
โอ้!เวจจี้ส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ดันรายได้สู่300ล้านบาท
บริษัท พลังผัก จำกัด เล็งนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่กลุ่มผักและผลไม้ทำตลาดในประเทศ เชื่อโอกาสทางการตลาดยังมีอีกมากจากวัตถุดิบที่มีหลากหลาย พร้อมนำเสนอด้วยรูปแบบใหม่ทลายข้อจำกัดในการรับประทาน และเข้าสู่ตลาดออนไลน์อย่างจริงจังมากขึ้น เชื่อสร้างรายได้ 300 ล้านบาทปีนี้
นายวุฒิชัย เจริญศุภกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลังผัก จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สลัด และผลไม้ พร้อมรับประทานแบรนด์ “โอ้! เวจจี้” เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า กลยุทธ์ในการทำตลาดเพื่อขยายฐานลูกค้าของบริษัทปีนี้จะยังคงมุ่งเน้นการทำตลาดในประเทศเป็นหลัก โดยจะเป็นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาด เพื่อเป็นทางเลือกเพิ่มเติมให้กับผู้บริโภคในกลุ่มของผัก และผลไม้ ซึ่งจะมีความหลากหลายมากขึ้น จากรูปแบบการนำเสนอรวมถึงการเป็นผัก และผลไม้ชนิดใหม่
ล่าสุดได้มีการนำเสนอผลิตภัณฑ์มะม่วงกะปิทรงเครื่องเข้าสู่ตลาด จากเดิมที่แบรนด์จะมีผลิตภัณฑ์มะม่วงนํ้าปลาหวาน ขณะที่ส่วนของกลุ่มผัก ก็จะเป็นการแยกผักกับนํ้าสลัดออกจากกัน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั้ง 2 กลุ่ม โดยบางกลุ่มต้องการเพียงผักสดอย่างเดียว เพื่อนำไปรับประทานกับนํ้าสลัดที่ตนเองมีอยู่ ส่วนบางกลุ่มก็ต้องการเพียงนํ้าสลัด สำหรับนำไปรับประทานกับผักที่ตนเองเป็นผู้เลือกซื้อมา จากเดิมที่สลัดผักของแบรนด์จะมีผักและนํ้าสลัดอยู่ในแพ็กเกจจิ้งเดียวกัน
“การปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอในครั้งนี้ก็เพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้าให้กว้างมากขึ้น ที่สำคัญยังเป็นการตอบโจทย์ให้กับผู้บริโภคได้เกือบทุกความต้องการ และเป็นการทลายข้อจำกัดในการรับประทานจากผลิตภัณฑ์ที่เคยมีนำเสนออยู่เดิมก่อนหน้านี้ โดยจะยังคงยึดช่องทางการจำหน่ายเดิมผ่านทางเซเว่นอีเลฟเวน (7-11 eleven) และห้างโมเดิร์นเทรด”
อย่างไรก็ตาม บริษัทเองก็กำลังศึกษาหาช่องทางการทำตลาดเพิ่มเติมในรูปแบบของออนไลน์ เพื่อเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ให้มีมากขึ้น รวมถึงเป็นการตอบสนองวิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบของดิจิทัล ซึ่งผู้บริโภคนิยมสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ผ่านทางออนไลน์กันเป็นจำนวนมาก หลังจากที่ก่อนหน้านี้บริษัทเคยทดลองทำตลาดผ่านทางเฟซบุ๊กมาแล้วบ้าง แต่ยังไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง
ขณะที่ตลาดต่างประเทศนั้น บริษัทยังไม่มีแผนที่จะเข้าไปทำตลาดอย่างจริงจังด้วยบริษัทเองมีเพียงตัวแทนจำหน่ายที่นำผลิตภัณฑ์ไปทำตลาดต่อที่ประเทศฮ่องกงเท่านั้นในปัจจุบัน เนื่องจากมองว่าตลาดในประเทศยังมีช่องว่างทางการตลาดอยู่อีกมาก อีกทั้งข้อจำกัดในเรื่องของอายุการรับประทานของผลิตภัณฑ์ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญ เพราะบริษัทต้องการให้ผลิตภัณฑ์มีความสด เสมือนเพิ่งปอกแล้วรับประทานทันทีเมื่ออยู่ในมือของผู้บริโภค
“ตลาดในประเทศยังมีโอกาสอีกมาก ความต้องการยังคงมีอยู่ เช่น ในตลาดผลไม้พร้อมรับประทานนั้น ในประเทศไทยยังมีวัตถุดิบอีกหลากหลายที่สามารถนำมาทำตลาดได้ โดยปัจจุบันบริษัทมีผลไม้ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนของการวิจัยและพัฒนา(R&D) และจะออกสู่ตลาดอยู่ประมาณ 3-4 ชนิด ซึ่งความท้าทายในการทำตลาดก็คือการจะทำอย่างไรให้สามารถยืดอายุการรับประทานผลิตภัณฑ์ให้ได้มากที่สุดแบบมีคุณภาพและได้มาตรฐานเสมือนปอกสดๆก่อนรับประทาน”
นายวุฒิชัย กล่าวต่อไปอีกว่า จากกลยุทธ์ในการทำตลาดดังกล่าวเชื่อว่าจะทำให้บริษัทมีรายได้ประมาณ 300 ล้านบาทในปีนี้ หรือเติบโตขึ้นประมาณ 70% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาท ด้านหลักคิดในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้นอยู่ที่การมองหาโอกาสทางการตลาดให้พบ หลังจากนั้นก็จะต้องหาผลิตภัณฑ์เพื่อมาตอบสนองโดยที่สำคัญหากจะให้ดีที่สุดต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่มีผู้ใดนำเสนอ เพื่อเป็นผู้นำทางการตลาด
หน้า 8 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3,454 วันที่ 21 - 23 มีนาคม พ.ศ. 2562











