
เดินหน้าอีก 2 นัดประชาพิจารณ์ร่างกฏหมายบัตรทอง
ไม่หวั่นโดนวอล์คเอาท์ สปสช.ชี้เป็นพัฒนาการประชาธิปไตย เดินหน้าต่อเปิดเวทีประชาพิจารณ์ร่างกฏหมายบัตรทองอีก 2 นัดอีสาน-กลาง ยันรวบรวมทุกความเห็นไม่มีตกหล่น
นพ.ประจักษวิช เล็บนาค รองเลขาธิการคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) และเลขานุการคณะกรรมการพิจารณาร่างพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ....... ให้สัมภาษณ์”ชั่วโมงฐานเศรษฐกิจ” ออกอากาศทางคลื่น 98.5 เมกะเฮิร์ตช สถานีวิทยุสปริงเรดิโอ เมื่อ 15.36-16.00 น.วันอังคารที่13 มิถุนายนที่ผ่านมา ยืนยันว่า จะจัดเวทีประชาพิจารณ์อีก 2 นัดต่อ ในวันเสาร์ที่ 17 มิถุนายน เป็นเวทีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จ.ขอนแก่น และวันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายนเป็นเวทีภาคกลาง ที่โรงแรมเซ็นทารา ศูนย์ราชการฯแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ
โดยเฉพาะเวทีภาคกลางที่กรุงเทพฯ ขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนเพื่อขอแสดงความคิดเห็นแล้วกว่า 500 คน กำลังพิจารณาว่าอาจต้องขยายห้องรองรับหรือไม่ อย่างไรก็ตามผู้ที่ประสงค์จะร่วมประชาพิจารณ์ไม่ว่าจะลงทะเบียนหรือไม่ก็สามารถเข้าร่วมได้ เพียงแต่ต้องจัดลำดับให้ผู้ลงทะเบียนได้แสดงความคิดเห็นก่อน หากเวลาไม่พอสามารถเสนอความเห็นด้วยข้อเขียนได้ ซึ่งคณะผู้จัดจะรวบรวมข้อเสนอทั้งหมดไปเสนอต่อโดยไม่ตกหล่นแม้แต่ความเห็นเดียว
“รวมทั้งการวอล์คเอาท์ของภาคประชาสังคมใน 2 เวทีแรกทั้งเวทีภาคใต้ที่สงขลา หรือภาคเหนือที่เชียงใหม่ ซึ่งมองว่าเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยที่ได้ยกระดับขึ้น โดยได้แสดงเหตุผลและทะยอยออกจากที่ประชุมไปโดยไม่มีเหตุวุ่นวาย รวมทั้งได้ให้ความคิดเห็นหรือประเด็นโต้แย้งไว้ ซึ่งเราก็จะรวบรวมด้วย ไม่ใช่ว่าวอล์คเอาท์แล้วจะถูกตัดออก เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาต่อไป”
นพ.ประจักษวิช กล่าวด้วยว่า กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2545ช่วงแรกยังไม่มีปัญหาในการปฎิบัติงาน แต่ต่อมาเมื่อมีกรณีต่าง ๆ เพิ่มขึ้น มีประเด็นที่เป็นข้อติดขัดหรือไม่ชัดเจนในการปฎิบัติงาน ซึ่งมีเสียงสะท้อนในการรับฟังความเห็นหรือประชาพิจารณ์ประจำปีมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอำนาจสปสช.ในการอนุมัติเงินช่วยเหลือเบื้องต้นสำหรับผู้รับบริการ รวมถึงผู้ให้บริการด้วยหรือไม่ ปัญหาคุณสมบัติของผู้จะเป็นเลขาธิการ สปสช. การอนุมัติเงินให้หน่วยงานเครือข่ายภาคประชาสังคม เป็นต้น
คสช.จึงใช้อำนาจตามม.44 แก้ไขปัญหาให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการและประสิทธิภาพการให้บริการของน่วยบริการสาธารณสุข ซึ่งในคำสั่งตอนท้ายระบุว่า เมื่อมีการแก้ไขกฎหมายให้เพิ่มเติมประเด็นต่าง ๆ ไว้ด้วย กระทรวงสาธารณสุขจึงแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาร่างพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฉบับใหม่นี้ขึ้น โดยมีตัวแทนจากทุกภาคส่วน ร่วมพิจารณายกร่าง เพื่อแก้ปัญหาข้อติดขัดเดิมทั้งหมดดังกล่าว ซึ่งในแต่ละประเด็นอาจมีความคิดเห็นแตกต่างขัดแย้งกัน หรือบางประเด็นยังมีผู้วิตกกังวลอยู่ แม้จะได้รับฟังการชี้แจงแล้ว เช่น การร่วมจ่าย ในหลักเดิมก็มีร่วมจ่าย 30 บาท อาจปรับเพิ่มเป็น 40 บาท หรือ 50 บาท แต่ไม่คาดหวังว่าจะเป็นเงินก้อนใหญ่ หรือเพื่อแก้ปัญหาขาดทุนของโรงพยาบาล คณะทำงานต้องประมวลข้อมูลทั้งหมดเสนอ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป
นพ.ประจักษวิช เล็บนาค รองเลขาธิการคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) และเลขานุการคณะกรรมการพิจารณาร่างพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ....... ให้สัมภาษณ์”ชั่วโมงฐานเศรษฐกิจ” ออกอากาศทางคลื่น 98.5 เมกะเฮิร์ตช สถานีวิทยุสปริงเรดิโอ เมื่อ 15.36-16.00 น.วันอังคารที่13 มิถุนายนที่ผ่านมา ยืนยันว่า จะจัดเวทีประชาพิจารณ์อีก 2 นัดต่อ ในวันเสาร์ที่ 17 มิถุนายน เป็นเวทีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จ.ขอนแก่น และวันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายนเป็นเวทีภาคกลาง ที่โรงแรมเซ็นทารา ศูนย์ราชการฯแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ
โดยเฉพาะเวทีภาคกลางที่กรุงเทพฯ ขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนเพื่อขอแสดงความคิดเห็นแล้วกว่า 500 คน กำลังพิจารณาว่าอาจต้องขยายห้องรองรับหรือไม่ อย่างไรก็ตามผู้ที่ประสงค์จะร่วมประชาพิจารณ์ไม่ว่าจะลงทะเบียนหรือไม่ก็สามารถเข้าร่วมได้ เพียงแต่ต้องจัดลำดับให้ผู้ลงทะเบียนได้แสดงความคิดเห็นก่อน หากเวลาไม่พอสามารถเสนอความเห็นด้วยข้อเขียนได้ ซึ่งคณะผู้จัดจะรวบรวมข้อเสนอทั้งหมดไปเสนอต่อโดยไม่ตกหล่นแม้แต่ความเห็นเดียว
“รวมทั้งการวอล์คเอาท์ของภาคประชาสังคมใน 2 เวทีแรกทั้งเวทีภาคใต้ที่สงขลา หรือภาคเหนือที่เชียงใหม่ ซึ่งมองว่าเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยที่ได้ยกระดับขึ้น โดยได้แสดงเหตุผลและทะยอยออกจากที่ประชุมไปโดยไม่มีเหตุวุ่นวาย รวมทั้งได้ให้ความคิดเห็นหรือประเด็นโต้แย้งไว้ ซึ่งเราก็จะรวบรวมด้วย ไม่ใช่ว่าวอล์คเอาท์แล้วจะถูกตัดออก เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาต่อไป”
คสช.จึงใช้อำนาจตามม.44 แก้ไขปัญหาให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการและประสิทธิภาพการให้บริการของน่วยบริการสาธารณสุข ซึ่งในคำสั่งตอนท้ายระบุว่า เมื่อมีการแก้ไขกฎหมายให้เพิ่มเติมประเด็นต่าง ๆ ไว้ด้วย กระทรวงสาธารณสุขจึงแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาร่างพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฉบับใหม่นี้ขึ้น โดยมีตัวแทนจากทุกภาคส่วน ร่วมพิจารณายกร่าง เพื่อแก้ปัญหาข้อติดขัดเดิมทั้งหมดดังกล่าว ซึ่งในแต่ละประเด็นอาจมีความคิดเห็นแตกต่างขัดแย้งกัน หรือบางประเด็นยังมีผู้วิตกกังวลอยู่ แม้จะได้รับฟังการชี้แจงแล้ว เช่น การร่วมจ่าย ในหลักเดิมก็มีร่วมจ่าย 30 บาท อาจปรับเพิ่มเป็น 40 บาท หรือ 50 บาท แต่ไม่คาดหวังว่าจะเป็นเงินก้อนใหญ่ หรือเพื่อแก้ปัญหาขาดทุนของโรงพยาบาล คณะทำงานต้องประมวลข้อมูลทั้งหมดเสนอ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป






