thansettakij
thansettakij
รัฐต้องชั่งน้ำหนัก “ปิดปั๊มกลางคืน” เสี่ยงสะเทือนโลจิสติกส์-เอสเอ็มอี

รัฐต้องชั่งน้ำหนัก “ปิดปั๊มกลางคืน” เสี่ยงสะเทือนโลจิสติกส์-เอสเอ็มอี

15 เม.ย. 69 | 10:26 น.
อัปเดตล่าสุด :15 เม.ย. 69 | 10:31 น.

มาตรการ “ปิดปั๊มกลางคืน” ถูกหยิบเป็นทางเลือกสู้วิกฤตพลังงานโลก แต่โจทย์ใหญ่ของรัฐไม่ใช่แค่ประหยัดน้ำมัน หากต้องชั่งน้ำหนักผลกระทบต่อโลจิสติกส์ เอสเอ็มอี และเศรษฐกิจฐานรากที่ยังเปราะบาง

KEY

POINTS

  • แนวคิดปิดสถานีบริการน้ำมันช่วงกลางคืน (22.00-05.00 น.) ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นมาตรการฉุกเฉินเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน แต่มีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
  • ภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งส่วนใหญ่เดินทางในเวลากลางคืน อาจทำให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้นและกระทบต่อราคาสินค้า
  • ผู้ประกอบการ SME ถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่จะได้รับผลกระทบทั้งจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และอาจกระทบธุรกิจค้าปลีก-ร้านอาหารในสถานีบริการน้ำมัน
  • ภาคเอกชนเรียกร้องให้รัฐบาลชั่งน้ำหนักผลดีผลเสียอย่างรอบคอบ และต้องมีแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจนพร้อมสื่อสารล่วงหน้าหากจำเป็นต้องใช้มาตรการนี้จริง

ท่ามกลางความกังวลต่อวิกฤตราคาพลังงานโลกจากสงครามและความขัดแย้งในหลายภูมิภาค แนวคิดการปิดสถานีเติมน้ำมันทั่วประเทศในช่วงเวลา 22.00-05.00 น. ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 ถูกหยิบยกขึ้นมาในฐานะ “มาตรการฉุกเฉิน” ที่รัฐบาลอาจต้องพิจารณา หากสถานการณ์พลังงานโลกยืดเยื้อและรุนแรงกว่าที่คาด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การปิดหรือไม่ปิด แต่คือรัฐบาลจะประเมินอย่างไรว่า ประเทศจะได้ประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวมากเพียงใด และผลประโยชน์ที่ได้คุ้มค่ากับผลกระทบทางเศรษฐกิจ การคมนาคม และการใช้ชีวิตของประชาชนหรือไม่

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หากรัฐจำเป็นต้องใช้มาตรการลักษณะนี้จริง สิ่งที่ต้องทำควบคู่กัน คือ การมีแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจน การสื่อสารเชิงรุก และการสร้างความเข้าใจให้ประชาชนและผู้ประกอบการทุกภาคส่วนเตรียมพร้อมล่วงหน้า

“รัฐบาลต้องอธิบายให้ชัดว่า ปิดปั๊มแล้วประเทศจะประหยัดพลังงานได้เท่าไร ลดต้นทุนพลังงานได้มากน้อยแค่ไหน และประชาชนจะต้องปรับตัวอย่างไร ไม่ใช่ประกาศใช้ทันทีโดยไม่มีแผนรองรับ”

นายแสงชัยเห็นว่า หากมีการปิดสถานีเติมน้ำมันในเวลากลางคืนจริง ผลกระทบอันดับแรกจะเกิดกับภาคขนส่งและโลจิสติกส์ โดยเฉพาะรถบรรทุกสินค้า รถขนส่งสินค้าเกษตร รถบัส และรถตู้โดยสาร ซึ่งจำนวนมากใช้เวลากลางคืนเป็นช่วงหลักในการเดินทางเพื่อลดต้นทุนและหลีกเลี่ยงการจราจร

 

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช

 

หากไม่สามารถเติมเชื้อเพลิงได้ในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้ประกอบการขนส่งอาจต้องเร่งเติมน้ำมันก่อนเวลา หรือเปลี่ยนแผนเส้นทาง ส่งผลให้ต้นทุนขนส่งสูงขึ้นทันที ขณะที่สินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งต้องส่งต่อในเวลากลางคืน อาจมีต้นทุนเพิ่มขึ้นและผลักภาระไปยังราคาสินค้าในที่สุด

“ต้องมีคำตอบว่า รถบรรทุก รถขนส่งสินค้าเกษตร รถโดยสารสาธารณะ จะได้รับการยกเว้นหรือไม่ และจะมีสถานีบางแห่งเปิดเฉพาะกิจในเส้นทางหลักหรือเปล่า ไม่เช่นนั้นห่วงโซ่โลจิสติกส์ของประเทศจะสะดุด”

อีกประเด็นที่ภาคธุรกิจต้องการความชัดเจน คือ การปิดดังกล่าวจะครอบคลุมเฉพาะสถานีบริการน้ำมัน หรือรวมถึงสถานีแก๊ส LPG, NGV และสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าด้วย เพราะหากรวมถึงสถานีแก๊ส จะกระทบต่อรถแท็กซี่ รถโดยสาร และรถบรรทุกจำนวนมากที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง ขณะที่หากรวมถึงสถานีชาร์จไฟฟ้า ก็จะกระทบต่อผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าและธุรกิจขนส่งสมัยใหม่

นายแสงชัย ระบุว่า รัฐบาลจำเป็นต้องกำหนดข้อยกเว้นและแนวปฏิบัติที่ชัดเจน เพราะหากประชาชนไม่มั่นใจว่าจะเติมน้ำมันหรือชาร์จรถได้เมื่อใด อาจทำให้เกิดความตื่นตระหนกและเร่งเติมพลังงานก่อนเวลา

“ความเสี่ยงอีกด้าน คือ การกักตุน เพราะคนจะคิดว่าพรุ่งนี้เติมไม่ได้ แล้วแห่ไปเติมพร้อมกันช่วงหัวค่ำ สุดท้ายกลับใช้น้ำมันมากขึ้นและสร้างความวุ่นวายมากกว่าเดิม”

นอกจากภาคขนส่งแล้ว ภาคการท่องเที่ยว ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าทั้งในและนอกสถานีน้ำมัน ก็เป็นอีกกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวและบนถนนสายหลัก ซึ่งมีลูกค้าเดินทางในช่วงกลางคืนจำนวนมาก การปิดสถานีบริการอาจทำให้รายได้ของร้านค้าลดลง และกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยที่ยังเผชิญต้นทุนสูงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอยู่แล้ว

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 ปี 2569 ยังส่งสัญญาณขยายตัวต่ำ จากผลกระทบของสงครามและความขัดแย้งที่กระจายตัวในหลายภูมิภาค ทั้งสงครามระหว่าง รัสเซีย และ ยูเครน ที่ยืดเยื้อ รวมถึงการเผชิญหน้าระหว่าง สหรัฐอเมริกา, อิสราเอล และ อิหร่าน ซึ่งมีแนวโน้มขยายวงกว้าง

หากสถานการณ์ลุกลามจนกระทบแหล่งน้ำมัน โรงไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน เชื้อเพลิง ปิโตรเคมี และค่าไฟฟ้าอาจปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบ สินค้าอุปโภคบริโภค ปัจจัยการผลิต และต้นทุนขนส่งพุ่งขึ้นต่อเนื่อง

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ภาคเอสเอ็มอีถือเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด เนื่องจากพึ่งพาพลังงานทั้งทางตรงและทางอ้อม ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ผู้ประกอบการจำนวนมากจึงต้องเร่งลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น บริหารสภาพคล่อง และหาตลาดใหม่เพื่อประคองกิจการ

“หลายธุรกิจพยายามยื้อเต็มที่ แต่ถ้าต้นทุนพลังงานยังขึ้นต่อเนื่อง สุดท้ายอาจต้องลดคน ลดกำลังผลิต หรือบางรายอาจจำเป็นต้องปิดกิจการ”

แม้ภาคเอกชนรายใหญ่และเอสเอ็มอีบางรายเริ่มช่วยเหลือพนักงานด้วยเงินพิเศษหรือสวัสดิการค่าครองชีพ แต่ภาครัฐยังจำเป็นต้องมีมาตรการรองรับที่เป็นรูปธรรมมากกว่านี้ ข้อเสนอของ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ต่อรัฐบาล ได้แก่ การปรับโครงสร้างต้นทุนและราคาพลังงานให้เป็นธรรม การตรึงค่าไฟฟ้า การออก “บัตรดิจิทัลพลังงานประชาชน” เพื่อใช้เป็นส่วนลดด้านพลังงานสำหรับประชาชน เกษตรกร และเอสเอ็มอี รวมถึงการจัดทำฐานข้อมูลการใช้พลังงานเพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นรายกลุ่มได้ตรงจุด

นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐลดค่าโดยสารขนส่งสาธารณะ ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งมวลชน เร่งปรับการขนส่งสินค้าไปสู่ระบบรางเพื่อลดต้นทุน และเพิ่มสิทธิประโยชน์ผ่านระบบประกันสังคมเพื่อลดภาระค่าครองชีพของแรงงาน

พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลพิจารณาโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” เพื่อประคับประคองกำลังซื้อและช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยในช่วงเศรษฐกิจเปราะบาง

สำหรับระยะกลางและระยะยาว แสงชัย ธีรกุลวาณิช เห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุนในโซลาร์ฟาร์มชุมชนและพลังงานสะอาดทุกประเภท เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ

“หากรัฐจะใช้มาตรการปิดปั๊มจริง ต้องเป็นทางเลือกสุดท้าย และต้องทำบนพื้นฐานของการมีข้อมูล มีแผน และมีส่วนร่วมจากประชาชน ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า” นายแสงชัยทิ้งท้าย