
Earmarked Tax ถึงเวลาต้องกำหนดเพดานงบ
ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้ “ภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ” หรือ Earmarked Tax ที่จัดเก็บภาษีบาป (ภาษีสุรา, เบียร์และยาสูบ) จัดสรรให้กับ 3 หน่วยงานคือ 1.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สัดส่วน 2% หรือประมาณปีละ 4,270 ล้านบาท (รัฐจัดเก็บภาษีบาปปีงบ 59 จำนวน 213,534 ล้านบาท ) 2.สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส 1.5% เพดานไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี และ 3.กองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ 2% หรือประมาณ 4,270 ล้านบาทต่อปี
++4 หน่วยงานงบ1.45 หมื่นล./ปี
ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ไฟเขียวร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ผู้สูงอายุ ฉบับที่...พ.ศ... กำหนดให้กองทุนผู้สูงอายุ มีอำนาจจัดเก็บเงินบำรุงกองทุน จากผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิต ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาษีบาป (ภาษีสุรา เบียร์ ยาสูบ) ในอัตรา 2% แต่ไม่เกิน 4,000 ล้านบาทต่อปี โดยให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเป็นผู้ดำเนินการเรียกเก็บเงินบำรุง ในการนำส่งเป็นรายได้ของกองทุน
วัตถุประสงค์เพื่อรองรับโครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยประมาณว่าภายในปี 2568 ผู้สูงอายุเกินกว่า 60 ปี จะเพิ่มเป็น 20% ของประชากร จากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 16% หรือ 10.3 ล้านคน และเพื่อหาแหล่งเงินรองรับรายจ่าย จากที่ผ่านมากองทุนชราภาพ ได้รับงบประมาณปีละ 6-7 หมื่นล้านบาท จ่ายเป็นเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุ 8 ล้านคน ตามขั้นบันไดรายละ 600-1,000 บาทต่อเดือน จำนวนนี้เป็นสูงอายุที่มีรายได้น้อย(ตํ่ากว่า 3 หมื่นบาทต่อปี ) ถึง 3.5 ล้านคน รวมไปถึงการที่รัฐหวังจะเพิ่มรายจากการที่ผู้สูงอายุที่มีฐานะ 5 ล้านราย ยอมสละสิทธิ์ไม่รับเบี้ยอีกราว 4,000 ล้านบาท ทำให้มีเงินเพิ่ม 8,000 ล้านบาทต่อปี หลังพ.ร.บ.ฉบับนี้บังคับใช้ในต้นปี 2561
รวมแล้วรัฐได้ใช้ภาษีบาปจัดสรรให้กับ 4 หน่วยงาน เป็นสัดส่วน 7.5% หรือประมาณ 1.45 หมื่นล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ดี การจัดสรรงบภาษีบาปเพื่อกองทุนผู้สูงอายุ แม้จะเป็นเรื่องจำเป็น แต่ก็มีคำถามตามมาว่า การใช้เงินในลักษณะนี้มีมากเกินไป และอาจสร้างวัฒนธรรม เอาอย่าง ใครมาเป็นรัฐบาลก็จะใช้จ่ายภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ ไม่ผ่านกระบวนงบประมาณที่ให้อำนาจสภาฯทำหน้าที่กลั่นกรอง
หากย้อนไปก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานกมธ.ยกร่าง (ขณะนั้น) เคยพิจารณากำหนดระยะเวลา ให้ยกเลิกใช้ภาษีเพื่อวัตถุประสงค์ ก่อนที่ประชุมกมธ. ในเวลาต่อมา จะพิจารณาให้ทั้ง 3 หน่วยงานคือ กองทุน สสส., ไทยพีบีเอส และกองทุนพัฒนากีฬาฯ สามารถรับงบอุดหนุนจากภาษีบาปต่อไปได้ แต่ทั้งนี้ได้กำหนดให้ทั้ง 3 หน่วยงาน ต้องไปแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้เสร็จสิ้นภายใน 2 ปี และหนึ่งในข้อเงื่อนไขคือ ต้องกำหนด “เงินเพดานขั้นสูงสุด” ที่ได้รับการจัดสรรแต่ละปีให้เกิดความชัดเจน โดยไม่ให้ยึดรูปแบบเดิมที่ได้งบตามเปอร์เซ็นต์รายได้จากภาษีบาป
++แนะคุมเพดาน
ทั้งนี้ประเด็นในเรื่อง การกำหนดงบจัดสรรตามเปอร์เซ็นต์ ฐานรายได้ภาษีบาป นายภัทร จารุวัฒนมงคล เศรษฐกร ปฏิบัติการ สำนักนโยบายการคลัง กระทรวงการคลัง เขียนไว้บทความ “Earmarked Tax” วารสารการคลังปริทัศน์ เสนอแนะว่า ควรมีการกำหนดเพดานรายได้สูงสุดในแต่ละปีงบประมาณของหน่วยงานที่ได้รับเงินอุดหนุนจาก Earmarked tax เนื่องจากการปรับโครงสร้างอัตราภาษีสุราฯใหม่ จะทำให้หน่วยงานที่ได้รับเงินอุดหนุน Earmarked tax จากภาษีบาป ได้รับเงินอุดหนุนเพิ่มขึ้นด้วย (ตามฐานจัดเก็บที่เพิ่ม) และควรมีการศึกษาระดับความเหมาะสมของเงินอุดหนุนที่หน่วยงานต่างๆ ได้รับจาก Earmarked tax ว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับผลการดำเนินงานของหน่วยงานดังกล่าวหรือไม่ ตลอดจนควรมีการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของหน่วยงานต่างๆ ที่ได้รับจาก Earmarked tax และให้หน่วยงานดังกล่าว เปิดเผยการใช้จ่ายเงินแก่สาธารณชน เพื่อให้มีความโปร่งใสมากขึ้น
สอดคล้องกับนายอธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า รัฐบาลควรจะกำหนดเพดานให้ชัดเจนว่าการ Earmark Tax ภาษีทั้งหมด ควรจะไม่เกินสัดส่วนเท่าไหร่ของรายได้ภาษีทั้งหมด การ Earmark ภาษีมากเกินไป จะเป็นผลเสียต่อวินัยการคลังในระยะยาว อย่าลืมว่าทุกวันนี้ นอกจากเรื่องของสสส. Thai PBS และกองทุนพัฒนาการกีฬา เรายังมีการจัดสรรรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนหนึ่งไปให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่แล้ว”
“ข้อดี Earmarked Tax กรณีของกองทุนผู้สูงอายุนี้ คือ รัฐบาลสามารถจัดหาแหล่งรายได้ที่มีความต่อเนื่องแน่นอนให้แก่กองทุนผู้สูงอายุ แต่ความคล่องตัว อิสระจากการไม่ต้องพึ่งพิงการจัดสรรงบประมาณจากส่วนกลางในอนาคตนี้ ก็ควรจะต้องควบคู่ไปกับการกำหนดเป้าหมาย การประเมินผลลัพธ์ที่ชัดเจนให้กับกองทุนนี้ด้วย”
++จ่อออกก.ม.ลูกคุมวินัยการใช้จ่าย
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างศึกษาที่จะกำหนดเพดานการใช้ Earmarted Tax ขณะนี้มี 2 หน่วยงานคือกองทุน สสส. และกองทุนเพื่อพัฒนากีฬาที่งบสนับสนุนจากภาษีบาป ยังยึดตามเปอร์เซ็นต์ที่ 2% รัฐอยู่ระหว่างทบทวนว่าจะกำหนดเพดานสูงสุด ไม่เกินที่ 2,000 ล้านบาทหรือเป็นไม่เกินที่ 4,000 ล้านบาท
“ยืนยันว่าการใช้จ่ายในลักษณะ Earmarted Tax ต่อไปจะไม่มีแน่ เพราะกฏหหมายลูก พ.ร.บ.ทุนหมุนเวียน ที่จะออกมาเร็วๆ นี้ วางข้อกำหนดวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด ครอบคลุมถึงการใช้จ่ายภาษีบาป มีการกำหนดเพดานการใช้งบ และระบบตรวจสอบอย่างชัดเจน แต่สาเหตุที่กองทุนผู้สูงอายุต้องใช้ Earmarted Tax เพราะเราเห็นความจำเป็น โครงสร้างประชากรไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย จึงต้องมีงบประมาณรองรับที่มั่นคงและแน่นอน เพราะกองทุนผู้สูงอายุขณะนี้มีเงินหมุนเวียนเพียงพันกว่าล้านบาท ไม่พอแน่”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,286 วันที่ 10 -12 สิงหาคม พ.ศ. 2560
++4 หน่วยงานงบ1.45 หมื่นล./ปี
ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ไฟเขียวร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ผู้สูงอายุ ฉบับที่...พ.ศ... กำหนดให้กองทุนผู้สูงอายุ มีอำนาจจัดเก็บเงินบำรุงกองทุน จากผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิต ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาษีบาป (ภาษีสุรา เบียร์ ยาสูบ) ในอัตรา 2% แต่ไม่เกิน 4,000 ล้านบาทต่อปี โดยให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเป็นผู้ดำเนินการเรียกเก็บเงินบำรุง ในการนำส่งเป็นรายได้ของกองทุน
วัตถุประสงค์เพื่อรองรับโครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยประมาณว่าภายในปี 2568 ผู้สูงอายุเกินกว่า 60 ปี จะเพิ่มเป็น 20% ของประชากร จากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 16% หรือ 10.3 ล้านคน และเพื่อหาแหล่งเงินรองรับรายจ่าย จากที่ผ่านมากองทุนชราภาพ ได้รับงบประมาณปีละ 6-7 หมื่นล้านบาท จ่ายเป็นเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุ 8 ล้านคน ตามขั้นบันไดรายละ 600-1,000 บาทต่อเดือน จำนวนนี้เป็นสูงอายุที่มีรายได้น้อย(ตํ่ากว่า 3 หมื่นบาทต่อปี ) ถึง 3.5 ล้านคน รวมไปถึงการที่รัฐหวังจะเพิ่มรายจากการที่ผู้สูงอายุที่มีฐานะ 5 ล้านราย ยอมสละสิทธิ์ไม่รับเบี้ยอีกราว 4,000 ล้านบาท ทำให้มีเงินเพิ่ม 8,000 ล้านบาทต่อปี หลังพ.ร.บ.ฉบับนี้บังคับใช้ในต้นปี 2561
รวมแล้วรัฐได้ใช้ภาษีบาปจัดสรรให้กับ 4 หน่วยงาน เป็นสัดส่วน 7.5% หรือประมาณ 1.45 หมื่นล้านบาทต่อปี
หากย้อนไปก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานกมธ.ยกร่าง (ขณะนั้น) เคยพิจารณากำหนดระยะเวลา ให้ยกเลิกใช้ภาษีเพื่อวัตถุประสงค์ ก่อนที่ประชุมกมธ. ในเวลาต่อมา จะพิจารณาให้ทั้ง 3 หน่วยงานคือ กองทุน สสส., ไทยพีบีเอส และกองทุนพัฒนากีฬาฯ สามารถรับงบอุดหนุนจากภาษีบาปต่อไปได้ แต่ทั้งนี้ได้กำหนดให้ทั้ง 3 หน่วยงาน ต้องไปแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้เสร็จสิ้นภายใน 2 ปี และหนึ่งในข้อเงื่อนไขคือ ต้องกำหนด “เงินเพดานขั้นสูงสุด” ที่ได้รับการจัดสรรแต่ละปีให้เกิดความชัดเจน โดยไม่ให้ยึดรูปแบบเดิมที่ได้งบตามเปอร์เซ็นต์รายได้จากภาษีบาป
++แนะคุมเพดาน
ทั้งนี้ประเด็นในเรื่อง การกำหนดงบจัดสรรตามเปอร์เซ็นต์ ฐานรายได้ภาษีบาป นายภัทร จารุวัฒนมงคล เศรษฐกร ปฏิบัติการ สำนักนโยบายการคลัง กระทรวงการคลัง เขียนไว้บทความ “Earmarked Tax” วารสารการคลังปริทัศน์ เสนอแนะว่า ควรมีการกำหนดเพดานรายได้สูงสุดในแต่ละปีงบประมาณของหน่วยงานที่ได้รับเงินอุดหนุนจาก Earmarked tax เนื่องจากการปรับโครงสร้างอัตราภาษีสุราฯใหม่ จะทำให้หน่วยงานที่ได้รับเงินอุดหนุน Earmarked tax จากภาษีบาป ได้รับเงินอุดหนุนเพิ่มขึ้นด้วย (ตามฐานจัดเก็บที่เพิ่ม) และควรมีการศึกษาระดับความเหมาะสมของเงินอุดหนุนที่หน่วยงานต่างๆ ได้รับจาก Earmarked tax ว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับผลการดำเนินงานของหน่วยงานดังกล่าวหรือไม่ ตลอดจนควรมีการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของหน่วยงานต่างๆ ที่ได้รับจาก Earmarked tax และให้หน่วยงานดังกล่าว เปิดเผยการใช้จ่ายเงินแก่สาธารณชน เพื่อให้มีความโปร่งใสมากขึ้น
สอดคล้องกับนายอธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า รัฐบาลควรจะกำหนดเพดานให้ชัดเจนว่าการ Earmark Tax ภาษีทั้งหมด ควรจะไม่เกินสัดส่วนเท่าไหร่ของรายได้ภาษีทั้งหมด การ Earmark ภาษีมากเกินไป จะเป็นผลเสียต่อวินัยการคลังในระยะยาว อย่าลืมว่าทุกวันนี้ นอกจากเรื่องของสสส. Thai PBS และกองทุนพัฒนาการกีฬา เรายังมีการจัดสรรรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนหนึ่งไปให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่แล้ว”
“ข้อดี Earmarked Tax กรณีของกองทุนผู้สูงอายุนี้ คือ รัฐบาลสามารถจัดหาแหล่งรายได้ที่มีความต่อเนื่องแน่นอนให้แก่กองทุนผู้สูงอายุ แต่ความคล่องตัว อิสระจากการไม่ต้องพึ่งพิงการจัดสรรงบประมาณจากส่วนกลางในอนาคตนี้ ก็ควรจะต้องควบคู่ไปกับการกำหนดเป้าหมาย การประเมินผลลัพธ์ที่ชัดเจนให้กับกองทุนนี้ด้วย”
++จ่อออกก.ม.ลูกคุมวินัยการใช้จ่าย
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างศึกษาที่จะกำหนดเพดานการใช้ Earmarted Tax ขณะนี้มี 2 หน่วยงานคือกองทุน สสส. และกองทุนเพื่อพัฒนากีฬาที่งบสนับสนุนจากภาษีบาป ยังยึดตามเปอร์เซ็นต์ที่ 2% รัฐอยู่ระหว่างทบทวนว่าจะกำหนดเพดานสูงสุด ไม่เกินที่ 2,000 ล้านบาทหรือเป็นไม่เกินที่ 4,000 ล้านบาท
“ยืนยันว่าการใช้จ่ายในลักษณะ Earmarted Tax ต่อไปจะไม่มีแน่ เพราะกฏหหมายลูก พ.ร.บ.ทุนหมุนเวียน ที่จะออกมาเร็วๆ นี้ วางข้อกำหนดวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด ครอบคลุมถึงการใช้จ่ายภาษีบาป มีการกำหนดเพดานการใช้งบ และระบบตรวจสอบอย่างชัดเจน แต่สาเหตุที่กองทุนผู้สูงอายุต้องใช้ Earmarted Tax เพราะเราเห็นความจำเป็น โครงสร้างประชากรไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย จึงต้องมีงบประมาณรองรับที่มั่นคงและแน่นอน เพราะกองทุนผู้สูงอายุขณะนี้มีเงินหมุนเวียนเพียงพันกว่าล้านบาท ไม่พอแน่”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,286 วันที่ 10 -12 สิงหาคม พ.ศ. 2560






