
สศค.ชี้ลงทุนรัฐ หนุนจีดีพีปี 62 โต 4%
สศค.คาดจีพีดีปี 62 โตได้ 4% ชะลอลงจากปีก่อน 4.1% ตามการส่งออกที่คาดว่า จะเติบโต 4.5% การนำเข้าเติบโต 5.4% ด้านการลงทุนเอกชนเติบโตได้ 4.5% ขณะที่ลงทุนภาครัฐเติบโตได้ 5.3% จะเป็นแรงส่งสำคัญ
[caption id="attachment_380769" align="aligncenter" width="356"]
นายลวรณ แสงสนิท[/caption]
นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 62 มีแนวโน้มขยายตัว 4.0% จากช่วงคาดการณ์ 3.5-4.5% โดยจะ ได้รับแรงส่งจากโครงการลงทุนของภาครัฐที่จะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ตามกรอบงบประมาณรายจ่ายลงทุนภาครัฐประจำปีงบประมาณ 62 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่าโครงการร่วมลงทุนของภาครัฐและเอกชน (PPP) ในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและความชัดเจนเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง ยังจะช่วยสนับสนุนให้การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าปีก่อนหน้าอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้ามีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าของไทยที่ชะลอลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า และนโยบายกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน โดยคาดว่า การส่งออกจะเติบโตชะลอลงเหลือ 4.5% จากปีก่อนที่ขยายตัว 6.7% ขณะที่การนำเข้าคาดว่าจะเติบโต 5.4% ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 62 จะอยู่ที่ 1.0% โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 0.5-1.5% ลดลงจากปีก่อนหน้า ตามแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ลดลง
"ในการประมาณการเศรษฐกิจไทย จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อาทิ ผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ความผันผวนของตลาดการเงินโลกและอัตราแลกเปลี่ยน รวมทั้งแนวโน้มการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว" นายลวรณกล่าว
สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 61 สามารถขยายตัวอย่างต่อเนื่องที่ 4.1% เร่งขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ขยายตัว 3.9% โดยได้รับแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการใช้จ่ายภาคเอกชน ทั้งด้านการบริโภคและการลงทุนที่มีแนวโน้มขยายตัวเร่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการจ้างงานที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยการบริโภคภาคเอกชนปี 61 ขยายตัว 4.5% การบริโภคภาครัฐ ขยายตัว 2.0% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัว 3.4% และการลงทุนภาครัฐ ขยายตัว 4.2%
นอกจากนี้ มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังช่วยสนับสนุนการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน และความคืบหน้าของโครงการลงทุนภาครัฐยังเป็นแรงสนับสนุนให้การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นจากปีก่อนหน้าอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัวลง และนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงการตอบโต้จากประเทศต่างๆ คาดว่าจะส่งผลให้การส่งออกสินค้าชะลอลงเล็กน้อย โดยการส่งออกในปี 61 เติบโตได้ 6.5% สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 1.1% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น และการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ
[caption id="attachment_380769" align="aligncenter" width="356"]
นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 62 มีแนวโน้มขยายตัว 4.0% จากช่วงคาดการณ์ 3.5-4.5% โดยจะ ได้รับแรงส่งจากโครงการลงทุนของภาครัฐที่จะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ตามกรอบงบประมาณรายจ่ายลงทุนภาครัฐประจำปีงบประมาณ 62 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่าโครงการร่วมลงทุนของภาครัฐและเอกชน (PPP) ในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและความชัดเจนเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง ยังจะช่วยสนับสนุนให้การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าปีก่อนหน้าอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้ามีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าของไทยที่ชะลอลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า และนโยบายกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน โดยคาดว่า การส่งออกจะเติบโตชะลอลงเหลือ 4.5% จากปีก่อนที่ขยายตัว 6.7% ขณะที่การนำเข้าคาดว่าจะเติบโต 5.4% ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 62 จะอยู่ที่ 1.0% โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 0.5-1.5% ลดลงจากปีก่อนหน้า ตามแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ลดลง
"ในการประมาณการเศรษฐกิจไทย จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อาทิ ผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ความผันผวนของตลาดการเงินโลกและอัตราแลกเปลี่ยน รวมทั้งแนวโน้มการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว" นายลวรณกล่าว
สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 61 สามารถขยายตัวอย่างต่อเนื่องที่ 4.1% เร่งขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ขยายตัว 3.9% โดยได้รับแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการใช้จ่ายภาคเอกชน ทั้งด้านการบริโภคและการลงทุนที่มีแนวโน้มขยายตัวเร่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการจ้างงานที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยการบริโภคภาคเอกชนปี 61 ขยายตัว 4.5% การบริโภคภาครัฐ ขยายตัว 2.0% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัว 3.4% และการลงทุนภาครัฐ ขยายตัว 4.2%
นอกจากนี้ มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังช่วยสนับสนุนการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน และความคืบหน้าของโครงการลงทุนภาครัฐยังเป็นแรงสนับสนุนให้การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นจากปีก่อนหน้าอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัวลง และนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงการตอบโต้จากประเทศต่างๆ คาดว่าจะส่งผลให้การส่งออกสินค้าชะลอลงเล็กน้อย โดยการส่งออกในปี 61 เติบโตได้ 6.5% สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 1.1% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น และการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ






