
"กรณ์" โต้เปลว สีเงิน "คิดมานานเเล้วเรื่องปตท."
เรียนคุณเปลวที่เคารพ
ผมได้อ่านที่คุณเปลวเขียนวิจารณ์แนวคิดผมเรื่องปตท. แล้ว และเคารพในมุมคิดที่ต่างกันในเรื่องนี้ และเนื่องจากผมมองว่าหลักการของเรื่องนี้มีความสำคัญ ผมจึงขออนุญาตอธิบายเผื่อว่าคุณเปลวอาจจะเข้าใจผมมากขึ้น
สังคมเราพูดกันเยอะเรื่องโอกาสการทำมาหากินของชาวบ้าน เรื่องอิทธิพลทุนใหญ่ และเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งสำหรับผมหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญในการแก้ปัญหาเหล่านี้คือการมีระบบการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม และศัตรูของความเป็นธรรมคือ ‘ระบอบอุปถัมภ์’ ที่เอื้อทั้งกับทุนใหญ่เอกชนและกับหน่วยงานของรัฐ ระบอบนี้ถูกเสริมอย่างเป็นระบบผ่านหลักสูตรต่างๆที่แย่งชิงกันเข้าเรียน ไม่ว่าจะเป็น วปอ. วตท. หรือ วพน. (ที่มีปตท. เป็นโต้โผใหญ่)
ประเทศไทยเรามีครบทุกกลไกที่จะกำกับให้การแข่งขันเป็นธรรม แต่ก็พบกับปัญหาเดิมๆคือความล้มเหลวในการบังคับใช้ เรามีกฎหมาย พรบ. การแข่งขัน (ที่ไม่เคยมีการบังคับใช้แม้แต่ครั้งเดียว) เรามีคณะกรรมการชุดต่างๆ (เช่น กกพ. และกสทช.) ซึ่งคุณเปลวก็รับทราบดีอยู่แล้วว่ามีปัญหาอย่างไรมาแทบทุกยุคทุกสมัย และเราก็มีรัฐธรรมนูญที่ผมได้อ้างถึงโดยมาตรา ๗๕ ห้ามรัฐทำธุรกิจแข่งกับเอกชน แต่ก็ปรากฏว่านับวัน ‘ความเสมอภาค’ ในการแข่งขันก็ดูเหมือนมีแต่จะแย่ลง
ดังนั้นผมจึงได้ยื่นร้องเรียนต่อท่านนายกฯเพราะปัญหานี้เป็นปัญหาระดับนโยบาย หากเราเอาจริงกับการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เสรีและเป็นธรรม เราต้องเริ่มกับหน่วยงานของรัฐเอง
คุณเปลวอาจจะบอกว่า GPSC ไม่ใช่ปตท. และได้พูดถึงสัดส่วนหุ้น 22% ที่ถือโดยปตท. แต่คุณเปลวมองข้ามอีก 50% ที่ถือโดยบริษัทลูกของปตท. (ซึ่งทำให้ปตท. มีสิทธิกว่า 50% ในผลประกอบการของ GPSC) และที่สำคัญคือผู้บริหาร GPSC ล้วนเป็นคนของปตท. ทั้งสิ้น
หากเรายอมให้รัฐวิสาหกิจเลี่ยงความรับผิดชอบทางกฎหมายด้วยการตั้งบริษัทลูกแล้วถือไขว้กันไปมาแบบนี้ ผมว่ามาตรา ๗๕ ในรัฐธรรมนูญก็ควรต้องลบทิ้งไป และหลักการ ‘รัฐไม่ควรแย่งประชาชนหากิน’ ก็ไม่ต้องพูดถึงอีกด้วย
ส่วนประเด็นที่คุณเปลวเขียนเป็นนัยความกังวลว่าไฟฟ้าในอนาคตจะไม่พอ ผมขอเรียนว่าปัญหาบ้านเราส่วนหนึ่งตอนนี้คือกำลังผลิตที่มากเกินไป และจะมากขึ้นเรื่อยๆไปอีกหลายปี ซึ่งเป็นเหตุจากการประมาณการความต้องการที่คลาดเคลื่อนในอดีต ไม่เชื่อลองถาม Glow ดูได้ครับว่ากฟผ. รับซื้อไฟจากโรงไฟฟ้าเขาเท่าไรในช่วงปีที่ผ่านมา (ผมตอบให้ก็ได้ครับ - กฟผ. รับซื้อไม่ถึง10% ของกำลังผลิตโรงไฟฟ้าก๊าซของ Glow เพราะความต้องการใช้ไฟน้อย) ส่วนที่บอกว่า “แค่ผลิตใช้เองในมาบตาพุด ไม่พออยู่แล้ว” นั้น ข้อเท็จจริงคือปตท. ไม่ได้ตั้งใจซื้อ Glow เพื่อใช้ไฟและไอน้ำเอง แต่ซื้อเพื่อขายให้ลูกค้าคนนอกและกฟผ. และหากซื้อเพื่อใช้เองคงถือว่าเป็นการลงทุนที่แพงมากๆ
เรื่องการลงทุนครั้งนี้จริงๆก็มีประเด็นเรื่องความคุ้มค่าครับ ปตท. จะใช้เงิน 100,000 ล้านบาทในการซื้อหุ้น ซึ่งกว่าครึ่งต้องชำระให้กับผู้ถือหุ้นต่างชาติ ดังนั้นเงินก้อนนี้จะถูกโอนกลับไปต่างประเทศและไม่เกิดประโยชน์ใดๆกับคนไทย ซึ่งต้องอย่าลืมว่ากว่าครึ่งของเงินนี้เป็นของคนไทยผ่านหุ้นที่รัฐถือในปตท. และเป็นการซื้อโรงไฟฟ้าที่มีอยู่แล้ว และไม่ได้ทำให้มีทรัพย์สินสร้างขึ้นใหม่ให้กับประเทศไทยเรา
ผมไม่มีปัญหากับการทำกำไรโดยนักลงทุนต่างชาติ แต่ก็ต้องบอกว่าผิดหวังที่ปตท. ไม่สามารถนำเงินมหาศาลนี้ไปสร้างประโยชน์ให้กับประเทศได้มากกว่านี้
หากถามว่าผมไม่ภาคภูมิใจหรือ ที่เรามีแบรนด์คนไทย และผมไม่ภาคภูมิใจหรือที่ปตท. ทำกำไรให้กับคนไทย ผมคงจะตอบว่าคนไทยคนอื่นเขาก็พยายามสร้างแบรนด์อยู่เหมือนกัน และเขาไม่ได้มีฐานความเข้มแข็งที่มาจากความเป็นรัฐมาสร้างความได้เปรียบ ส่วนการมีกำไรนั้นดีกว่าขาดทุนแน่นอน แต่กำไรของปตท. เกือบทั้งหมดมาจากการค้าขายกับคนไทย (โดยอาศัยสิทธิผูกขาด) ผมจะภาคภูมิใจมากกว่า หากปตท. ใช้ศักยภาพของตนในการสร้างรายได้ให้กับคนไทยด้วยการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ หรือในการสร้างนวัตกรรมทางด้านแหล่งพลังงานตามพันธกิจก่อตั้งองค์กร
สุดท้ายจึงจะขอเน้นอีกครั้งว่า เรื่องนี้เป็นทั้งเรื่อง ‘นโยบาย’ และ ‘กฎหมาย’ เราคงต้องเลือกระหว่างการมี National Champion แบบปตท. (หรือทุนใหญ่อื่นๆ) ที่เติบโตด้วยการรุกคืบในพื้นที่ของผู้ประกอบการคนไทยด้วยกัน (โดยมีรัฐถือหาง) หรือเราอยากมีระบบเศรษฐกิจที่มีผู้ประกอบการที่หลากหลาย ประชาชนมีช่องทางการค้าขาย และมีรัฐที่คอยคุ้มครองรักษาความเป็นธรรมตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ - ประชาธิปัตย์เลือกแบบหลังครับ
ผมเองไม่ได้ลงนามสนับสนุนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ผมเห็นด้วยกับมาตรา ๗๕ นี้อย่างมาก และผมหวังอย่างยิ่งว่าผู้มีอำนาจหน้าที่จะไม่ยอมรับการหลีกเลี่ยงกฎหมายกันด้วยวิธีตื้นๆด้วยการถือหุ้นไขว้ แต่จะพิจารณาตามข้อเท็จจริงว่า ‘control’ นั้นอยู่ในมือใคร
มิเช่นนั้น ตามที่ผมได้กล่าวไว้แล้ว ‘การรุกคืบกินพื้นที่’ ก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เศรษฐกิจเราจะไม่พัฒนา และที่สำคัญประชาชนทั่วไปจะมีโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัวน้อยลง
จึงขอเรียนครับว่าเรื่องนี้ผม ‘คิด’ มาแล้ว คิดมานาน และขอยืนยันในความคิดที่มี






