
อภ.ยุค4.0บุกตลาดยาเพื่อนบ้าน
ประธานบอร์ดอภ. เดินหน้าดันองค์การเภสัชกรรมสู่ยุค 4.0 เร่งพัฒนายาตั้ง
แต่ต้นนํ้าจนถึงปลายนํ้า พร้อมขานรับนโยบายนายกฯตู่ พัฒนาสมุนไพร ขณะเดียว กันเร่งดันยอดขายยาออกสู่ประเทศเพื่อนบ้าน 10%
น.พ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เปิดเผยถึงนโยบายการบริหารงานอภ. ภายหลังเข้ารับตำแหน่งใหม่ว่า จะดำเนินงานตามนโยบายของน.พ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ได้ให้นโยบายคณะกรรมการ ที่จะต้องร่วมกันพัฒนาปรับปรุง ผลักดันการดำเนินงานองอภ. ให้มีความทันสมัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่สำคัญการสร้างความมั่นคงด้านยา บริหารยาให้มีปริมาณเพียงพอ โดยไม่แข่งขันกับภาคเอกชน แต่ให้เติบโตไปด้วยกัน
[caption id="attachment_227438" align="aligncenter" width="402"]
น.พ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (อภ.)[/caption]
ขณะเดียวกันยังต้องดำเนินนโยบายตามแนวทางประเทศไทย 4.0 ด้วยการให้อภ. เป็นองค์การเภสัชกรรม 4.0 อาทิ การสร้างความมั่นคงด้านยา โดยมุ่งคิดค้น วิจัย และพัฒนาสร้าง สรรค์ผลิตภัณฑ์เชิงนวัตกรรมใหม่ๆ ออกสู่ระบบยาของประเทศอย่างต่อเนื่อง อาทิ ยาจำเป็นที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูง ประเภทกลุ่มยาโรคเรื้อรัง ได้แก่ เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ กลุ่มยาเอดส์ กลุ่มยารักษามะเร็ง รวมถึงยาที่มีราคาแพงผู้ป่วยไม่สามารถเข้าถึงได้ นอกจากนี้ ยังต้องพัฒนายาตั้งแต่ต้นนํ้าจนถึงปลายนํ้า รวมถึง การสร้างโรงงานผลิตยามะเร็งในอนาคต เพราะเป็นยาที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีระบบอัจฉริยะ และระบบดิจิตอลมาใช้ในกระบวนการผลิตด้วย
“คณะกรรมการชุดนี้ยังต้องสนองนโยบายนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการพัฒนายกระดับผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ให้มีคุณสมบัติเป็นยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่มีประสิทธิภาพสูง ตามนโยบายสมุนไพรของรัฐบาล และยาตำรับสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ และมีการแสวงหาพันธมิตรในการร่วมผลิต จัดหา และเป็นแหล่งผลิตสำรองในกรณีฉุกเฉิน ตลอดจนแสวงหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ๆ ที่มีคุณภาพภายนอกประเทศเพิ่มขึ้น”
สำหรับโครงการต่างๆ ของอภ. คณะกรรมการจะเร่งผลักดันให้ประสบความสำเร็จโดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก ภายใต้มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO-GMP) โครงการก่อสร้างโรงงานผลิตเภสัชเคมีภัณฑ์แห่งใหม่ เพื่อผลิตเคมีภัณฑ์ ชุดทดสอบ ผลิตภัณฑ์จากธรรม
ชาติ วัตถุดิบทางยา ซึ่งจะก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนธันวาคมนี้ ส่วนโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยาแห่งใหม่ในเฟสที่ 2 ย่านรังสิต ที่จะผลิตยานํ้า ครีม ขี้ผึ้ง ยาปราศจากเชื้อ ยาเม็ด ตลอดจนยารูปแบบอื่นๆ ซึ่งโรงงานดังกล่าวยังจะเป็นศูนย์กลางการ
กระจายยา และเวชภัณฑ์ที่มีความทันสมัยด้วย
ด้านดร.ภญ.มุกดาวรรณ ประกอบไวทยกิจ รองผู้อำนวยการ อภ. กล่าวว่า โรงงานที่รังสิตในเฟส 2 จะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีกจำนวนมาก อาทิ ยานํ้าจะเพิ่มกำลังการผลิตได้อีก 2 เท่า เป็นต้น ขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้งบประมาณ 5,607 ล้านบาท หากได้รับอนุมัติคาดว่าจะใช้ระยะเวลาการก่อสร้างประมาณ 18 เดือน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มผลิตยาได้ในช่วงเดือนกันยายน 2564 ขณะเดียวกันจะมีการย้ายฐานการผลิตยา 90% ที่สำนักงานถนนพระราม 6 ไปยังโรงงานแห่งใหม่ด้วย โดยนอกจากยาจะขายภายในประเทศแล้ว อภ.ยังมีแผนส่งยาออกไปขายในตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนยอดขายต่างประเทศเป็น 10% จากปัจจุบันมีสัดส่วน 2% ซึ่งปัจจุบันโรงงานของอภ.มียอดขายยา 2,778 ล้านบาท
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,311 วันที่ 5 - 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
น.พ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เปิดเผยถึงนโยบายการบริหารงานอภ. ภายหลังเข้ารับตำแหน่งใหม่ว่า จะดำเนินงานตามนโยบายของน.พ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ได้ให้นโยบายคณะกรรมการ ที่จะต้องร่วมกันพัฒนาปรับปรุง ผลักดันการดำเนินงานองอภ. ให้มีความทันสมัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่สำคัญการสร้างความมั่นคงด้านยา บริหารยาให้มีปริมาณเพียงพอ โดยไม่แข่งขันกับภาคเอกชน แต่ให้เติบโตไปด้วยกัน
[caption id="attachment_227438" align="aligncenter" width="402"]
ขณะเดียวกันยังต้องดำเนินนโยบายตามแนวทางประเทศไทย 4.0 ด้วยการให้อภ. เป็นองค์การเภสัชกรรม 4.0 อาทิ การสร้างความมั่นคงด้านยา โดยมุ่งคิดค้น วิจัย และพัฒนาสร้าง สรรค์ผลิตภัณฑ์เชิงนวัตกรรมใหม่ๆ ออกสู่ระบบยาของประเทศอย่างต่อเนื่อง อาทิ ยาจำเป็นที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูง ประเภทกลุ่มยาโรคเรื้อรัง ได้แก่ เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ กลุ่มยาเอดส์ กลุ่มยารักษามะเร็ง รวมถึงยาที่มีราคาแพงผู้ป่วยไม่สามารถเข้าถึงได้ นอกจากนี้ ยังต้องพัฒนายาตั้งแต่ต้นนํ้าจนถึงปลายนํ้า รวมถึง การสร้างโรงงานผลิตยามะเร็งในอนาคต เพราะเป็นยาที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีระบบอัจฉริยะ และระบบดิจิตอลมาใช้ในกระบวนการผลิตด้วย
“คณะกรรมการชุดนี้ยังต้องสนองนโยบายนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการพัฒนายกระดับผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ให้มีคุณสมบัติเป็นยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่มีประสิทธิภาพสูง ตามนโยบายสมุนไพรของรัฐบาล และยาตำรับสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ และมีการแสวงหาพันธมิตรในการร่วมผลิต จัดหา และเป็นแหล่งผลิตสำรองในกรณีฉุกเฉิน ตลอดจนแสวงหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ๆ ที่มีคุณภาพภายนอกประเทศเพิ่มขึ้น”
ด้านดร.ภญ.มุกดาวรรณ ประกอบไวทยกิจ รองผู้อำนวยการ อภ. กล่าวว่า โรงงานที่รังสิตในเฟส 2 จะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีกจำนวนมาก อาทิ ยานํ้าจะเพิ่มกำลังการผลิตได้อีก 2 เท่า เป็นต้น ขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้งบประมาณ 5,607 ล้านบาท หากได้รับอนุมัติคาดว่าจะใช้ระยะเวลาการก่อสร้างประมาณ 18 เดือน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มผลิตยาได้ในช่วงเดือนกันยายน 2564 ขณะเดียวกันจะมีการย้ายฐานการผลิตยา 90% ที่สำนักงานถนนพระราม 6 ไปยังโรงงานแห่งใหม่ด้วย โดยนอกจากยาจะขายภายในประเทศแล้ว อภ.ยังมีแผนส่งยาออกไปขายในตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนยอดขายต่างประเทศเป็น 10% จากปัจจุบันมีสัดส่วน 2% ซึ่งปัจจุบันโรงงานของอภ.มียอดขายยา 2,778 ล้านบาท
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,311 วันที่ 5 - 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560






