
จี้รัฐเร่งสางปัญหา โรงแรมเถื่อนภูเก็ต
ซีไนน์ โฮเทลเวิร์คส์ เผยผลสำรวจโรงแรมในภูเก็ต เถื่อนกว่า 1.29 พันแห่ง หวั่นกระทบการท่องเที่ยวภูเก็ตไม่ได้มาตรฐาน ทั้งยังไม่สามารถเก็บภาษีได้ ส่งผลตัวเลขรายได้ของภูเก็ต จะไม่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งมีผล ต่อการลงทุนใหม่ในโครงสร้างพื้นฐาน
รายงานฉบับใหม่ของ ซีไนน์ โฮเทลเวิร์คส์ บริษัทที่ปรึกษาด้านการโรงแรม ระบุว่า โรงแรมในภูเก็ตที่มีใบอนุญาตอย่างถูกต้องมีเพียง 1 ใน 4 ของจำนวนโรงแรมทั้งหมด (429 แห่งจาก 1,724 แห่ง) จากจำนวนโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาต 1,295 แห่งในภูเก็ต มีเพียง 6 แห่งที่คำร้องได้รับใบอนุญาตแล้ว อีก 1,001 แห่งกำลังรอการอนุมัติ และอีก 288 แห่งยังไม่ได้ยื่นคำร้อง
นายบิล บาร์เน็ต กรรมการผู้จัดการ ซีไนน์ โฮเทลเวิร์คส์ ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับโลกด้านการโรงแรมและการท่องเที่ยว เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า โรงแรมเถื่อนในจังหวัดภูเก็ต ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่นไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากภาษีประกอบการ กล่าวคือ ในขณะที่ภาคเอกชนกำลังสร้างโรงแรมเพิ่มขึ้น แต่ไม่จดทะเบียนให้ถูกต้อง จึงไม่ต้องเสียภาษี ทำให้โครงการต่างๆ ที่รัฐบาลสนับสนุน เช่น การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว พัฒนาการคมนาคม จะไม่ได้รับผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวเลย
ดังนั้นท้ายที่สุด การ เติบโตของการท่องเที่ยวในจังหวัดจะสวนทางกับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เมื่อนักท่องเที่ยวไม่ได้รับความสะดวกสบาย สถานที่ท่องเที่ยวเสื่อมโทรม เป็นต้น เหล่านี้จะทำให้นักท่องเที่ยวลดลง และเกิดผลกระทบกับการท่องเที่ยวและธุรกิจโรงแรมในเมืองภูเก็ตในอนาคตอย่างแน่นอน และขณะนี้การลงทุนของภาคเอกชนวิ่งแซงหน้าการทำงานของภาครัฐ ซึ่งเราพบว่ามีโรงแรมในภูเก็ตอยู่ระหว่างการก่อสร้างใหม่อีกกว่า 33 แห่ง ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งออกใบอนุญาตให้กับโรงแรม 1,295 แห่งที่ยื่นคำร้องไว้โดยเร็ว และเพื่อป้องกันความเสียหายที่ภูเก็ตอาจเสียชื่อเสียงเพราะปัญหานี้
ทั้งนี้ปัญหาในเรื่องนี้มีการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดคุยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยนายโชคชัย เดชอมรธัญ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ที่ได้ประ กาศมาตรการจัดการกับโรงแรมที่ไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบการ รณรงค์เรียกร้องให้นักเดินทาง ไม่เข้าพักในโรงแรมที่ไม่ได้จดทะเบียน และกำหนดเส้นตายในวันที่ 31 มกราคม 2560 สำหรับการดำเนินมาตรการต่อโรงแรมที่เปิดดำเนินการไม่ถูกต้อง แต่ 6 เดือนผ่านไปสถานการณ์ก็ยังคงไม่ดีขึ้น เนื่องจากกฎระเบียบ ที่เข้มงวด ซับซ้อน และล่าช้าเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการออกใบอนุญาตนั่นเอง ซึ่งขณะนี้ทางจังหวัดกำลังเร่งพิจารณาทบทวนข้อกำหนดต่างๆ แล้ว
[caption id="attachment_181329" align="aligncenter" width="380"]
จี้รัฐเร่งสางปัญหา โรงแรมเถื่อนภูเก็ต[/caption]
เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมีความหนักใจกับปัญหานี้เนื่องจากความต้องการจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีอยู่สูงส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึงภูเก็ตเพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่น นักท่องเที่ยวจากรัสเซียเดินทางมาที่สนามบินนานาชาติภูเก็ตเพิ่มขึ้น 17% ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2560 ในขณะที่ผู้โดยสารขาเข้าจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ขยายตัวเพิ่มขึ้น 8% โดยขณะนี้มี 17 สายการบินตรงจากจีนมายังภูเก็ต มีส่วนแบ่งการตลาดราว 2 ใน 3 ของนักเดินทางที่เดินทางมายังสนามบินแห่งนี้
ปัญหาดังกล่าวที่เกิดในตลาดอื่นๆ ในโลก อาทิ ธุรกิจ AirBnb มีข้อตกลงด้านภาษีมาก กว่า 200 ฉบับกับแต่ละเมืองทั่วโลก อาทิ ในกรุงปารีส AirBnb ต้องชำระภาษีโรงแรมในการจองและส่งเงินให้กับรัฐบาลท้องถิ่น เป็นต้น ดังนั้นรัฐบาลจึงควรนำตัวอย่างการแก้ปัญหาดังกล่าวมาปรับใช้กับไทย จะต้องมีมาตร การเก็บภาษีการท่องเที่ยวและภาษีการบริหารจัดการจากธุรกิจโรงแรมที่ไม่ได้รับอนุญาต อาทิ โรงแรมคอนโดมิเนียม เพื่อให้ประเทศไทยได้ผลประโยชน์จากธุรกิจดังกล่าวและนำมาพัฒนาการท่องเที่ยวต่อไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,280 วันที่ 20 - 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
รายงานฉบับใหม่ของ ซีไนน์ โฮเทลเวิร์คส์ บริษัทที่ปรึกษาด้านการโรงแรม ระบุว่า โรงแรมในภูเก็ตที่มีใบอนุญาตอย่างถูกต้องมีเพียง 1 ใน 4 ของจำนวนโรงแรมทั้งหมด (429 แห่งจาก 1,724 แห่ง) จากจำนวนโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาต 1,295 แห่งในภูเก็ต มีเพียง 6 แห่งที่คำร้องได้รับใบอนุญาตแล้ว อีก 1,001 แห่งกำลังรอการอนุมัติ และอีก 288 แห่งยังไม่ได้ยื่นคำร้อง
นายบิล บาร์เน็ต กรรมการผู้จัดการ ซีไนน์ โฮเทลเวิร์คส์ ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับโลกด้านการโรงแรมและการท่องเที่ยว เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า โรงแรมเถื่อนในจังหวัดภูเก็ต ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่นไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากภาษีประกอบการ กล่าวคือ ในขณะที่ภาคเอกชนกำลังสร้างโรงแรมเพิ่มขึ้น แต่ไม่จดทะเบียนให้ถูกต้อง จึงไม่ต้องเสียภาษี ทำให้โครงการต่างๆ ที่รัฐบาลสนับสนุน เช่น การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว พัฒนาการคมนาคม จะไม่ได้รับผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวเลย
ดังนั้นท้ายที่สุด การ เติบโตของการท่องเที่ยวในจังหวัดจะสวนทางกับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เมื่อนักท่องเที่ยวไม่ได้รับความสะดวกสบาย สถานที่ท่องเที่ยวเสื่อมโทรม เป็นต้น เหล่านี้จะทำให้นักท่องเที่ยวลดลง และเกิดผลกระทบกับการท่องเที่ยวและธุรกิจโรงแรมในเมืองภูเก็ตในอนาคตอย่างแน่นอน และขณะนี้การลงทุนของภาคเอกชนวิ่งแซงหน้าการทำงานของภาครัฐ ซึ่งเราพบว่ามีโรงแรมในภูเก็ตอยู่ระหว่างการก่อสร้างใหม่อีกกว่า 33 แห่ง ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งออกใบอนุญาตให้กับโรงแรม 1,295 แห่งที่ยื่นคำร้องไว้โดยเร็ว และเพื่อป้องกันความเสียหายที่ภูเก็ตอาจเสียชื่อเสียงเพราะปัญหานี้
ทั้งนี้ปัญหาในเรื่องนี้มีการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดคุยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยนายโชคชัย เดชอมรธัญ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ที่ได้ประ กาศมาตรการจัดการกับโรงแรมที่ไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบการ รณรงค์เรียกร้องให้นักเดินทาง ไม่เข้าพักในโรงแรมที่ไม่ได้จดทะเบียน และกำหนดเส้นตายในวันที่ 31 มกราคม 2560 สำหรับการดำเนินมาตรการต่อโรงแรมที่เปิดดำเนินการไม่ถูกต้อง แต่ 6 เดือนผ่านไปสถานการณ์ก็ยังคงไม่ดีขึ้น เนื่องจากกฎระเบียบ ที่เข้มงวด ซับซ้อน และล่าช้าเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการออกใบอนุญาตนั่นเอง ซึ่งขณะนี้ทางจังหวัดกำลังเร่งพิจารณาทบทวนข้อกำหนดต่างๆ แล้ว
[caption id="attachment_181329" align="aligncenter" width="380"]
เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมีความหนักใจกับปัญหานี้เนื่องจากความต้องการจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีอยู่สูงส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึงภูเก็ตเพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่น นักท่องเที่ยวจากรัสเซียเดินทางมาที่สนามบินนานาชาติภูเก็ตเพิ่มขึ้น 17% ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2560 ในขณะที่ผู้โดยสารขาเข้าจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ขยายตัวเพิ่มขึ้น 8% โดยขณะนี้มี 17 สายการบินตรงจากจีนมายังภูเก็ต มีส่วนแบ่งการตลาดราว 2 ใน 3 ของนักเดินทางที่เดินทางมายังสนามบินแห่งนี้
ปัญหาดังกล่าวที่เกิดในตลาดอื่นๆ ในโลก อาทิ ธุรกิจ AirBnb มีข้อตกลงด้านภาษีมาก กว่า 200 ฉบับกับแต่ละเมืองทั่วโลก อาทิ ในกรุงปารีส AirBnb ต้องชำระภาษีโรงแรมในการจองและส่งเงินให้กับรัฐบาลท้องถิ่น เป็นต้น ดังนั้นรัฐบาลจึงควรนำตัวอย่างการแก้ปัญหาดังกล่าวมาปรับใช้กับไทย จะต้องมีมาตร การเก็บภาษีการท่องเที่ยวและภาษีการบริหารจัดการจากธุรกิจโรงแรมที่ไม่ได้รับอนุญาต อาทิ โรงแรมคอนโดมิเนียม เพื่อให้ประเทศไทยได้ผลประโยชน์จากธุรกิจดังกล่าวและนำมาพัฒนาการท่องเที่ยวต่อไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,280 วันที่ 20 - 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2560






