
วิพากษ์ ‘ประกันรายได้’ ผวาจะทำให้ชาวนาเสียคน
ผ่าปมร้อน ‘ประกันรายได้” สมาคมชาวนา ส่ง “ณรงค์” วิพากษ์หนัก ผวาชาวนาเสียคน ชี้ผลประโยชน์แท้จริงตกเจ้าของนา หวั่นลามกระทบผู้บริโภครับประทานข้าวแพง แต่ไม่ได้ห้ามแนะ พ่วงแผนพัฒนาชาวนามืออาชีพ สร้างความเข้มแข็ง
คนไทยทั้งประเทศทราบกันอย่างดีว่าในวันนี้ (วันที่ 25 ก.ค.62) จะเป็นวันแรกของการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อรัฐสภา จะเป็นไปตามนโยบายอย่างที่หาเสียงหรือไม่นั้น เกษตรกรจับตามองอยู่ว่าจะเป็นไปตามนโยบายที่หาเสียงหรือไม่
นายณรงค์ คงมาก กรรมการสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า รัฐบาล ไม่ควรใช้ “เงิน” เป็นตัวล่อ บังตาบังใจชาวนาจนหยุดการพัฒนาอาชีพทำนา นโยบายประกันรายได้ไร่ละ 10,000 – 15,000 บาท จะเป็นการส่งเสริมทางอ้อมให้ชาวนา ไม่ยอมลดพื้นที่นา เพราะนโยบายนี้ เป็นหลักประกันที่ชัดเจนให้กับเจ้าของที่นา ( ซึ่งส่วนหนึ่งไม่ใช่คนทำนาจริง ) คนทำนาเช่า (คนทำนาตัวจริง)
จากเจ้าของที่นาอาจไม่ได้เป็นผู้ขึ้นทะเบียน เจ้าของที่นาอาจเป็นผู้ขึ้นทะเบียน เพื่อรับสิทธิดังกล่าวจะเป็นกรณีพิพาทในหลายพื้นที่ (จากข้อมูลพบว่าชาวนาที่เช่าที่นาทำนา มีประมาณ 29.24 ล้านไร่ ) เพราะหากเจ้าของที่นา มีการเปลี่ยนแปลงสัญญาข้อตกลงกับผู้เช่านา เพื่อให้เข้าหลักเกณฑ์ รับเงินตามโครงการฯ คนที่ได้ประโยชน์จากโครงการประกันรายได้ คือ เจ้าของที่นา ไม่ใช่ชาวนามาตรการและการบริหารจัดการให้ชาวนาได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง จริงฝ่าด่านหินอีกไม่ใช่น้อย
“หากรัฐบาลออกนโยบายประกันรายได้ และเจ้าของนา ออกแบบแบ่งโฉนดให้ได้ตามเกณฑ์ที่รัฐกำหนดทุกแปลง รอรับเงินจากรัฐไร่ละ 15,000 บาท นั้น รัฐต้องใช้งบประมาณ 930,000 แสนล้านบาท สนับสนุนชาวนา ซึ่งจะเป็นไปได้หรือ ? หรือหากสนับสนุนชาวนาครัวเรือนละละไม่เกิน 10 ไร่ จำนวน 4.3 ล้านครัวเรือน พื้นที่รับเงินตามโครงการประกันรายได้ เท่ากับ 43 ล้านไร่ ( จากทั้งหมด 62 ล้านไร่ ) ไร่ละ 15,000 บาท รัฐต้องใช้เงิน = 43,000,000 x 15,000 บาท = 645,000 แสนล้านบาท หรือลดลงเหลือ ไร่ละ 10,000 บาท รัฐก็ต้องใช้งบประมาณ 430,000 แสนล้านบาท”หากจ่ายทั้งหมด”
แต่ในทางปฏิบัติ รัฐจะคานวณ รายได้ของชาวนาก่อน กล่าวคือ รายได้จริงมาจาก ผลผลิตต่อไร่ x จำนวนเนื้อที่นา x ราคาข้าวที่ขายได้ เช่น เฉลี่ยรัฐประกาศ ราคาข้าวเฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 8,000 บาท ( ทั้งนาปี และนาปรัง ) พื้นที่นาจำนวน 43,000,000 ไร่ x 520 กก.ต่อไร่ = 22,360,000 ตัน x 8,000 บาท/ตัน = 178,000 แสนล้านบาท
กล่าวคือ ชาวนาขายข้าวได้จริงจากราคาที่ประกาศ ตันละ 8,000 บาท ต่ำกว่ารายได้ ที่ประกาศไว้ ไร่ละ 10,000 บาท ดังนั้น รัฐต้องจ่ายชดเชยให้ชาวนา เป็นเงิน = 430,000 - 178,000 = 252,000 แสนล้านบาท โดยประมาณ
นายณรงค์ กล่าวว่า ในความเป็นจริง รัฐต้องจ่ายตามพื้นที่นาที่ขึ้นทะเบียนจริง (อาจไม่ใช่ตัวเลขดังกล่าว) หากรัฐทำนโยบายนี้ 4 ปี รัฐต้องใช้เงิน (จากตัวเลขสมมุติฐานข้างต้น ) ทั้งหมดประมาณ 1,008,000 ล้านล้านบาท อุดหนุนโครงการประกันรายได้ให้ชาวนา
ดังนั้นนโยบายอุดหนุนชาวนา แบบตามสิทธิที่นาครอบครอง โดยไม่สนใจ การพัฒนาคุณภาพการทำนา ไม่สนใจพัฒนาคุณภาพข้าวเปลือก ไม่สนใจการเพิ่มผลผลิต การลดต้นทุน รัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ดังกล่าวเป็นแนวนโยบายที่ต้องหยิบยกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันก่อนจะลงมือดำเนินการ
นอกจากมาตรการลดพื้นที่นา ไม่ได้ตามแผนการพัฒนาข้าวและชาวนาในระดับมหภาคแล้ว นโยบายชดเชยหรืออุดหนุนในลักษณะนี้ ชาวนาจะไม่สนใจพัฒนาคุณภาพข้าว เพราะมาตรการไม่ได้กาหนดกฏเกณฑ์ว่าด้วยคุณภาพข้าว ขอให้มีพื้นที่นาขึ้นทะเบียนเท่านั้นในระยะสั้น เฉพาะหน้า ชาวนา และเจ้าของที่นา ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน
สาหรับโรงสีและผู้ส่งออก มีทั้งผลดีและผลเสีย ผลดี คือ สามารถกาหนดราคารับซื้อข้าวเปลือกได้ตามกลไกตลาด หรือกาหนดราคาซื้อให้ถูกลง เพื่อนาไปขายแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้ง่ายขึ้น เพราะมีรัฐคอยสนับสนุนส่วนต่างให้กับชาวนาอยู่แล้ว ผลเสีย คือ ระบบการพัฒนาข้าวและชาวนา ในระบบใหญ่จะสร้างเสียหายอย่างมาก คุณภาพข้าวจะต่ำลง ศักยภาพในการแข่งขันด้านคุณภาพข้าวกับต่างประเทศจะลดลง หันมาขายข้าวคุณภาพต่ำราคาถูกกันอย่างเดียว
“ระยะสั้น ชาวนา โรงสี พ่อค้า แฮปปี้ มีความสุข แต่คนทั้งประเทศ และรัฐบาลรับภาระร่วม เพื่อให้ชาวนาอยู่รอด ผู้ประกอบการค้าข้าวอยู่ได้ แต่คนกิน ได้กินข้าวราคาถูกหรือไม่? ระยะยาว ชาวนาอ่อนแอ ผลิตข้าวคุณภาพไม่เป็น นายทุนใหญ่ ทุนต่างชาติ เข้ามาทานาแทน ผู้ประกอบการแฮปปี้ (อาจเหนื่อยมากขึ้น ) แต่คนทั้งประเทศทุกข์ หนี้สินล้นพ้นตัว กินข้าวราคาแพง (เพราะรัฐในอนาคตอุ้มชาวนาแบบนี้ไม่ได้ )”
อย่างไรก็ดีสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เสนอให้รัฐออกนโยบายทางเลือกที่สาม คือ ระยะสั้นอุดหนุนชาวนาตามนโยบายแต่ให้พ่วงนโยบายและแผนงานพัฒนาชาวนาและองค์กรชาวนา พัฒนาคุณภาพข้าว พัฒนาระบบนาแปลงใหญ่ ให้ขบวนองค์กรชาวนาเข้มแข็ง เป็นชาวนามืออาชีพให้ได้ เมื่อชาวนาเข้มแข็งบริหารจัดการข้าวได้อย่างครบวงจรจะนาไปสู่การลดหรือหยุดการอุดหนุนลักษณะนี้ ให้รัฐใช้กระบวนการสร้าง “ปัญญาปฏิบัติ” ให้ชาวนามากขึ้น เพื่อพัฒนาให้ครัวเรือนชาวนาปลดหนี้สินได้ มั่งคั่ง มั่นคง เป็นกระดูกสันหลังที่แข็งแรงของประเทศอย่างแท้จริง











