thansettakij
thansettakij
‘เจ.ดี.พูลส์’ เขย่าตลาดสระว่ายนํ้า จัดหนัก 3 ปีเป้ายอดขาย 1.5 พันล.

‘เจ.ดี.พูลส์’ เขย่าตลาดสระว่ายนํ้า จัดหนัก 3 ปีเป้ายอดขาย 1.5 พันล.

27 มี.ค. 59 | 07:00 น.
กลุ่มบริษัท เจ.ดี.พูลส์ รุกตลาดสระว่ายน้ำเต็มสูบ กางแผน 3 ปี โกยยอดขาย 1.5 พันล้านบาท เล็งเพิ่มโชว์รูมทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกกว่า 15 โชว์รูม เน้นเจาะกลุ่มประเทศเออีซี ตั้งเป้ายอดขายปี 59 เติบโต 20% หรือ 1 พันล้านบาท พร้อมชู 3 กลยุทธ์ทำตลาด

นายธนูศักดิ์ พึ่งเดช ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท เจ.ดี.พูลส์ ผู้ผลิตและจำหน่ายสระว่ายน้ำ ประเมินถึงสถานการณ์ตลาดรับสร้างสระว่ายน้ำว่า ตลาดมีอัตราการเติบโตแบบไม่หวือหวา เนื่องจากผู้บริโภคและนักลงทุนบางกลุ่มยังมีความระมัดระวังการลงทุน และรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจ ประกอบกับเป็นตลาดนีชมาร์เก็ต ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2559 มูลค่าตลาดรับสร้างสระว่ายน้ำเฉพาะในกลุ่มที่อยู่อาศัยจะอยู่ที่ประมาณ 5 พันล้านบาท หรือเติบโตจากปี 2558 ประมาณ 5% โดยบริษัทมีมาร์เก็ตแชร์อยู่ที่ 20% ซึ่งสูงที่สุดของตลาดในปัจจุบัน

"แม้ว่าตลาดรับสร้างสระว่ายน้ำจะมีอัตราการเติบโตไม่มากนัก แต่มองว่ายังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี เนื่องจากสระว่ายน้ำกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่ง ที่บ่งบอกความทันสมัย สะท้อนถึงฐานะ ประกอบกับเทรนด์ดูแลสุขภาพที่กำลังมาแรงได้ส่งผลดีต่อตลาดสระว่ายน้ำอย่างมาก นอกจากนี้ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งโรงแรม รีสอร์ต และโครงการพักอาศัย ก็จำเป็นต้องมีสระว่ายน้ำเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ เพื่ออัพเกรดให้มีความเป็นพรีเมียมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการอีกทางหนึ่ง ปัจจัยบวกอีกประการที่เอื้อต่อการเติบโตของตลาดสระว่ายน้ำคือ ปัจจุบันราคาของสระว่ายน้ำถูกลงกว่าในอดีต และธนาคารจัดหมวดหมู่สระว่ายน้ำเป็นของตกแต่งบ้าน ผู้บริโภคสามารถกู้สร้างสระพร้อมบ้านได้ด้วย ส่งผลให้ผู้บริโภคสามารถเป็นเจ้าของสระว่ายน้ำได้ง่ายขึ้น"นายธนูศักดิ์ กล่าว

จากการเติบโตของตลาด ทำให้บริษัทคาดการณ์ได้ว่าภายใน 3 ปี (2559-2561) บริษัทจะสามารถทำยอดขายได้ 1.5 พันล้านบาท พร้อมขยายโชว์รูมทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมกันกว่า 15 โชว์รูม ส่งผลให้บริษัทมีโชว์รูมรวมทั้งหมดประมาณ 40 โชว์รูม แบ่งเป็นในประเทศ 30 โชว์รูม และต่างประเทศ 10 โชว์รูม จากปัจจุบันมีทั้งหมด 25 โชว์รูม สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2559 บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโต 20% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1 พันล้านบาท โดยกลยุทธ์การตลาดที่วางไว้จะเน้น 3 ส่วนหลักๆ คือ 1. ขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ให้กว้างขึ้น โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สู่ตลาด เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าใหม่ และเพิ่มยอดขายในกลุ่มลูกค้าเดิม เช่น หุ่นยนต์ทำความสะอาดสระว่ายน้ำ ผ้าปิดคลุมสระว่ายน้ำเพื่อความปลอดภัย การออกแบบสระว่ายน้ำลายกระเบื้อง ระบบเกลือฆ่าเชื้อโรคในสระว่ายน้ำแทนคลอรีน เป็นต้น และ 2.การขยายโชว์รูมในรูปแบบแฟรนไชส์ ทั้งนี้บริษัทมีแผนขยายสาขาด้วยระบบแฟรนไชส์สระว่ายน้ำ ในต่างจังหวัดเพิ่มอีก 4-5 จังหวัด ทั้งในจังหวัดภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง 3. การขยายตลาดต่างประเทศ ในกัมพูชา ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

นายธนูศักดิ์ กล่าวเสริมว่า เหตุที่มุ่งเน้นเจาะตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียนเพิ่ม เนื่องจากว่าการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะส่งผลดีต่อบริษัทและประเทศคู่ค้า เนื่องจากมีการลดภาษีนำเข้า หากส่งของจากโรงงานผลิตในประเทศไทยไปยังประเทศเหล่านี้ก็จะได้สิทธิพิเศษด้านภาษี ซึ่งในอนาคตคาดว่าภายใน 3 ปี จะขยายให้ครอบคลุมทุกประเทศสมาชิก

ในส่วนของกิจกรรมทางการตลาด ในปีนี้บริษัทตั้งงบประมาณทางการตลาดไว้ที่ 10% ของเป้ายอดขาย หรือประมาณ 100 ล้านบาท โดนจะเน้นออกบูธงานแฟร์ต่างๆ เพื่อแนะนำบริษัทและผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จักแก่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายทั้ง 2 กลุ่มคือ กลุ่มลูกค้าทั่วไป ที่ต้องการติดตั้งสระว่ายน้ำภายในบ้าน และกลุ่มนักลงทุน ได้แก่ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม รีสอร์ตพูลวิลล่า หมู่บ้านและคอนโดฯโดยอยู่ในกลุ่มของกลุ่มลูกค้าทั่วไป 70% และกลุ่มนักลงทุน 30%

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,142 วันที่ 24 - 26 มีนาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • business