
เอ็กซเรย์เหล็กจีน ทำไมถึงป่วนโลก!
ปัจจุบันอุตสาหกรรมเหล็กดิบ(เหล็กขั้นต้นที่ยังไม่ได้นำไปแปรรูป)ของโลก มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง(ดูตาราง) โดยจีนเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุด เมื่อปี2558 มีปริมาณการผลิตรวม 803.8 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วน 49.6%ของกำลังผลิตทั้งหมด รองลงมาคือญี่ปุ่น มีปริมาณการผลิต 105.1ล้านตัน และอินเดีย มีปริมาณการผลิต 89.0 ล้านตัน และพบว่า การขยายตัวของการผลิตเหล็กของโลกนั้น ที่น่าจับตามองคือ จีนกับ อินเดีย จะเป็น 2 ประเทศที่มีการขยายตัวของการผลิตเหล็กในลำดับ1ใน5ของโลก โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่มาจากการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่(Emerging Country) โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชีย
[caption id="attachment_161681" align="aligncenter" width="471"]
เอ็กซเรย์เหล็กจีน ทำไมถึงป่วนโลก![/caption]
-จับตาจีน-อินเดีย
อย่างไรก็ตามที่น่าสนใจคือ จีนและอินเดียจะเป็น2ประเทศผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ ที่น่าจับตามองนับจากนี้ไป หลังจากที่จีนมีแผนจะลดกำลังผลิตเหล็กส่วนเกินลงภายในปี2563 ประมาณ 100-150 ล้านตัน ในขณะที่อินเดียมีแผนที่จะเพิ่มปริมาณการบริโภคเหล็กต่อหัว โดยตั้งเป้าว่า จะเพิ่มปริมาณการบริโภคเหล็กต่อหัวจากปัจจุบัน61กิโลกรัมต่อคนต่อปี จะเพิ่มเป็น160กิโลกรัมต่อคนต่อปี
สอดคล้องกับที่นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง กรรมการบริหารบริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด(มหาชน) หรือ MILLเปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ก่อนหน้านี้มีสปีกเกอร์จากอินเดียกล่าวในงานเกี่ยวกับทิศทางอุตสาหกรรมเหล็กว่าอีก 4-5 ปี อินเดียมีเป้าหมายว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตเหล็กเบอร์2 ของโลก โดยจะมีกำลังผลิตรวม 300 ล้านตันจากที่ปัจจุบันอยู่ที่เบอร์3 มีกำลังผลิตยังไม่ถึง100 ล้านตัน ขณะที่ญี่ปุ่นยังเป็นผู้ผลิตเบอร์2ของโลกที่ขนาดกำลังผลิตกว่า100ล้านตัน ส่วนจีนเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ซึ่งข้อมูลจากWorld Steel Association ระบุว่าจีนเป็นผู้ผลิตเหล็กดิบใหญ่อันดับ1 ของโลก มีกำลังผลิตประมาณ 1,036-1,140ล้านตันในปี2558 และมีปริมาณการผลิตเหล็กดิบประมาณ803.8 ล้านตัน มีการบริโภค700.4 ล้านตัน มีกำลังผลิตส่วนเกินประมาณ 232-336 ล้านตัน ซึ่งที่ผ่านมากำลังผลิตส่วนเกินของจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ภายในระยะเวลา 10 ปีจีนมีกำลังผลิตส่วนเกินพุ่งสูงขึ้นถึง387%
-รัฐบาลจีนเร่งแก้ปัญหา
จากปริมาณเหล็กที่ล้นตลาดในจีน จนทำให้รัฐบาลจีนต้องออกมาแก้ปัญหา เพราะกำลังผลิตส่วนเกินมีมากกว่าความต้องการใช้ในประเทศ จึงกำหนดมาตรการช่วยเหลือผู้ผลิตเหล็กภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอุดหนุนด้านต่างๆ เช่น อุดหนุนพื้นที่ในการสร้างโรงงาน อุดหนุนค่าน้ำ ค่าพลังงาน การจัดหาเงินกู้ รวมถึงมาตรการด้านการเงิน เพื่อทำให้ผู้ผลิตมีต้นทุนต่ำที่สุด
นอกจากนี้ยังมีเรื่องการเรียกเก็บภาษีส่งออกสำหรับการส่งออกสินค้าวัตกุดิบเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศในอัตราตั้งแต่5-25% และการกำหนดExport tax rebate ในอัตรา 5-13% สำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็ก โดยสินค้าที่ได้รับ Export tax rebate เพิ่มขึ้นจาก5% เป็น13% เช่นเหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กแผ่นรีดเย็น เหล็กแผ่นเคลือบทรงแบนAlloyed เหล็กทรงยาว Alloyed ท่อเหล็กรีดเย็นไร้สนิมไร้ตะเข็บ รวมถึงท่อเหล็กแบบเชื่อม
[caption id="attachment_161680" align="aligncenter" width="503"]
เอ็กซเรย์เหล็กจีน ทำไมถึงป่วนโลก![/caption]
-แผนพัฒนาระยะ5ปี
อีกทั้งจีนยังมีแผนในการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กระยะ5 ปีนับตั้งแต่เมื่อปี2559-2563ที่จะลดกำลังผลิตส่วนเกินของอุตสาหกรรมเหล็กในจีน โดยออกมาดูแลอุตสาหกรรมเหล็กมากขึ้นนอกจากสนับสนุนให้มีการส่งออกเหล็กแล้ว จีนยังไม่อนุญาติให้มีการเพิ่มกำลังผลิตสุทธิทั้งในการถลุงเหล็กและการผลิตเหล็กกล้า รวมถึงการปิดเตาถลุงและเตาหลอมที่มีขนาดเล็ก ขนาดเตาไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับ400ลูกบาศก์เมตรและขนาดเตาไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับ30ตัน โดยจะต้องรื้อถอนให้หมดตั้งแต่เมื่อปี2559 ยกเว้นโรงงานงานเหล็กที่เริ่มกระบวนการผลิตจากการนำแร่เหล็กมาทำการถลุงด้วยเตาถลุงทรงสูง (Blast Furnace)ที่ได้รับการรับรองเพื่อผลิตเหล็กหล่อและโรงงานEAFสำหรับการผลิตเหล็กล้าผสมสูง(High alloy steel)
รวมถึงบังคับให้ปิดโรงงานที่ล้าสมัย โดยใช้มาตรการที่กำหนดโดยรัฐบาลกลางตามกฏเกณฑ์ด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การควบคุมคุณภาพสินค้า มาตรฐานการใช้พลังงาน การดูแลด้านความปลอดภัย และใบอนุญาตทำธุรกิจและประกอบอุตสาหกรรม แดละห้ามตั้งโรงงานใหม่ในพื้นที่บริเวณชายฝั่ง ส่วนโรงงานปัจจุบันที่อยู่ในพื้นที่ภายในของประเทศ และวางแผนย้ายมาบริเวณชายฝั่ง จะต้องเข้าสู่โปรแกรมการย้ายโรงงาน ร่วมกับโครงการที่ปัจจุบันตั้งอยู่ในพื้นที่ชายฝั่ง และโรงงานที่ก่อสร้างอยู่หรืออยู่ระหว่างการย้ายโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นโรงงานที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลกลางแล้ว หรือรัฐบาลท้องถิ่นแล้ว หรืออยู่ระหว่างการก่อสร้าง หากมีหนี้สินในระดับสูง จะต้องหยุดดำเนินการและถูกประเมินเงื่อนไขใหม่ เพื่อให้ลดขนาดโรงงานลง ส่วนโรงงานที่ขาดสภาพคล่อง หรือบริษัทที่ล้มละลายจะถูกเร่งกระบวนการปรับโครงสร้าง
ด้วยมาตรการที่จีนจริงจังต่อการดูแลอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศมากขึ้น ทำให้จีนต้องส่งออกเหล็กส่วนเกินออกมาถล่มตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง และกำลังเป็นที่จับตามองว่า การยกเลิกการผลิตเหล็กของจีนที่ไม่มีประสิทธิภาพนั้น กำลังจะถูกโอนถ่ายเครื่องจักร เทคโนโลยีที่ ล่าสมัยออกมายังประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยหรือไม่
[caption id="attachment_156214" align="aligncenter" width="503"]
ประวิทย์ หอรุ่งเรือง กรรมการบริหารบริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด(มหาชน)หรือ MILL[/caption]
สำหรับประเทศไทย หากไม่มีกฏเหล็กที่เข้มงวด นอกจากจะกลายเป็น ที่ระบาดของตลาดเหล็กราคาถูกแล้ว ยังจะกลายเป็นแหล่งทิ้งเครื่องจักรเก่าอีกด้วย โดยจะเห็นว่าอุตสาหกรรมเหล็กเป็นส่วนประกอบสำคัญในอุตสาหกรรมต่อเนื่องจำนวนมาก (ดูกราฟวงกลม) ส่วนใหญ่ล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่องความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน
ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องเพิ่มยาแรงในการดูแลโดยยกระดับความเข้มข้นและมีความรวดเร็วในการแก้ปัญหาให้มากขึ้น ก่อนที่เหล็กจากจีนจะออกอาการป่วนโลกหนักขึ้นจนยากที่จะเยียวยา!
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,270 วันที่ 15 - 17 มิถุนายน พ.ศ. 2560
[caption id="attachment_161681" align="aligncenter" width="471"]
-จับตาจีน-อินเดีย
อย่างไรก็ตามที่น่าสนใจคือ จีนและอินเดียจะเป็น2ประเทศผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ ที่น่าจับตามองนับจากนี้ไป หลังจากที่จีนมีแผนจะลดกำลังผลิตเหล็กส่วนเกินลงภายในปี2563 ประมาณ 100-150 ล้านตัน ในขณะที่อินเดียมีแผนที่จะเพิ่มปริมาณการบริโภคเหล็กต่อหัว โดยตั้งเป้าว่า จะเพิ่มปริมาณการบริโภคเหล็กต่อหัวจากปัจจุบัน61กิโลกรัมต่อคนต่อปี จะเพิ่มเป็น160กิโลกรัมต่อคนต่อปี
สอดคล้องกับที่นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง กรรมการบริหารบริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด(มหาชน) หรือ MILLเปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ก่อนหน้านี้มีสปีกเกอร์จากอินเดียกล่าวในงานเกี่ยวกับทิศทางอุตสาหกรรมเหล็กว่าอีก 4-5 ปี อินเดียมีเป้าหมายว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตเหล็กเบอร์2 ของโลก โดยจะมีกำลังผลิตรวม 300 ล้านตันจากที่ปัจจุบันอยู่ที่เบอร์3 มีกำลังผลิตยังไม่ถึง100 ล้านตัน ขณะที่ญี่ปุ่นยังเป็นผู้ผลิตเบอร์2ของโลกที่ขนาดกำลังผลิตกว่า100ล้านตัน ส่วนจีนเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ซึ่งข้อมูลจากWorld Steel Association ระบุว่าจีนเป็นผู้ผลิตเหล็กดิบใหญ่อันดับ1 ของโลก มีกำลังผลิตประมาณ 1,036-1,140ล้านตันในปี2558 และมีปริมาณการผลิตเหล็กดิบประมาณ803.8 ล้านตัน มีการบริโภค700.4 ล้านตัน มีกำลังผลิตส่วนเกินประมาณ 232-336 ล้านตัน ซึ่งที่ผ่านมากำลังผลิตส่วนเกินของจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ภายในระยะเวลา 10 ปีจีนมีกำลังผลิตส่วนเกินพุ่งสูงขึ้นถึง387%
-รัฐบาลจีนเร่งแก้ปัญหา
จากปริมาณเหล็กที่ล้นตลาดในจีน จนทำให้รัฐบาลจีนต้องออกมาแก้ปัญหา เพราะกำลังผลิตส่วนเกินมีมากกว่าความต้องการใช้ในประเทศ จึงกำหนดมาตรการช่วยเหลือผู้ผลิตเหล็กภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอุดหนุนด้านต่างๆ เช่น อุดหนุนพื้นที่ในการสร้างโรงงาน อุดหนุนค่าน้ำ ค่าพลังงาน การจัดหาเงินกู้ รวมถึงมาตรการด้านการเงิน เพื่อทำให้ผู้ผลิตมีต้นทุนต่ำที่สุด
นอกจากนี้ยังมีเรื่องการเรียกเก็บภาษีส่งออกสำหรับการส่งออกสินค้าวัตกุดิบเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศในอัตราตั้งแต่5-25% และการกำหนดExport tax rebate ในอัตรา 5-13% สำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็ก โดยสินค้าที่ได้รับ Export tax rebate เพิ่มขึ้นจาก5% เป็น13% เช่นเหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กแผ่นรีดเย็น เหล็กแผ่นเคลือบทรงแบนAlloyed เหล็กทรงยาว Alloyed ท่อเหล็กรีดเย็นไร้สนิมไร้ตะเข็บ รวมถึงท่อเหล็กแบบเชื่อม
[caption id="attachment_161680" align="aligncenter" width="503"]
-แผนพัฒนาระยะ5ปี
อีกทั้งจีนยังมีแผนในการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กระยะ5 ปีนับตั้งแต่เมื่อปี2559-2563ที่จะลดกำลังผลิตส่วนเกินของอุตสาหกรรมเหล็กในจีน โดยออกมาดูแลอุตสาหกรรมเหล็กมากขึ้นนอกจากสนับสนุนให้มีการส่งออกเหล็กแล้ว จีนยังไม่อนุญาติให้มีการเพิ่มกำลังผลิตสุทธิทั้งในการถลุงเหล็กและการผลิตเหล็กกล้า รวมถึงการปิดเตาถลุงและเตาหลอมที่มีขนาดเล็ก ขนาดเตาไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับ400ลูกบาศก์เมตรและขนาดเตาไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับ30ตัน โดยจะต้องรื้อถอนให้หมดตั้งแต่เมื่อปี2559 ยกเว้นโรงงานงานเหล็กที่เริ่มกระบวนการผลิตจากการนำแร่เหล็กมาทำการถลุงด้วยเตาถลุงทรงสูง (Blast Furnace)ที่ได้รับการรับรองเพื่อผลิตเหล็กหล่อและโรงงานEAFสำหรับการผลิตเหล็กล้าผสมสูง(High alloy steel)
รวมถึงบังคับให้ปิดโรงงานที่ล้าสมัย โดยใช้มาตรการที่กำหนดโดยรัฐบาลกลางตามกฏเกณฑ์ด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การควบคุมคุณภาพสินค้า มาตรฐานการใช้พลังงาน การดูแลด้านความปลอดภัย และใบอนุญาตทำธุรกิจและประกอบอุตสาหกรรม แดละห้ามตั้งโรงงานใหม่ในพื้นที่บริเวณชายฝั่ง ส่วนโรงงานปัจจุบันที่อยู่ในพื้นที่ภายในของประเทศ และวางแผนย้ายมาบริเวณชายฝั่ง จะต้องเข้าสู่โปรแกรมการย้ายโรงงาน ร่วมกับโครงการที่ปัจจุบันตั้งอยู่ในพื้นที่ชายฝั่ง และโรงงานที่ก่อสร้างอยู่หรืออยู่ระหว่างการย้ายโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นโรงงานที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลกลางแล้ว หรือรัฐบาลท้องถิ่นแล้ว หรืออยู่ระหว่างการก่อสร้าง หากมีหนี้สินในระดับสูง จะต้องหยุดดำเนินการและถูกประเมินเงื่อนไขใหม่ เพื่อให้ลดขนาดโรงงานลง ส่วนโรงงานที่ขาดสภาพคล่อง หรือบริษัทที่ล้มละลายจะถูกเร่งกระบวนการปรับโครงสร้าง
ด้วยมาตรการที่จีนจริงจังต่อการดูแลอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศมากขึ้น ทำให้จีนต้องส่งออกเหล็กส่วนเกินออกมาถล่มตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง และกำลังเป็นที่จับตามองว่า การยกเลิกการผลิตเหล็กของจีนที่ไม่มีประสิทธิภาพนั้น กำลังจะถูกโอนถ่ายเครื่องจักร เทคโนโลยีที่ ล่าสมัยออกมายังประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยหรือไม่
[caption id="attachment_156214" align="aligncenter" width="503"]
สำหรับประเทศไทย หากไม่มีกฏเหล็กที่เข้มงวด นอกจากจะกลายเป็น ที่ระบาดของตลาดเหล็กราคาถูกแล้ว ยังจะกลายเป็นแหล่งทิ้งเครื่องจักรเก่าอีกด้วย โดยจะเห็นว่าอุตสาหกรรมเหล็กเป็นส่วนประกอบสำคัญในอุตสาหกรรมต่อเนื่องจำนวนมาก (ดูกราฟวงกลม) ส่วนใหญ่ล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่องความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน
ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องเพิ่มยาแรงในการดูแลโดยยกระดับความเข้มข้นและมีความรวดเร็วในการแก้ปัญหาให้มากขึ้น ก่อนที่เหล็กจากจีนจะออกอาการป่วนโลกหนักขึ้นจนยากที่จะเยียวยา!
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,270 วันที่ 15 - 17 มิถุนายน พ.ศ. 2560






