไร รวมถึงให้เร่งขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรให้มากขึ้น ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา นํ้ามันปาล์ม และผลไม้”
หน้า 1 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3498 วันที่ 22-24 สิงหาคม 2562











