thansettakij
thansettakij
ค่าแรงป่วน กกร.ร้อง‘ตู่’ ทบทวนใหม่

ค่าแรงป่วน กกร.ร้อง‘ตู่’ ทบทวนใหม่

24 ม.ค. 61 | 09:02 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ม.ค. 61 | 16:01 น.
กกร.ร้อง “ประยุทธ์” ทบทวนมติปรับขึ้นค่าจ้างทั่วประเทศใหม่ โวยปรับสูงเกินกว่าที่คณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดเสนอ ชี้ดันต้นทุนพุ่ง คนเสี่ยงเตะฝุ่น ขณะอีคอนไทยชี้แรงงานต่างด้าวกว่า 2 ล้านคนได้อานิสงส์ นายจ้างเตรียมควักจ่ายเพิ่มกว่า 9 พันล้านต่อปี จับตาพนักงานรายเดือนขอปรับบ้าง

[caption id="attachment_136491" align="aligncenter" width="493"] กลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยคนใหม่ กลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยคนใหม่[/caption]

นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย เผยว่า จากที่กกร.ได้สอบถามความคิดเห็นไปยังสมาชิกหอการค้าต่างจังหวัดทั่วประเทศถึงผลกระทบต่อการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นตํ่า พบกว่า 92% เห็นว่าอัตราค่าจ้างขั้นตํ่าปี 2561 มีการปรับเกินกว่าที่คณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดเสนอต่อคณะกรรมการค่าจ้างแรงงานกลาง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มจังหวัด 35 จังหวัดที่คณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดไม่ได้เสนอปรับขึ้นค่าจ้าง

“กกร.เสนอให้รัฐบาลทบทวนมติอัตราค่าจ้างขั้นตํ่าใหม่ ให้เป็นไปตามมติคณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดและมีความสอดคล้องกับบทบัญญัติของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่กำหนดไว้ โดยได้นำมติดังกล่าวเสนอต่อนายกรัฐมนตรีแล้วเมื่อวันที่ 23 มกราคม”

[caption id="attachment_171610" align="aligncenter" width="336"] นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย[/caption]

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานคณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กกร.ไม่ได้ต่อต้านการปรับขึ้นค่าแรงขั้นตํ่า แต่เห็นว่าปรับเกินกว่าที่คณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดเสนอ ซึ่งไม่ตรงกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ ตัวอย่างเช่น จังหวัดระยองคณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดเสนอให้คงค่าจ้างไว้ที่ 308 บาทต่อวันแต่คณะกรรมการค่าจ้างแรงงานกลางกลับมีมติให้ขึ้นถึง 330 บาทต่อวัน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจมากโดยเฉพาะภาคการเกษตร และเอสเอ็มอี จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนแรงงาน และการผลิต สุดท้ายจะทำให้เกิดการว่างงานสูงขึ้น จากผู้ประกอบการหันไปใช้เครื่องจักรแทน

TP15-3333-2 “การปรับขึ้นค่าจ้างต้องยึด 2 เรื่องในการพิจารณา คือ 1.ยึดมติของคณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัด เพราะจะรู้จักพื้นที่ในแต่ละจังหวัดดีกว่าคณะกรรมการกลาง2.จะต้องอิงกับพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ตามมาตรา87 ที่มีเงื่อนไข 10 ข้อ เช่นปรับตามภาวะเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ เพื่อนำ มาคำนวณหาอัตราค่าจ้างที่แท้จริง ซึ่งอยากให้รัฐบาลทบทวนมติใหม่ กกร.มีหน้าที่เพียงเป็นกระจกสะท้อนปัญหา ซึ่งหากรัฐบาลยืนยัน ตามมติคณะกรรมการค่าจ้างกลาง กกร.และหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องจะสอบถามความคิดเห็นสมาชิกถึงมาตรการเยียวยาต่อไป”

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานส.อ.ท.เผยว่าก่อนหน้านี้มีกว่า 30 จังหวัด ได้พิจารณาและไม่เพิ่มค่าแรง แต่ผลที่ออกมาก็ปรับขึ้นทุกจังหวัด ทำให้สมาชิกในสภาหอการค้าฯ และสภาอุตสาหกรรมฯในนามกกร.มองว่าเกิดอะไรขึ้น ทำให้คณะอนุกรรมการไตรภาคีจังหวัดไม่มีความหมายอีกต่อไป และเป็นที่สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น

1-1 ขณะที่พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าจ้างครั้งนี้เพิ่มสูงขึ้นถึง 5% สูงสุดในรอบ 5 ปี ซึ่งได้มีการพิจารณาข้อมูลรอบด้านแล้วอย่างรอบคอบ โดยมีผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และภาครัฐซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิรวมอยู่ด้วย อีกทั้งรัฐบาลยังมีมาตรการต่างๆ ที่จะออกมารองรับผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ เพื่อประกาศในราชกิจจานุเษกษาให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2561 เป็นต้นไป ซึ่งขอให้ทุกฝ่ายเคารพมติบอร์ดค่าจ้าง และร่วมกันเดินหน้าเพื่อประเทศชาติต่อไป

[caption id="attachment_15468" align="aligncenter" width="503"] ธนิต โสรัตน์ ธนิต โสรัตน์[/caption]

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าการเตรียมปรับขึ้นค่าจ้างขั้นตํ่าครั้งนี้ มุมหนึ่งแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายที่อยู่ในไทยกว่า 2 ล้านคน (มีที่ขึ้นทะเบียนและผ่านพิสูจน์สัญชาติแล้ว 1.1 ล้านคน และรอพิสูจน์สัญชาติอีกราว 9 แสนคน) จะได้รับประโยชน์ค่อนข้างมาก เฉพาะอย่างยิ่งแรงงานเมียนมา กัมพูชา และลาวที่มีจำนวนมากสุดตามลำดับ ส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างรายวัน

“หากคำนวณการปรับขึ้นค่าจ้างเฉลี่ยที่ 12 บาทต่อวัน จากแรงงานต่างด้าว 2 ล้านคนใน 1 ปีนายจ้างต้องจ่ายเพิ่มกว่า 8,640 ล้านบาท และหากรวมค่าทำงานล่วงเวลา(โอที)อาจเพิ่มถึง 9,000 ล้านบาท การปรับครั้งนี้นอกจากแรงงานต่างด้าวที่จะได้รับประโยชน์แล้ว สิ่งที่จะตามมาคือลูกจ้างรายวันและรายเดือนที่เป็นคนไทย ซึ่งอยู่ในระบบประกันสังคมกว่า 10.6 ล้านคนก็จะขอปรับรายได้เพิ่มขึ้นเพราะไม่เช่นนั้นเพดานรายได้จะไม่ต่างกันมาก”

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,334 วันที่ 25 - 27 มกราคม พ.ศ. 2561
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว-9