
ส่งออกอาหารลุ้นทั้งปี 2แสนล้าน 5 กลุ่มรุ่ง- สับปะรดร่วง
ปี 2560 ไทยสามารถส่งออกสินค้าอาหารทุกผลิตภัณฑ์ได้มูลค่าสูงถึง 1.04 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 7.01% ในจำนวนนี้เป็นการส่งออกของ 6 กลุ่มสมาชิกของสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป(ทูน่า, อาหารทะเล, สับปะรด, ข้าวโพดหวาน, ผักและผลไม้, เครื่องปรุงและอาหารพร้อมทาน)มูลค่า 1.95 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 19% สถานการณ์ 6 กลุ่มสินค้าข้างต้น ณ ปัจจุบันเป็นอย่างไร “ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์ “วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา” นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป ดังนี้
5 เดือนยอดยังติดลบ
“วิศิษฐ์” กล่าวว่า ภาพรวมการส่งออก 6 กลุ่มสินค้าข้างต้นจากสมาชิกของสมาคมกว่า 200 บริษัท ช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ ส่งออกได้มูลค่า 7.47 หมื่นล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 7% โดยกลุ่มที่มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นได้แก่ อาหารทะเล (ส่งออกมูลค่า 4,785 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.1%) เครื่องปรุงและอาหารพร้อมทาน (มูลค่า 1.75 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1%) ส่วนกลุ่มที่ส่งออกลดลงได้แก่ ทูน่า (มูลค่า 3.15 หมื่นล้านบาท ลดลง 1%) สับปะรด(มูลค่า 7,080 ล้านบาท ลดลง 40.8%) ข้าวโพดหวาน (มูลค่า 2,856 ล้านบาท ลดลง 0.1%) ผักและผลไม้(มูลค่า 1.09 หมื่นล้านบาท ลดลง 8.9%)
[caption id="attachment_295780" align="aligncenter" width="382"]
วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา[/caption]
“กลุ่มอาหารทะเล ข้าวโพดหวาน เครื่องปรุงและอาหารพร้อมทานยอดขายสินค้าและราคาดีขึ้น โดยอาหารทะเลเติบโตในสินค้าปลาซาร์ดีน ข้าวโพดหวานจากผลผลิตดี ตลาดเติบโตดี แต่ก็มีการแข่งขันสูง ส่วนกลุ่มทูน่า ผักและผลไม้ปริมาณส่งออกลดลงแต่ราคาสินค้าดีขึ้น โดยสินค้าที่ส่งได้มากขึ้นในกลุ่มทูน่าคือ Tuna Petfood ส่วนกลุ่มผักและผลไม้ที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลักได้รับผลกระทบเรื่องค่าเงินและการแข่งขันสูงในต่างประเทศ กลุ่มสับปะรด ยอดขายลดลงทั้งปริมาณและมูลค่า จากผลผลิตดีทั้งในประเทศและคู่แข่งขันคือฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย มีการแข่งขันสูง แต่ไทยเสียเปรียบ 2 ประเทศนี้ในตลาดสหภาพยุโรป(อียู) โดยฟิลิปปินส์ได้จีเอสพีพลัสภาษี 0% อินโดนีเซียได้จีเอสพีเสีย 15% ส่วนไทยถูกตัดจีเอสพีเสียภาษีนำเข้าสูงถึง 18.5%”
ครึ่งหลังดียกเว้นสับปะรด
อย่างไรก็ดี วิเคราะห์ปัจจัยบวก-ลบ ช่วงเดือนที่เหลือของปีนี้ ในแต่ละกลุ่มสินค้าก็ยังมีปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องที่แตกต่างกัน ตัวอย่างสินค้าทูน่าแปรรูปที่คาดการณ์มูลค่าการส่งออกรูปเงินบาททั้งปี 2561 จะเติบโตประมาณ 5% (ปีที่แล้วส่งออก 7.78 หมื่นล้านบาท) และสินค้าอาหารทะเลคาดจะเติบโตใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา(1.23 หมื่นล้านบาท) มีปัจจัยบวกจากรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ฉบับล่าสุดของสหรัฐฯ (TIP Report 2018) ได้ยกระดับประเทศไทยมาอยู่กลุ่มที่ 2 (Tier 2) ทำให้ภาพลักษณ์สินค้าประมงไทยดีขึ้น ผู้ซื้อซื้อด้วยความสบาย ใจมากขึ้น และผลจากเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวมากขึ้น การบริโภคเพิ่มขึ้น ส่วนปัจจัยลบ ได้แก่ ความไม่เพียงพอของวัตถุดิบ และวัตถุดิบราคาสูง รวมถึงมาตรการกีดกันการค้าของประเทศคู่ค้า และกฎระเบียบใหม่ๆ ของประเทศคู่ค้า เช่นมาตรการไอยูยูของยุโรปและสหรัฐอเมริกา
ส่วนในกลุ่มสับปะรด ช่วงต้นปีวัตถุดิบล้นโรงงาน และราคาสับปะรดลดลงจากผลผลิตล้นตลาด ซึ่งผลผลิตสับปะรดช่วงพีกจะออกมามากช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน แต่หลังจากนี้ผลผลิตจะเริ่มลดลง และในช่วงปลายปีคาดปริมาณวัตถุดิบจะลดจากต้นปีประมาณ 10-15% โดยปิดปริมาณวัตถุดิบของปี 2561 (ที่โรงงานจะใช้แปรรูป) คาดจะอยู่ที่ 1.8 ล้านตัน จากปี 2560 ปิดวัตถุดิบที่ 1.9 ล้านตัน ซึ่งจากราคาวัตถุดิบที่ลดลง (โรง งานรับซื้อ ณ ปัจจุบันที่ 2-4 บาท/กก. คาดจะส่งผลให้การส่งออกผลิต ภัณฑ์สับปะรดของไทยปีนี้จะลดลงจากปีที่แล้ว 15-20% (ปี 60 ส่งออก 2.40 หมื่นล้านบาท)
“ปัจจัยบวกของการส่งออกสินค้าสับปะรดเวลานี้คือเงินบาทที่อ่อนค่าลง ส่งผลดีต่อการแข่งขัน ส่วนปัจจัยลบคือ ไทยเสียเปรียบคู่แข่งขันสำคัญคือฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียที่เสียภาษีตํ่ากว่าเราในตลาดอียู และปัญหาของการปรับราคาของแผ่นเหล็กที่ใช้ทำกระป๋องปรับขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560”
อาหารพร้อมทานรุ่ง
ในกลุ่มข้าวโพดหวาน ทิศทางการผลิตและการส่งออกคาดปีนี้ปริมาณการผลิตและการส่งออกจะเติบโตได้ 10% (ปี 60 ส่งออก 6,638 ล้านบาท) ปัจจัยบวกจากเงินบาทที่อ่อนค่าลง และอุตสาหกรรมข้าวโพดหวานมีการรวมกลุ่มกันเป็นคลัสเตอร์ มีการหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นปัญหาต่างๆ ทำให้ได้ข้อมูลที่มีความถูกต้องและรวดเร็ว ส่วนปัจจัยลบคือมีการแข่งขันสูงกับสินค้าจากฝรั่งเศสและฮังการี
ขณะที่กลุ่มผักและผลไม้คาดการณ์ส่งออกปีนี้จะเติบโตประมาณ 3-5% (ปี 60 ส่งออก 3.02 หมื่นล้านบาท) โดยสินค้าที่ขยายตัวได้ดีคือผลไม้อบแห้งที่คาดว่าจะโตขึ้นประมาณ 5-10% เนื่องจากตลาดกำลังขยายตัวโดยเฉพาะตลาดจีน ที่ส่งออกเพิ่มขึ้นมากคือมะม่วงอบแห้ง ส่วนปัจจัยลบคือความแปรปรวนของสภาพอากาศปัจจุบัน ทำให้ผลผลิตผักและผลไม้ไม่แน่นอน รวมถึงการขาดแคลนวัตถุดิบมะพร้าว และกลุ่มเครื่องปรุงรสและอาหารพร้อมทานคาดปีนี้จะเติบโตได้ถึง 7-10% (ปี 60 ส่งออก 4.40 หมื่นล้านบาท) จากเป็นสินค้าที่สอดคล้องกับยุคปัจจุบัน เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ มีแนวโน้มเติบโตได้ดีในตลาดต่างประเทศ
และผลจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับอาลีบาบากรุ๊ปของจีนในการส่งเสริมการค้าไทยผ่านเว็บไซต์ Tmall.com ของเครืออาลีบาบา ซึ่งเป็นเว็บไซต์ค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในจีน ทำให้สินค้ากลุ่มนี้มีโอกาสและช่องทางการจำหน่ายสินค้ามากขึ้น ส่วนปัจจัยลบคือบรรจุภัณฑ์มีการปรับราคาสูงขึ้น
“ทั้งนี้ภาพรวมการส่งออกทั้ง 6 กลุ่มสินค้าของสมาคมในปี 2560 ยังคงคาดการส่งออกจะขยายตัวได้ที่ 5% หรือมีมูลค่ากว่า 2.04 แสนล้านบาท”
หน้า 8 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับ 3,381 วันที่ 8-11 กรกฎาคม 2561
5 เดือนยอดยังติดลบ
“วิศิษฐ์” กล่าวว่า ภาพรวมการส่งออก 6 กลุ่มสินค้าข้างต้นจากสมาชิกของสมาคมกว่า 200 บริษัท ช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ ส่งออกได้มูลค่า 7.47 หมื่นล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 7% โดยกลุ่มที่มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นได้แก่ อาหารทะเล (ส่งออกมูลค่า 4,785 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.1%) เครื่องปรุงและอาหารพร้อมทาน (มูลค่า 1.75 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1%) ส่วนกลุ่มที่ส่งออกลดลงได้แก่ ทูน่า (มูลค่า 3.15 หมื่นล้านบาท ลดลง 1%) สับปะรด(มูลค่า 7,080 ล้านบาท ลดลง 40.8%) ข้าวโพดหวาน (มูลค่า 2,856 ล้านบาท ลดลง 0.1%) ผักและผลไม้(มูลค่า 1.09 หมื่นล้านบาท ลดลง 8.9%)
[caption id="attachment_295780" align="aligncenter" width="382"]
“กลุ่มอาหารทะเล ข้าวโพดหวาน เครื่องปรุงและอาหารพร้อมทานยอดขายสินค้าและราคาดีขึ้น โดยอาหารทะเลเติบโตในสินค้าปลาซาร์ดีน ข้าวโพดหวานจากผลผลิตดี ตลาดเติบโตดี แต่ก็มีการแข่งขันสูง ส่วนกลุ่มทูน่า ผักและผลไม้ปริมาณส่งออกลดลงแต่ราคาสินค้าดีขึ้น โดยสินค้าที่ส่งได้มากขึ้นในกลุ่มทูน่าคือ Tuna Petfood ส่วนกลุ่มผักและผลไม้ที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลักได้รับผลกระทบเรื่องค่าเงินและการแข่งขันสูงในต่างประเทศ กลุ่มสับปะรด ยอดขายลดลงทั้งปริมาณและมูลค่า จากผลผลิตดีทั้งในประเทศและคู่แข่งขันคือฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย มีการแข่งขันสูง แต่ไทยเสียเปรียบ 2 ประเทศนี้ในตลาดสหภาพยุโรป(อียู) โดยฟิลิปปินส์ได้จีเอสพีพลัสภาษี 0% อินโดนีเซียได้จีเอสพีเสีย 15% ส่วนไทยถูกตัดจีเอสพีเสียภาษีนำเข้าสูงถึง 18.5%”
ครึ่งหลังดียกเว้นสับปะรด
อย่างไรก็ดี วิเคราะห์ปัจจัยบวก-ลบ ช่วงเดือนที่เหลือของปีนี้ ในแต่ละกลุ่มสินค้าก็ยังมีปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องที่แตกต่างกัน ตัวอย่างสินค้าทูน่าแปรรูปที่คาดการณ์มูลค่าการส่งออกรูปเงินบาททั้งปี 2561 จะเติบโตประมาณ 5% (ปีที่แล้วส่งออก 7.78 หมื่นล้านบาท) และสินค้าอาหารทะเลคาดจะเติบโตใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา(1.23 หมื่นล้านบาท) มีปัจจัยบวกจากรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ฉบับล่าสุดของสหรัฐฯ (TIP Report 2018) ได้ยกระดับประเทศไทยมาอยู่กลุ่มที่ 2 (Tier 2) ทำให้ภาพลักษณ์สินค้าประมงไทยดีขึ้น ผู้ซื้อซื้อด้วยความสบาย ใจมากขึ้น และผลจากเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวมากขึ้น การบริโภคเพิ่มขึ้น ส่วนปัจจัยลบ ได้แก่ ความไม่เพียงพอของวัตถุดิบ และวัตถุดิบราคาสูง รวมถึงมาตรการกีดกันการค้าของประเทศคู่ค้า และกฎระเบียบใหม่ๆ ของประเทศคู่ค้า เช่นมาตรการไอยูยูของยุโรปและสหรัฐอเมริกา
ส่วนในกลุ่มสับปะรด ช่วงต้นปีวัตถุดิบล้นโรงงาน และราคาสับปะรดลดลงจากผลผลิตล้นตลาด ซึ่งผลผลิตสับปะรดช่วงพีกจะออกมามากช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน แต่หลังจากนี้ผลผลิตจะเริ่มลดลง และในช่วงปลายปีคาดปริมาณวัตถุดิบจะลดจากต้นปีประมาณ 10-15% โดยปิดปริมาณวัตถุดิบของปี 2561 (ที่โรงงานจะใช้แปรรูป) คาดจะอยู่ที่ 1.8 ล้านตัน จากปี 2560 ปิดวัตถุดิบที่ 1.9 ล้านตัน ซึ่งจากราคาวัตถุดิบที่ลดลง (โรง งานรับซื้อ ณ ปัจจุบันที่ 2-4 บาท/กก. คาดจะส่งผลให้การส่งออกผลิต ภัณฑ์สับปะรดของไทยปีนี้จะลดลงจากปีที่แล้ว 15-20% (ปี 60 ส่งออก 2.40 หมื่นล้านบาท)
“ปัจจัยบวกของการส่งออกสินค้าสับปะรดเวลานี้คือเงินบาทที่อ่อนค่าลง ส่งผลดีต่อการแข่งขัน ส่วนปัจจัยลบคือ ไทยเสียเปรียบคู่แข่งขันสำคัญคือฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียที่เสียภาษีตํ่ากว่าเราในตลาดอียู และปัญหาของการปรับราคาของแผ่นเหล็กที่ใช้ทำกระป๋องปรับขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560”
อาหารพร้อมทานรุ่ง
ในกลุ่มข้าวโพดหวาน ทิศทางการผลิตและการส่งออกคาดปีนี้ปริมาณการผลิตและการส่งออกจะเติบโตได้ 10% (ปี 60 ส่งออก 6,638 ล้านบาท) ปัจจัยบวกจากเงินบาทที่อ่อนค่าลง และอุตสาหกรรมข้าวโพดหวานมีการรวมกลุ่มกันเป็นคลัสเตอร์ มีการหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นปัญหาต่างๆ ทำให้ได้ข้อมูลที่มีความถูกต้องและรวดเร็ว ส่วนปัจจัยลบคือมีการแข่งขันสูงกับสินค้าจากฝรั่งเศสและฮังการี
ขณะที่กลุ่มผักและผลไม้คาดการณ์ส่งออกปีนี้จะเติบโตประมาณ 3-5% (ปี 60 ส่งออก 3.02 หมื่นล้านบาท) โดยสินค้าที่ขยายตัวได้ดีคือผลไม้อบแห้งที่คาดว่าจะโตขึ้นประมาณ 5-10% เนื่องจากตลาดกำลังขยายตัวโดยเฉพาะตลาดจีน ที่ส่งออกเพิ่มขึ้นมากคือมะม่วงอบแห้ง ส่วนปัจจัยลบคือความแปรปรวนของสภาพอากาศปัจจุบัน ทำให้ผลผลิตผักและผลไม้ไม่แน่นอน รวมถึงการขาดแคลนวัตถุดิบมะพร้าว และกลุ่มเครื่องปรุงรสและอาหารพร้อมทานคาดปีนี้จะเติบโตได้ถึง 7-10% (ปี 60 ส่งออก 4.40 หมื่นล้านบาท) จากเป็นสินค้าที่สอดคล้องกับยุคปัจจุบัน เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ มีแนวโน้มเติบโตได้ดีในตลาดต่างประเทศ
และผลจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับอาลีบาบากรุ๊ปของจีนในการส่งเสริมการค้าไทยผ่านเว็บไซต์ Tmall.com ของเครืออาลีบาบา ซึ่งเป็นเว็บไซต์ค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในจีน ทำให้สินค้ากลุ่มนี้มีโอกาสและช่องทางการจำหน่ายสินค้ามากขึ้น ส่วนปัจจัยลบคือบรรจุภัณฑ์มีการปรับราคาสูงขึ้น
“ทั้งนี้ภาพรวมการส่งออกทั้ง 6 กลุ่มสินค้าของสมาคมในปี 2560 ยังคงคาดการส่งออกจะขยายตัวได้ที่ 5% หรือมีมูลค่ากว่า 2.04 แสนล้านบาท”
หน้า 8 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับ 3,381 วันที่ 8-11 กรกฎาคม 2561






