
แฉ! นายทุนคลังก๊าซรุกที่ดอนหอยหลอด ชาวบ้านโวย‘ศูนย์ดำรงธรรม’เก็บเรื่องใส่ลิ้นชัก
ชุมชนบ้านแหลมใหญ่ สมุทรสงคราม แฉนายทุนก่อสร้างคลังก๊าซรุกที่สาธารณะ ลักไก่ต่อท่าเรือขนส่งเกินกว่ากรมเจ้าท่าอนุญาต ขณะที่เจ้าของเอ็นเอสแก๊สฯ อ้างทำถูกขั้นตอน ก่อสร้างตามใบอนุญาต
ตัวแทนชาวบ้านจากชุมชนบ้านแหลมใหญ่ (ดอนหอยหลอด) จ.สมุทรสงคราม เข้าร้องเรียนกอง บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ในเครือสปริงนิวส์ กรุ๊ป เกี่ยวกับการก่อสร้างคลังก๊าซและท่าเทียบเรือ ของบริษัท เอ็นเอสแก๊ส จำกัด รุกที่สาธารณะบริเวณ ต.แหลมใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม
ชาวบ้านรวมตัวกันร้องเรียน ทหารผ่านศูนย์ดำรงธรรมในพื้นที่ รวมทั้งสำนักงานเจ้าท่าจังหวัดสมุทรสงคราม ระบุชัดว่าเอ็นเอส แก๊สก่อสร้างท่าเทียบเรือรุกลํ้าเข้าลำนํ้าสาธารณะ ด้วยการปักเสาคอน กรีตลงคลองน้อย นอกจากนี้ยังมีการก่อสร้างคลังก๊าซในพื้นที่ชุ่ม นํ้า ซึ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ห้ามใช้พื้นที่ดังกล่าวสร้างคลังก๊าซ ศูนย์ดำรงธรรมรับปากว่าจะดำเนินการให้ถูกต้อง แต่เรื่องกลับเงียบหาย กระทั่งการก่อสร้างดำเนินการต่อจนเกือบแล้วเสร็จ
ที่มาการขออนุญาตก่อสร้างคลังก๊าซและท่าเรือนี้ ชุมชนบ้านแหลมได้ตรวจสอบพบว่าสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาสมุทรสงคราม อนุญาตให้บริษัท เอ็นเอสแก๊สฯ ก่อสร้างท่าเทียบเรือ เป็นการอนุญาตโดยมิชอบตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านนํ้าไทย (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2535 กฎกระทรวงฉบับที่ 63 พ.ศ. 2537 และประกาศกรมเจ้าท่าที่ 251/2541 โดยอ้างว่าผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายล่วงลํ้าลำนํ้า ไม่มีผลกระทบกับชาวบ้านในชุมชน และไม่จำเป็นต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่
แต่ข้อเท็จจริงการก่อสร้างดังกล่าวมีการปักแนวคอนกรีตในร่องนํ้าของคลองน้อย ทำให้กีดขวางการสัญจรของชาวชุมชนคลองน้อยทั้งชุมชน ในการออกไปประกอบอาชีพประมงชายฝั่ง
นอกจากนี้ มีการยื่นขออนุญาตก่อสร้างคลังก๊าซ กับสำนัก งานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2558 โดยแจ้งว่าผู้ประกอบการได้ขอยื่นตรวจสอบการใช้ประโยชน์ที่ดิน ขณะที่ยังไม่มีการใช้บังคับผังเมืองสมุทรสงคราม ซึ่งผังเมืองรวมประกาศวันที่ 12 มิถุนายน 2558 โดย พื้นที่ดังกล่าวถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ประเภทอนุรักษ์สภาพแวด ล้อม ห้ามใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อ สร้างคลังก๊าซปิโตรเลียมเหลว ตาม พระราชบัญญัติผังเมือง พ.ศ.2518
สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสมุทรสงคราม อนุญาตให้การก่อสร้างท่าเทียบเรือไม่ต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยอ้างว่าท่าเทียบเรือที่มีขนาดไม่เกิน 500 ตันกรอส นอกจากนี้ยังมีการอนุญาตให้ขุดร่องนํ้าใหม่ โดยไม่มีการวิเคราะห์ถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม ไม่มีการรับฟังความเห็นของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งไม่ชอบด้วยประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ที่ได้ขึ้นทะเบียนชุ่มนํ้าดอนหอยหลอดเป็นพื้นที่ชุ่มนํ้าที่มีความสำคัญของประเทศ ตามอนุสัญญาแรมชาร์
ขณะที่องค์การบริหารส่วนตำบลแหลมใหญ่ ออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารสำนักงานฐานวางก๊าซและรางระบายนํ้า ซึ่งก่อสร้างรุกลํ้ารางนํ้าสาธารณะ โดยอ้างว่าหากไม่อนุมัติก็จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 แต่การอนุญาตไม่ชอบตามกฎกระทรวงฉบับที่ 57 (พ.ศ.2544) และสำนักงานพลังงานจังหวัดสมุทรสาคร อนุญาตก่อสร้างโครงการคลังก๊าซขนาดความจุ 2 ล้านลิตร โดยแจ้งว่าได้พิจารณาตามใบอนุญาตก่อสร้างจาก อบต.แหลมใหญ่ ซึ่งคลังมีลักษณะไม่ขัดกับกฎหมายแต่อย่างใด
โดยไม่พิจารณาให้รอบคอบว่าทางผู้ประกอบการปฏิบัติตามขั้นตอนการขออนุญาตหรือไม่ โดยสำนักงานพลังงานจังหวัด มีหน้าที่ปฏิบัติตามขั้นตอนในการออกใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.ควบคุมนํ้ามันเชื้อเพลิง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2557 และ พ.ร.บ.การค้านํ้า มันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543
เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายจรูญ เอี่ยมสะอาด ประธานกรรมการ บริษัท เอ็นเอสแก๊ส แอลพีจี จำกัด ยืนยันกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าทำถูกขั้นตอนตามกฎหมาย และก่อสร้างตามแบบที่ได้ขออนุญาตไว้ แต่หลังจากมีชาวบ้านร้องเรียนโดยอ้างเรื่องการรุกลํ้าพื้นที่รัฐ ประกอบกับภาครัฐมีคำสั่งให้มีการปรับโครงการตามคำเรียกร้องของชาวบ้าน ทำให้บริษัทต้องกู้เงินจากธนาคารเพิ่ม ทำให้โครง การล่าช้ายังไม่แล้วเสร็จ ปัจจุบันมูลค่าเสียหายแล้วกว่า 100 ล้านบาท
“ที่ผ่านมาทางจังหวัดมีการตั้งคณะกรรมการสอบเรื่องดังกล่าวเมื่อปี 2559 รวมทั้งทางจังหวัดยังเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมเจ้าท่า คณะกรรมการสิ่งแวด ล้อมแห่งชาติ กรมผังเมือง กรมป่าไม้ กรมประมง เป็นต้น มีการประชุม ร่วมกันเพื่อพิจารณาเรื่องล่วงลํ้าลำนํ้า ซึ่งมีมติให้บริษัทสามารถทำท่าเรือได้ โดยโครงการดังกล่าวมูลค่าลงทุน 700 ล้านบาท ตามแผน เดิมจะต้องแล้วเสร็จในปี 2559 แต่ตอนนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2561” นายจรูญ กล่าว
ชาวบ้านรวมตัวกันร้องเรียน ทหารผ่านศูนย์ดำรงธรรมในพื้นที่ รวมทั้งสำนักงานเจ้าท่าจังหวัดสมุทรสงคราม ระบุชัดว่าเอ็นเอส แก๊สก่อสร้างท่าเทียบเรือรุกลํ้าเข้าลำนํ้าสาธารณะ ด้วยการปักเสาคอน กรีตลงคลองน้อย นอกจากนี้ยังมีการก่อสร้างคลังก๊าซในพื้นที่ชุ่ม นํ้า ซึ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ห้ามใช้พื้นที่ดังกล่าวสร้างคลังก๊าซ ศูนย์ดำรงธรรมรับปากว่าจะดำเนินการให้ถูกต้อง แต่เรื่องกลับเงียบหาย กระทั่งการก่อสร้างดำเนินการต่อจนเกือบแล้วเสร็จ
แต่ข้อเท็จจริงการก่อสร้างดังกล่าวมีการปักแนวคอนกรีตในร่องนํ้าของคลองน้อย ทำให้กีดขวางการสัญจรของชาวชุมชนคลองน้อยทั้งชุมชน ในการออกไปประกอบอาชีพประมงชายฝั่ง
นอกจากนี้ มีการยื่นขออนุญาตก่อสร้างคลังก๊าซ กับสำนัก งานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2558 โดยแจ้งว่าผู้ประกอบการได้ขอยื่นตรวจสอบการใช้ประโยชน์ที่ดิน ขณะที่ยังไม่มีการใช้บังคับผังเมืองสมุทรสงคราม ซึ่งผังเมืองรวมประกาศวันที่ 12 มิถุนายน 2558 โดย พื้นที่ดังกล่าวถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ประเภทอนุรักษ์สภาพแวด ล้อม ห้ามใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อ สร้างคลังก๊าซปิโตรเลียมเหลว ตาม พระราชบัญญัติผังเมือง พ.ศ.2518
ขณะที่องค์การบริหารส่วนตำบลแหลมใหญ่ ออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารสำนักงานฐานวางก๊าซและรางระบายนํ้า ซึ่งก่อสร้างรุกลํ้ารางนํ้าสาธารณะ โดยอ้างว่าหากไม่อนุมัติก็จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 แต่การอนุญาตไม่ชอบตามกฎกระทรวงฉบับที่ 57 (พ.ศ.2544) และสำนักงานพลังงานจังหวัดสมุทรสาคร อนุญาตก่อสร้างโครงการคลังก๊าซขนาดความจุ 2 ล้านลิตร โดยแจ้งว่าได้พิจารณาตามใบอนุญาตก่อสร้างจาก อบต.แหลมใหญ่ ซึ่งคลังมีลักษณะไม่ขัดกับกฎหมายแต่อย่างใด
เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายจรูญ เอี่ยมสะอาด ประธานกรรมการ บริษัท เอ็นเอสแก๊ส แอลพีจี จำกัด ยืนยันกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าทำถูกขั้นตอนตามกฎหมาย และก่อสร้างตามแบบที่ได้ขออนุญาตไว้ แต่หลังจากมีชาวบ้านร้องเรียนโดยอ้างเรื่องการรุกลํ้าพื้นที่รัฐ ประกอบกับภาครัฐมีคำสั่งให้มีการปรับโครงการตามคำเรียกร้องของชาวบ้าน ทำให้บริษัทต้องกู้เงินจากธนาคารเพิ่ม ทำให้โครง การล่าช้ายังไม่แล้วเสร็จ ปัจจุบันมูลค่าเสียหายแล้วกว่า 100 ล้านบาท
“ที่ผ่านมาทางจังหวัดมีการตั้งคณะกรรมการสอบเรื่องดังกล่าวเมื่อปี 2559 รวมทั้งทางจังหวัดยังเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมเจ้าท่า คณะกรรมการสิ่งแวด ล้อมแห่งชาติ กรมผังเมือง กรมป่าไม้ กรมประมง เป็นต้น มีการประชุม ร่วมกันเพื่อพิจารณาเรื่องล่วงลํ้าลำนํ้า ซึ่งมีมติให้บริษัทสามารถทำท่าเรือได้ โดยโครงการดังกล่าวมูลค่าลงทุน 700 ล้านบาท ตามแผน เดิมจะต้องแล้วเสร็จในปี 2559 แต่ตอนนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2561” นายจรูญ กล่าว






