
‘ทีวี’ ปรับทัพรับ ปี 62 ดัน 5 ยุทธศาสตร์ หวังเพิ่ม ‘รายได้-เรตติ้ง’
ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลปรับทัพรับปี 62 ชูยุทธศาสตร์ 5 ด้านหวังเพิ่มรายได้ ทั้งเพิ่มคอนเทนต์ในและต่างประเทศ ขยายช่องทางสู่แอพพลิเคชัน- ออนไลน์ เพิ่มพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน สร้างกิจกรรมการตลาดต่อยอดเรตติ้งและเม็ดเงิน เพิ่มโอกาสผ่านการโฆษณา ไท-อิน และรับจ้างผลิต
แม้ตลอดปีที่ผ่านมา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะขยับเพิ่มมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลหลังต้องแบกรับภาระอย่างหนัก ท่ามกลางวิกฤติการขาดทุนต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มดำเนินกิจการมา แต่การแข่งขันในธุรกิจทีวีก็ยังคงดุเดือด รุนแรง ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์เพื่อสร้างรายได้ และเพิ่มเรตติ้ง ฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยสร้างเม็ดเงินโฆษณาให้เกิดขึ้น
โดยนายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีโทรทัศน์พีพีทีวี เอชดี ช่อง 36 เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เป้าหมายของพีพีทีวีในปี 2562 คือ การเพิ่มกลุ่มผู้ชมให้กว้างขึ้นโดยจะมีกิจกรรมการตลาดเพื่อลงพื้นที่ในต่างจังหวัด พร้อมมุ่งเน้นเรื่องแบรนด์ ดิ้ง เพื่อให้ผู้ชมรู้จักพีพีทีวีมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทได้วางแผนขยายให้พีพีทีวีเป็นช่องวาไรตีอย่างเต็มรูปแบบพร้อมเพิ่มผู้ชมกลุ่มผู้หญิงโดยเพิ่มรายการประเภทวาไรตีและบันเทิงมากขึ้น
สุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์
ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้จับมือกับผู้ผลิตระดับชั้นนำของไทยมาเป็นพันธมิตร โดยรายการเหล่านี้ต่างมีฐานผู้ชมติดตามชมมาแล้วอย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าจะเป็นรายการวาไรตีของทางสถานี อาทิ เอเชียนซีรีส์ รายการแนวอีสปอร์ต เช่น คิง ออฟ เกมเมอร์ส ซีซั่น 2 รวมทั้งรายการฟอร์แมตจากต่างประเทศอย่าง เดอะ เฟซเมน ไทยแลนด์ 2 (The Face Men Thailand 2) ซึ่งผลิตโดย บริษัท กันตนา กรุ๊ปฯ
ขณะเดียวกันบริษัทยังมีคอนเทนต์ กิ๊กดู๋ สงครามเพลงเงาเสียง และ กิ๊กดู๋ ซุปตาร์เงินล้าน พร้อมทั้งรายการประกวดร้องเพลงที่ประสบความสำเร็จไปทั่วโลก ประกอบด้วย เดอะ วอยซ์ ทั้ง 3 รายการ ได้แก่ เดอะ วอยซ์ ไทยแลนด์ 2018 เดอะ วอยซ์ คิดส์ และ เดอะ วอยซ์ ซีเนียร์ รวมถึงปรับรายการช่วงเช้าและช่วงไพรม์ไทม์คอนเทนต์บันเทิง ได้แก่ บางกอกซิตี้ เลขที่ 36 และนำซีรีส์เกาหลียอดนิยมมาออกอากาศในระบบความคมชัดสูง
ด้านนายนวมินทร์ ประสพเนตร ผู้ช่วยประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท โมโน บรอดคาสท์ จำกัด กล่าวว่า จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรับชมคอนเทนต์ของผู้บริโภคที่ให้ความสนใจด้านออนไลน์มากขึ้น บริษัทก็ไม่ได้นิ่งนอนใจปรับกลยุทธ์และเพิ่มช่องทางแพลตฟอร์มการรับชมคอนเทนต์ที่หลากหลายรองรับความต้องการของผู้ชมมากขึ้น
“บริษัทได้วางแผนธุรกิจในปีนี้และปีหน้าเตรียมเจาะช่องทางสื่อทุกแพลตฟอร์ม โดยวางงบลงทุนด้านคอนเทนต์กว่า 1 พันล้านบาทในปีนี้เพื่อการผลิตคอนเทนต์สำหรับกลุ่มสื่อโทรทัศน์ และอีกประมาณกว่า 100 ล้านบาทสำหรับคอนเทนต์ในช่องทาง Monomax (Video on demand) เนื่องจากบริษัทมองเห็นกลุ่มผู้ชมกลุ่มนี้มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และหากบริษัทไม่ปรับรูปแบบการทำธุรกิจเพื่อรองรับอนาคตอาจจะทำให้ถูก Disrupt ได้ แต่อย่างไรก็ตามยังมองว่าธุรกิจต่างๆ ยังต้องเดินไปคู่กันระหว่างออนไลน์และออฟไลน์”
สำหรับในปี 2562 กลุ่มธุรกิจ ทีวีบริษัทเตรียมนำคอนเทนต์ภาพยนตร์ดังต่างประเทศภาคต่อเรื่องใหม่มานำเสนอ พร้อมภาพยนตร์ไทยที่เพิ่งออกจากโรงมาฉายที่ ช่อง MONO29 โดยหวังสร้างเรตติ้งของช่องให้เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งรีเมกซีรีส์เกาหลียอดนิยม ขณะที่ในด้านคอนเทนต์กีฬา บริษัทยังคงเน้นการแข่งขันกีฬาบาสเกตบอล อาทิ NBA, การแข่งขันบาสเกตบอลระดับประเทศ, ABL (Asean Basketball League) รวมถึงมวย Top King World Series
นอกจากนี้บริษัทมองว่าคอนเทนต์รูปแบบธุรกิจโฮมช็อปปิ้ง น่าสนใจเนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทได้ทดลองออกอากาศ ปรากฏ ว่ามียอดรายได้เข้ามากว่า 1 แสนบาทต่อวัน (เวลา 2-4 นาที) ซึ่งในอนาคตบริษัทมองว่ากลุ่มธุรกิจนี้จะขยับรายได้ขึ้นมาเป็นอันดับ 2-3 รองจากกลุ่มรายได้โฆษณาในปัจจุบัน รวมถึงบริษัทจะเตรียมผลิตคอนเทนต์และผลิตภัณฑ์โฮมช็อปปิ้งให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน อีกทั้งในด้านของกลุ่มธุรกิจเพลงบริษัทได้วางแผนจัดคอนเสิร์ตศิลปินชื่อดังจากทุกค่ายเพลง โดยในปี 2562 บริษัทตั้งเป้ามีคอนเสิร์ตจำนวน 26 รายการ ขณะที่ในปีนี้มีจำนวน 12 รายการ โดยจะมีรายได้มาจากสปอนเซอร์และการขายบัตรผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ คอนเสิร์ต และกิจกรรมกีฬา
ขณะที่พ.อ.ชยุตรา เสริมสุข ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนารายการและรายได้ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก หรือ ททบ.5 กล่าวว่า ในปี 2562 บริษัทจะมุ่งเน้นหารายได้ผ่าน 3 ช่องทางหลัก คือ 1.จากการขายโฆษณา 2.การจัดอีเวนต์ และ 3.การจัดรายการในรูปแบบต่างๆ ให้กับภาครัฐ ซึ่งรูปแบบของการขายจะเป็นการขายแบบแพ็กเกจ 50% และขายแบบแยก รวมถึงเน้นรายได้จากช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาททบ.5 ได้ทดลองนำคอนเทนต์สู่แพลตฟอร์มข้างต้น ได้แก่ เฟซบุ๊ก ยูทูบ และอินสตาแกรม ซึ่งได้ผลการตอบรับที่ดี โดยวัดรายได้จากช่องทางออนไลน์ในปี 2561 เติบโตเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว เมื่อเทียบกับปีก่อน
ในปี 2562 บริษัทได้เตรียมคอนเทนต์ใหม่ที่จะนำมาออกอากาศ แบ่งออกเป็น 5 ประเภท อาทิ 1.รายการข่าว ที่เน้นความถูกต้อง รวดเร็ว เป็นกลาง สร้างสรรค์ โดยจะมีจำนวน 11 รายการ เช่น สนามเป้าเล่าข่าว,เช้านี้ประเทศไทย, เช้านี้มีแต่เรื่อง เป็นต้น ขณะที่ในด้านของคอนเทนต์สาระและบันเทิง บริษัทได้เตรียมซีรีส์อินเดียต่างๆ เช่น นันทินี ม่านรักม่านประเพณี รวมถึงละครไทยเรื่องกล่อมรัก พร้อมทั้งคอนเทนต์หมวดกีฬา ได้แก่ มวยลุมพินี และมวยไทยจตุลังคบาทหมวดอัตลักษณ์ เป็นต้น
เขมทัตต์ พลเดช
นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าในระยะเวลา 1-2 ปี ข้างหน้าจะสิ้นสุดการเก็บค่าโครงข่ายทีวีดิจิตอล ดังนั้นบริษัทจึงต้องเตรียมแผนธุรกิจล่วงหน้าเพื่อรองรับ โดยปี 2562 อสมท จะดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด The Difference โดยให้ความสำคัญต่อคอนเทนต์ 3 ส่วน คือ 1. THE AUDIENCES คอนเทนต์สำหรับแพลตฟอร์มทีวี ล่าสุดจับมือพันธมิตรระดับโลก เช่น 1. BBC First นำเสนอ Drama series เช่น Luther, Press, MC Mafia 2. Bloomberg business TV 3. Discovery science สารคดีวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
2. THE VIEWERS คอนเทนต์ สำหรับออนไลน์ เช่น Application ฟังเพลิน รวมคลื่นวิทยุในเครือ อสมท 543 สถานี, รายการทอล์กโชว์ Talk Together และรายการไนน์เอนเตอร์เทน 3. THE PARTNERS เปิดกว้างจับมือพาร์ตเนอร์ทั้งภาครัฐ เอกชน สถานศึกษา ร่วมงานในโครงการ “C-SPACE” (Creative, Content and Communication) โดย อสมท จัดสรรงบไว้ให้ 100 ล้านบาท
ปัจจุบันรายได้ อสมท มาจากทีวี 40% วิทยุ 30% และสัมปทาน 30% ซึ่งหลังปรับกลยุทธ์แล้วรายได้หลักยังคงจะมาจาก THE AUDIENCES เป็นหลัก
..................................................................................................................
ผู้ผลิตรายการพลิกโมเดลสู้
วิกฤติทีวีดิจิตอลไม่ได้เกิดขึ้นกับเฉพาะผู้ประกอบการที่เข้าร่วมประมูล ทำให้ต้องใช้เม็ดเงินนับพันล้านบาทต่อปีในการลงทุนด้านคอนเทนต์ การบริหารจัดการ ยังไม่นับรวมเงินลงทุนที่ต้องจ่ายค่าประมูล และค่าโครงข่าย แต่ยังส่งผลกระทบไปยังผู้ผลิต ผู้จัดรายการต่างๆ เพราะเมื่อต้นทุนที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการในฐานะเจ้าของช่องและผู้บริหารเวลาย่อมต้องเรียกเก็บต้นทุนและค่าเวลาที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่เรตติ้งหรือผู้ชมเริ่มกระจายไปยังช่องทีวีที่เพิ่มมากขึ้นจากเดิมที่มีเพียง 4-5 ช่อง
วันนี้จึงเห็นรายการดัง เรตติ้งสูง เริ่มทนไม่ไหวกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป จนต้องย้ายช่อง และปรับโมเดลธุรกิจ เห็นได้จากหลายๆ รายการรวมถึง “กิ๊กดู๋ สงครามเพลง” ที่เคียงข้างอยู่กับช่อง 7 มานานเกือบ 10 ปี ที่ต้องโบกมือแยกทางกัน
[caption id="attachment_358151" align="aligncenter" width="364"]
จำนรรค์ ศิริตัน หนุนภักดี[/caption]
โดยนางจำนรรค์ ศิริตัน หนุนภักดี ประธานกรรมการ บริษัท เจเอสแอล โกลบอล มีเดีย จำกัด เผยว่า ปัจจุบันจากสภาวะเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของสื่อดิจิตอลที่ได้เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น การแข่งขันในตลาดผู้ผลิตคอนเทนต์จึงมีการแข่งขันค่อนข้างสูง และการกระจายการลงทุนจากผู้ผลิตในสื่อต่างๆก็มากขึ้น ทำให้การลงทุนในแต่ละคอนเทนต์ลดน้อยลง ดังนั้นการจะเป็นผู้ผลิตเช่าเวลาสถานีเพื่อหาโฆษณาเพียงอย่างเดียวนั้นคงไม่เพียงพอทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ บริษัทจึงต้องหาทางรอดโดยวางโมเดลธุรกิจแบบใหม่เพื่อจะพยุง สถานการณ์นี้นั่นคือการเป็นผู้รับจ้างผลิต
ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมาบริษัททำหนังสือถึงช่อง 7 เพื่อขอยุติการเช่าเวลาออกอากาศรายการกิ๊กดู๋ สงครามเพลงเงาเสียง ซึ่งจะสิ้นสุดสัญญาการออกอากาศในวันที่ 25 ธันวาคม 2561 และรายการกิ๊กดู๋ ซุปตาร์เงินล้าน ซึ่งจะสิ้นสุดการออกอากาศในวันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม 2561
“บริษัทจำใจต้องยุติค่าเช่าเวลาเพื่อทำรายการทั้งหมด และเปิดเจรจากับสถานีอื่นๆ เพื่อจะทำการเปลี่ยนสถานะจากผู้จัด มาเป็นผู้รับจ้างผลิต เพื่อปลดภาระจากการขาดทุน ซึ่งมีมาอย่างต่อเนื่อง และสถานีพีพีทีวีเปิดให้ผู้จัดได้เลือกทำธุรกิจกับสถานีได้ถึง 3 รูปแบบ คือ 1. ให้เช่าเวลา 2.ทำไทม์แชริ่ง และ 3.จ้างผลิต ซึ่งบริษัท เจเอสแอลฯ คิดว่าทางเลือกที่ 3 นี้เป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดเนื่องจากช่วยลดต้นทุนการเช่าเวลาได้กว่า 50% จึงได้ตกลงที่จะรับจ้างผลิต และเมื่อข้อตกลงนี้เป็นที่แน่ชัด ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 เจ เอส แอลจึงได้ทำหนังสือทันทีเพื่อแจ้งยุติรายการที่จะออกอากาศกับช่อง 7”
สำหรับที่ผ่านมาสถานการณ์ได้บีบบังคับให้บริษัทจำต้องเปลี่ยนโมเดลธุรกิจเป็นแบบรับจ้างผลิตเพื่อความอยู่รอด บริษัทจึงจำเป็นต้องหาที่อยู่ใหม่ที่สามารถทำธุรกิจในโมเดลที่ต้องการได้ และสถานีโทรทัศน์ช่องพีพีทีวีก็มิได้มีข้อผูกมัด ว่าจะต้องอยู่กับสถานีโทรทัศน์ช่องพีพีทีวีแห่งเดียว แต่พีพีทีวีให้โอกาสบริษัทสามารถไปผลิตรายการที่ใดก็ได้ ซึ่งนับว่าเป็นความใจกว้าง บริษัทจึงจำเป็นต้องลาจากช่อง 7 มาด้วยเหตุนี้ อย่างไรก็ตามบริษัทยังยินดีทำให้กับทุกแพลตฟอร์มหรือทุกสถานีโทรทัศน์ที่มีความสนใจว่าจ้างให้เจเอสแอล ผลิตคอนเทนต์
บริษัท เจเอสแอล โกลบอล มีเดีย จำกัด ได้ทำงานกับช่อง 7 ครั้งแรกในปี 2529 โดยมีรายการวิก 07 เป็นราย
การแรก ต่อด้วยรายการจันทร์กะพริบ, รายการขบวนการจี้เส้น, รายการจันทร์พันดาว, รายการกิ๊กดู๋สงครามเพลงเงาเสียง, รายการกิ๊กดู๋ ซุปตาร์เงินล้าน ฯลฯ นอกจากนี้มีละคร ราชินีลูกทุ่งพุ่มพวงดวงจันทร์, มายาชีวิตมิตรชัยบัญชา, เงา, อตีตา, ละอองดาว และล่าสุดที่พึ่งจบไป เล่ห์รักบุษบา ในปี 2561
หน้า 36 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3,425 ระหว่างวันที่ 9-12 ธันวาคม 2561
แม้ตลอดปีที่ผ่านมา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะขยับเพิ่มมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลหลังต้องแบกรับภาระอย่างหนัก ท่ามกลางวิกฤติการขาดทุนต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มดำเนินกิจการมา แต่การแข่งขันในธุรกิจทีวีก็ยังคงดุเดือด รุนแรง ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์เพื่อสร้างรายได้ และเพิ่มเรตติ้ง ฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยสร้างเม็ดเงินโฆษณาให้เกิดขึ้น
โดยนายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีโทรทัศน์พีพีทีวี เอชดี ช่อง 36 เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เป้าหมายของพีพีทีวีในปี 2562 คือ การเพิ่มกลุ่มผู้ชมให้กว้างขึ้นโดยจะมีกิจกรรมการตลาดเพื่อลงพื้นที่ในต่างจังหวัด พร้อมมุ่งเน้นเรื่องแบรนด์ ดิ้ง เพื่อให้ผู้ชมรู้จักพีพีทีวีมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทได้วางแผนขยายให้พีพีทีวีเป็นช่องวาไรตีอย่างเต็มรูปแบบพร้อมเพิ่มผู้ชมกลุ่มผู้หญิงโดยเพิ่มรายการประเภทวาไรตีและบันเทิงมากขึ้น
สุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์
ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้จับมือกับผู้ผลิตระดับชั้นนำของไทยมาเป็นพันธมิตร โดยรายการเหล่านี้ต่างมีฐานผู้ชมติดตามชมมาแล้วอย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าจะเป็นรายการวาไรตีของทางสถานี อาทิ เอเชียนซีรีส์ รายการแนวอีสปอร์ต เช่น คิง ออฟ เกมเมอร์ส ซีซั่น 2 รวมทั้งรายการฟอร์แมตจากต่างประเทศอย่าง เดอะ เฟซเมน ไทยแลนด์ 2 (The Face Men Thailand 2) ซึ่งผลิตโดย บริษัท กันตนา กรุ๊ปฯ
ขณะเดียวกันบริษัทยังมีคอนเทนต์ กิ๊กดู๋ สงครามเพลงเงาเสียง และ กิ๊กดู๋ ซุปตาร์เงินล้าน พร้อมทั้งรายการประกวดร้องเพลงที่ประสบความสำเร็จไปทั่วโลก ประกอบด้วย เดอะ วอยซ์ ทั้ง 3 รายการ ได้แก่ เดอะ วอยซ์ ไทยแลนด์ 2018 เดอะ วอยซ์ คิดส์ และ เดอะ วอยซ์ ซีเนียร์ รวมถึงปรับรายการช่วงเช้าและช่วงไพรม์ไทม์คอนเทนต์บันเทิง ได้แก่ บางกอกซิตี้ เลขที่ 36 และนำซีรีส์เกาหลียอดนิยมมาออกอากาศในระบบความคมชัดสูง
ด้านนายนวมินทร์ ประสพเนตร ผู้ช่วยประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท โมโน บรอดคาสท์ จำกัด กล่าวว่า จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรับชมคอนเทนต์ของผู้บริโภคที่ให้ความสนใจด้านออนไลน์มากขึ้น บริษัทก็ไม่ได้นิ่งนอนใจปรับกลยุทธ์และเพิ่มช่องทางแพลตฟอร์มการรับชมคอนเทนต์ที่หลากหลายรองรับความต้องการของผู้ชมมากขึ้น
“บริษัทได้วางแผนธุรกิจในปีนี้และปีหน้าเตรียมเจาะช่องทางสื่อทุกแพลตฟอร์ม โดยวางงบลงทุนด้านคอนเทนต์กว่า 1 พันล้านบาทในปีนี้เพื่อการผลิตคอนเทนต์สำหรับกลุ่มสื่อโทรทัศน์ และอีกประมาณกว่า 100 ล้านบาทสำหรับคอนเทนต์ในช่องทาง Monomax (Video on demand) เนื่องจากบริษัทมองเห็นกลุ่มผู้ชมกลุ่มนี้มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และหากบริษัทไม่ปรับรูปแบบการทำธุรกิจเพื่อรองรับอนาคตอาจจะทำให้ถูก Disrupt ได้ แต่อย่างไรก็ตามยังมองว่าธุรกิจต่างๆ ยังต้องเดินไปคู่กันระหว่างออนไลน์และออฟไลน์”
สำหรับในปี 2562 กลุ่มธุรกิจ ทีวีบริษัทเตรียมนำคอนเทนต์ภาพยนตร์ดังต่างประเทศภาคต่อเรื่องใหม่มานำเสนอ พร้อมภาพยนตร์ไทยที่เพิ่งออกจากโรงมาฉายที่ ช่อง MONO29 โดยหวังสร้างเรตติ้งของช่องให้เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งรีเมกซีรีส์เกาหลียอดนิยม ขณะที่ในด้านคอนเทนต์กีฬา บริษัทยังคงเน้นการแข่งขันกีฬาบาสเกตบอล อาทิ NBA, การแข่งขันบาสเกตบอลระดับประเทศ, ABL (Asean Basketball League) รวมถึงมวย Top King World Series
นอกจากนี้บริษัทมองว่าคอนเทนต์รูปแบบธุรกิจโฮมช็อปปิ้ง น่าสนใจเนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทได้ทดลองออกอากาศ ปรากฏ ว่ามียอดรายได้เข้ามากว่า 1 แสนบาทต่อวัน (เวลา 2-4 นาที) ซึ่งในอนาคตบริษัทมองว่ากลุ่มธุรกิจนี้จะขยับรายได้ขึ้นมาเป็นอันดับ 2-3 รองจากกลุ่มรายได้โฆษณาในปัจจุบัน รวมถึงบริษัทจะเตรียมผลิตคอนเทนต์และผลิตภัณฑ์โฮมช็อปปิ้งให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน อีกทั้งในด้านของกลุ่มธุรกิจเพลงบริษัทได้วางแผนจัดคอนเสิร์ตศิลปินชื่อดังจากทุกค่ายเพลง โดยในปี 2562 บริษัทตั้งเป้ามีคอนเสิร์ตจำนวน 26 รายการ ขณะที่ในปีนี้มีจำนวน 12 รายการ โดยจะมีรายได้มาจากสปอนเซอร์และการขายบัตรผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ คอนเสิร์ต และกิจกรรมกีฬา
ขณะที่พ.อ.ชยุตรา เสริมสุข ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนารายการและรายได้ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก หรือ ททบ.5 กล่าวว่า ในปี 2562 บริษัทจะมุ่งเน้นหารายได้ผ่าน 3 ช่องทางหลัก คือ 1.จากการขายโฆษณา 2.การจัดอีเวนต์ และ 3.การจัดรายการในรูปแบบต่างๆ ให้กับภาครัฐ ซึ่งรูปแบบของการขายจะเป็นการขายแบบแพ็กเกจ 50% และขายแบบแยก รวมถึงเน้นรายได้จากช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาททบ.5 ได้ทดลองนำคอนเทนต์สู่แพลตฟอร์มข้างต้น ได้แก่ เฟซบุ๊ก ยูทูบ และอินสตาแกรม ซึ่งได้ผลการตอบรับที่ดี โดยวัดรายได้จากช่องทางออนไลน์ในปี 2561 เติบโตเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว เมื่อเทียบกับปีก่อน
ในปี 2562 บริษัทได้เตรียมคอนเทนต์ใหม่ที่จะนำมาออกอากาศ แบ่งออกเป็น 5 ประเภท อาทิ 1.รายการข่าว ที่เน้นความถูกต้อง รวดเร็ว เป็นกลาง สร้างสรรค์ โดยจะมีจำนวน 11 รายการ เช่น สนามเป้าเล่าข่าว,เช้านี้ประเทศไทย, เช้านี้มีแต่เรื่อง เป็นต้น ขณะที่ในด้านของคอนเทนต์สาระและบันเทิง บริษัทได้เตรียมซีรีส์อินเดียต่างๆ เช่น นันทินี ม่านรักม่านประเพณี รวมถึงละครไทยเรื่องกล่อมรัก พร้อมทั้งคอนเทนต์หมวดกีฬา ได้แก่ มวยลุมพินี และมวยไทยจตุลังคบาทหมวดอัตลักษณ์ เป็นต้น
เขมทัตต์ พลเดช
นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าในระยะเวลา 1-2 ปี ข้างหน้าจะสิ้นสุดการเก็บค่าโครงข่ายทีวีดิจิตอล ดังนั้นบริษัทจึงต้องเตรียมแผนธุรกิจล่วงหน้าเพื่อรองรับ โดยปี 2562 อสมท จะดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด The Difference โดยให้ความสำคัญต่อคอนเทนต์ 3 ส่วน คือ 1. THE AUDIENCES คอนเทนต์สำหรับแพลตฟอร์มทีวี ล่าสุดจับมือพันธมิตรระดับโลก เช่น 1. BBC First นำเสนอ Drama series เช่น Luther, Press, MC Mafia 2. Bloomberg business TV 3. Discovery science สารคดีวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
2. THE VIEWERS คอนเทนต์ สำหรับออนไลน์ เช่น Application ฟังเพลิน รวมคลื่นวิทยุในเครือ อสมท 543 สถานี, รายการทอล์กโชว์ Talk Together และรายการไนน์เอนเตอร์เทน 3. THE PARTNERS เปิดกว้างจับมือพาร์ตเนอร์ทั้งภาครัฐ เอกชน สถานศึกษา ร่วมงานในโครงการ “C-SPACE” (Creative, Content and Communication) โดย อสมท จัดสรรงบไว้ให้ 100 ล้านบาท
ปัจจุบันรายได้ อสมท มาจากทีวี 40% วิทยุ 30% และสัมปทาน 30% ซึ่งหลังปรับกลยุทธ์แล้วรายได้หลักยังคงจะมาจาก THE AUDIENCES เป็นหลัก
..................................................................................................................
ผู้ผลิตรายการพลิกโมเดลสู้
วิกฤติทีวีดิจิตอลไม่ได้เกิดขึ้นกับเฉพาะผู้ประกอบการที่เข้าร่วมประมูล ทำให้ต้องใช้เม็ดเงินนับพันล้านบาทต่อปีในการลงทุนด้านคอนเทนต์ การบริหารจัดการ ยังไม่นับรวมเงินลงทุนที่ต้องจ่ายค่าประมูล และค่าโครงข่าย แต่ยังส่งผลกระทบไปยังผู้ผลิต ผู้จัดรายการต่างๆ เพราะเมื่อต้นทุนที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการในฐานะเจ้าของช่องและผู้บริหารเวลาย่อมต้องเรียกเก็บต้นทุนและค่าเวลาที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่เรตติ้งหรือผู้ชมเริ่มกระจายไปยังช่องทีวีที่เพิ่มมากขึ้นจากเดิมที่มีเพียง 4-5 ช่อง
วันนี้จึงเห็นรายการดัง เรตติ้งสูง เริ่มทนไม่ไหวกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป จนต้องย้ายช่อง และปรับโมเดลธุรกิจ เห็นได้จากหลายๆ รายการรวมถึง “กิ๊กดู๋ สงครามเพลง” ที่เคียงข้างอยู่กับช่อง 7 มานานเกือบ 10 ปี ที่ต้องโบกมือแยกทางกัน
[caption id="attachment_358151" align="aligncenter" width="364"]
โดยนางจำนรรค์ ศิริตัน หนุนภักดี ประธานกรรมการ บริษัท เจเอสแอล โกลบอล มีเดีย จำกัด เผยว่า ปัจจุบันจากสภาวะเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของสื่อดิจิตอลที่ได้เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น การแข่งขันในตลาดผู้ผลิตคอนเทนต์จึงมีการแข่งขันค่อนข้างสูง และการกระจายการลงทุนจากผู้ผลิตในสื่อต่างๆก็มากขึ้น ทำให้การลงทุนในแต่ละคอนเทนต์ลดน้อยลง ดังนั้นการจะเป็นผู้ผลิตเช่าเวลาสถานีเพื่อหาโฆษณาเพียงอย่างเดียวนั้นคงไม่เพียงพอทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ บริษัทจึงต้องหาทางรอดโดยวางโมเดลธุรกิจแบบใหม่เพื่อจะพยุง สถานการณ์นี้นั่นคือการเป็นผู้รับจ้างผลิต
ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมาบริษัททำหนังสือถึงช่อง 7 เพื่อขอยุติการเช่าเวลาออกอากาศรายการกิ๊กดู๋ สงครามเพลงเงาเสียง ซึ่งจะสิ้นสุดสัญญาการออกอากาศในวันที่ 25 ธันวาคม 2561 และรายการกิ๊กดู๋ ซุปตาร์เงินล้าน ซึ่งจะสิ้นสุดการออกอากาศในวันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม 2561
“บริษัทจำใจต้องยุติค่าเช่าเวลาเพื่อทำรายการทั้งหมด และเปิดเจรจากับสถานีอื่นๆ เพื่อจะทำการเปลี่ยนสถานะจากผู้จัด มาเป็นผู้รับจ้างผลิต เพื่อปลดภาระจากการขาดทุน ซึ่งมีมาอย่างต่อเนื่อง และสถานีพีพีทีวีเปิดให้ผู้จัดได้เลือกทำธุรกิจกับสถานีได้ถึง 3 รูปแบบ คือ 1. ให้เช่าเวลา 2.ทำไทม์แชริ่ง และ 3.จ้างผลิต ซึ่งบริษัท เจเอสแอลฯ คิดว่าทางเลือกที่ 3 นี้เป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดเนื่องจากช่วยลดต้นทุนการเช่าเวลาได้กว่า 50% จึงได้ตกลงที่จะรับจ้างผลิต และเมื่อข้อตกลงนี้เป็นที่แน่ชัด ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 เจ เอส แอลจึงได้ทำหนังสือทันทีเพื่อแจ้งยุติรายการที่จะออกอากาศกับช่อง 7”
สำหรับที่ผ่านมาสถานการณ์ได้บีบบังคับให้บริษัทจำต้องเปลี่ยนโมเดลธุรกิจเป็นแบบรับจ้างผลิตเพื่อความอยู่รอด บริษัทจึงจำเป็นต้องหาที่อยู่ใหม่ที่สามารถทำธุรกิจในโมเดลที่ต้องการได้ และสถานีโทรทัศน์ช่องพีพีทีวีก็มิได้มีข้อผูกมัด ว่าจะต้องอยู่กับสถานีโทรทัศน์ช่องพีพีทีวีแห่งเดียว แต่พีพีทีวีให้โอกาสบริษัทสามารถไปผลิตรายการที่ใดก็ได้ ซึ่งนับว่าเป็นความใจกว้าง บริษัทจึงจำเป็นต้องลาจากช่อง 7 มาด้วยเหตุนี้ อย่างไรก็ตามบริษัทยังยินดีทำให้กับทุกแพลตฟอร์มหรือทุกสถานีโทรทัศน์ที่มีความสนใจว่าจ้างให้เจเอสแอล ผลิตคอนเทนต์
บริษัท เจเอสแอล โกลบอล มีเดีย จำกัด ได้ทำงานกับช่อง 7 ครั้งแรกในปี 2529 โดยมีรายการวิก 07 เป็นราย
การแรก ต่อด้วยรายการจันทร์กะพริบ, รายการขบวนการจี้เส้น, รายการจันทร์พันดาว, รายการกิ๊กดู๋สงครามเพลงเงาเสียง, รายการกิ๊กดู๋ ซุปตาร์เงินล้าน ฯลฯ นอกจากนี้มีละคร ราชินีลูกทุ่งพุ่มพวงดวงจันทร์, มายาชีวิตมิตรชัยบัญชา, เงา, อตีตา, ละอองดาว และล่าสุดที่พึ่งจบไป เล่ห์รักบุษบา ในปี 2561
หน้า 36 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3,425 ระหว่างวันที่ 9-12 ธันวาคม 2561






