
ฉีดยาแรงปลุกนักช้อป เซ็นทรัล-เดอะ มอลล์ ทุ่มงบอุ้มศูนย์การค้า
"เซ็นทรัล-เดอะ มอลล์" อัดงบเฉียดพันล้าน จัดเต็มแผนการตลาดครบเครื่อง ทั้งออนไลน์-ออฟไลน์ปลุกมู้ด ดูดเงินนักช็อปออกจากกระเป๋า ช่วยร้านค้าดันยอดขายครึ่งปีหลังขยับ
แม้สมาคมผู้ค้าปลีกไทยจะออกมาประเมินดัชนีอุตสาหกรรมค้าปลีกในไตรมาส 1 ที่ผ่านมาว่าเติบโต 3.02% ใกล้เคียงกับการเติบโตของจีดีพี และจากปัจจัยต่างๆ จะทำให้ดัชนีค้าปลีกครึ่งปีแรกเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 3.2% ถือเป็นทิศทางที่ดี แต่ในทางตรงข้ามหากปัจจัยลบทั้งภายในและนอกประเทศเกิดขึ้น ย่อมส่งผลกระทบตามมา ทั้งจากการหมุนเวียนของเม็ดเงินลงทุนของทั้งภาครัฐและเอกชน รายได้ของประชากรและการใช้จ่ายที่ลดลง รวมถึงมูดการซื้อสินค้า สิ่งเหล่านี้เริ่มส่งสัญญาณให้เห็น และส่งผลกระทบโดยตรงไปยังร้านค้าต่างๆ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการที่จะต้องหามาตรการมาป้องกันและส่งเสริม เพื่อสร้างมูด ปลุกกำลังซื้อให้เกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้
[caption id="attachment_158081" align="aligncenter" width="503"]
วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด[/caption]
โดยนางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ผู้บริหาร "เดอะ มอลล์ ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์" เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า เดอะ มอลล์ปรับโครงสร้างใหม่ โดยจะให้น้ำหนักไปที่ศูนย์การค้าหรือช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์มากขึ้นซึ่งจะทำให้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น จากการเข้ามาของร้านค้าเช่า โดยบริษัทจะเพิ่มพื้นที่เช่าในส่วนของช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ ทั้งจากการซื้อพื้นที่เช่าเดิมจากลูกค้าที่เซ้งไปก่อนหน้านี้ และนำมาจัดสรรพร้อมนำเสนอร้านค้าแบรนด์ใหม่ๆ เพื่อใช้เป็นจุดขายในการดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการ
นอกจากนี้ยังปรับกลยุทธ์ในการทำตลาดผสมผสานการทำตลาดแบบออมนิ แชนนอล เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ลูกค้าที่ปรับเปลี่ยนหันมาสนใจในสังคมออนไลน์มากขึ้น โดยพบว่าในช่วงที่ผ่านมา ลูกค้ากลุ่ม Gen X ซึ่งนิยมเลือกซื้อสินค้าในสาขา เริ่มหันไปซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ขณะเดียวกันก็พบว่า ลูกค้ากลุ่ม Gen Z ซึ่งนิยมซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ ก็มาเลือกซื้อสินค้าที่สาขามากขึ้น ทำให้บริษัทจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ที่หลากหลายและผสมผสานเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าทุกกลุ่ม โดยสัดส่วนจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมเป็นหลัก
"จากการรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการซื้อสินค้าของลูกค้าผ่านบัตร M Card และ City M ทำให้พบว่า ลูกค้ามีการหมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนการซื้อสินค้า ชมสินค้า ดังนั้นการผสมผสานออนไลน์ ออนกราวนด์เข้าร่วมกันจะช่วยเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าได้มากขึ้น"
โดยในปลายไตรมาส 2 จะเริ่มเห็นกลยุทธ์ต่างๆ ออกมา ซึ่งลูกค้าแต่ละรายจะได้รับโปรโมชั่นที่แตกต่างกันไป ซึ่งจะเกิดจากการวิเคราะห์ข้อมูลจากบิ๊กดาต้าที่มี และนำมาจัดทำโปรโมชั่นเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มครอบครัว กลุ่มคุณแม่ กลุ่มวัยรุ่น เป็นต้น นอกจากนี้บริษัทยังให้ความสำคัญกับพันธมิตรในการร่วมมือกันทำแคมเปญ เพื่อเพิ่มแวลูให้กับแคมเปญนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นสายการบิน ธนาคาร โรงแรม โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น
นอกจากโปรโมชั่นที่จะเกิดขึ้นตามเซกเม้นท์ลูกค้าแล้วนั้น ยังมีอีเว้นท์ใหม่ๆเพื่อใช้เป็นกิจกรรมดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากขึ้น โดยที่ผ่านมาช้อปปิ้งเซ็นเตอร์จะจัดอีเว้นท์และโปรโมชั่นกว่า 300 งานต่อปี แบ่งเป็นอีเว้นท์ที่บริษัทจัดขึ้นเอง ร้านค้าเช่า และบุคคลภายนอกในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ซึ่งในอนาคตบริษัทจะปรับเพิ่มอีเว้นท์ขนาดใหญ่จากเดิมที่จัด 1 ครั้งต่อเดือน เป็น 4 ครั้งต่อเดือนหรือเฉลี่ยสัปดาห์ละครั้ง โดยเน้นอีเว้นท์ระดับนานาชาติ เพื่อใช้เป็นแรงดึดดูดลูกค้า และสร้างความแปลกใหม่ เช่น GOT7 THAILAND TOUR "NESTIVAL" , AVATAR : Discover Pandora – Bangkok , The Mall Japan Discovery เป็นต้น
"ในครึ่งปีหลังบริษัทเตรียมใช้งบการตลาดราว 500 ล้านบาทคิดเป็นสัดส่วนราว 60% ของงบการตลาดทั้งปี เพื่อทำกิจกรรมกระตุ้นกำลังซื้อลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้ามาจับจ่ายเลือกซื้อสินค้าในร้านค้าต่างๆ มากขึ้น ซึ่งจากพฤติกรรมลูกค้า ทำให้รู้ว่าปัจจัยที่ลูกค้าใช้เป็นเกณฑ์จะคำนึงถึงว่าจะเลือกไปห้างไหน จะมาจากร้านอาหาร ตามมาด้วยร้านค้าแบรนด์เนม และอื่นๆ"
[caption id="attachment_38536" align="aligncenter" width="503"]
ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา[/caption]
ด้านนายณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ , เซ็นทรัล พลาซา , เซ็นทรัล เฟสติวัล กล่าวว่า การผนึกรวมบัตร The 1 Card ของกลุ่มเซ็นทรัลเข้าด้วยกัน ทำให้บริษัทมีฐานข้อมูลจากสมาชิกกว่า 7 ล้านคน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถือว่ามีค่ามาก ในการนำมาใช้เป็นบิ๊กดาต้า และซัพพอร์ตการทำตลาดของศูนย์การค้าในอนาคต
เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องตามให้ทัน และปรับกลยุทธ์หรือแผนงานให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Gen M (Millennial Generations) ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ เป็นฐานของรีเทลเทรนด์ ซึ่งแม้จะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่มีอิทธิพลสูง เพราะเป็นผู้นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนกลุ่มอื่นๆ ดังนั้นจึงต้องเข้าให้ถึง โดยเฉพาะเทรนด์เรื่องไลฟ์สไตล์
[caption id="attachment_158041" align="aligncenter" width="236"]
ฉีดยาแรงปลุกนักช้อป เซ็นทรัล-เดอะ มอลล์ ทุ่มงบอุ้มศูนย์การค้า[/caption]
"จากบิ๊กดาต้า ทำให้รู้ว่าลูกค้ามีพฤติกรรมอะไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร และนำมาวางแผนนำเสนอสินค้า โปรโมชั่นที่ตอบโจกย์ โดยบริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวบัตรเครดิตของศูนย์การค้า เพื่อเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า และตอบรับความต้องการของลูกค้าในทุกๆกลุ่ม เพราะปัจจุบันศูนย์การค้าจะไม่ใช่สถานที่ที่มาเดินเพื่อซื้อสินค้าหรือใช้บริการเท่านั้น แต่จะเป็นเดสิเนชั่น ฟอร์ ออล สำหรับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่มทั้งคนไทยและต่างประเทศ"
กลยุทธ์การทำตลาดออมนิ แชนนอลจึงมีบทบาทสำคัญ เพราะการเข้าถึง การตอบโจกย์จะต้องรวดเร็ว และเฉพาะบุคคลมากขึ้น ความต้องการแบบเรียลไทม์ ดิจิตอลจะเข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญ และเมื่อนำมาผนวกเครื่องมืออื่นๆ จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น
นายณัฐกิตติ์ กล่าวอีกว่า ในครึ่งปีหลังบริษัทเตรียมใช้งบการตลาดอีกราว 400 ล้านบาทสำหรับศูนย์การค้าทั้ง 30 แห่ง โดยเฉลี่ยจะจัดงานอีเว้นท์ 200-300 งานต่อเดือน (รวมทุกศูนย์) ซึ่งในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นโลว์ซีซั่น จะจัดอีเว้นท์เพิ่มขึ้น 20% เพราะอีเว้นท์จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการดึงลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการในศูนย์ และเพิ่มเม็ดเงินในการจับจ่ายให้สูงขึ้นด้วย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,268 วันที่ 8 - 10 มิถุนายน พ.ศ. 2560
แม้สมาคมผู้ค้าปลีกไทยจะออกมาประเมินดัชนีอุตสาหกรรมค้าปลีกในไตรมาส 1 ที่ผ่านมาว่าเติบโต 3.02% ใกล้เคียงกับการเติบโตของจีดีพี และจากปัจจัยต่างๆ จะทำให้ดัชนีค้าปลีกครึ่งปีแรกเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 3.2% ถือเป็นทิศทางที่ดี แต่ในทางตรงข้ามหากปัจจัยลบทั้งภายในและนอกประเทศเกิดขึ้น ย่อมส่งผลกระทบตามมา ทั้งจากการหมุนเวียนของเม็ดเงินลงทุนของทั้งภาครัฐและเอกชน รายได้ของประชากรและการใช้จ่ายที่ลดลง รวมถึงมูดการซื้อสินค้า สิ่งเหล่านี้เริ่มส่งสัญญาณให้เห็น และส่งผลกระทบโดยตรงไปยังร้านค้าต่างๆ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการที่จะต้องหามาตรการมาป้องกันและส่งเสริม เพื่อสร้างมูด ปลุกกำลังซื้อให้เกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้
[caption id="attachment_158081" align="aligncenter" width="503"]
โดยนางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ผู้บริหาร "เดอะ มอลล์ ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์" เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า เดอะ มอลล์ปรับโครงสร้างใหม่ โดยจะให้น้ำหนักไปที่ศูนย์การค้าหรือช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์มากขึ้นซึ่งจะทำให้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น จากการเข้ามาของร้านค้าเช่า โดยบริษัทจะเพิ่มพื้นที่เช่าในส่วนของช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ ทั้งจากการซื้อพื้นที่เช่าเดิมจากลูกค้าที่เซ้งไปก่อนหน้านี้ และนำมาจัดสรรพร้อมนำเสนอร้านค้าแบรนด์ใหม่ๆ เพื่อใช้เป็นจุดขายในการดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการ
นอกจากนี้ยังปรับกลยุทธ์ในการทำตลาดผสมผสานการทำตลาดแบบออมนิ แชนนอล เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ลูกค้าที่ปรับเปลี่ยนหันมาสนใจในสังคมออนไลน์มากขึ้น โดยพบว่าในช่วงที่ผ่านมา ลูกค้ากลุ่ม Gen X ซึ่งนิยมเลือกซื้อสินค้าในสาขา เริ่มหันไปซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ขณะเดียวกันก็พบว่า ลูกค้ากลุ่ม Gen Z ซึ่งนิยมซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ ก็มาเลือกซื้อสินค้าที่สาขามากขึ้น ทำให้บริษัทจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ที่หลากหลายและผสมผสานเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าทุกกลุ่ม โดยสัดส่วนจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมเป็นหลัก
"จากการรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการซื้อสินค้าของลูกค้าผ่านบัตร M Card และ City M ทำให้พบว่า ลูกค้ามีการหมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนการซื้อสินค้า ชมสินค้า ดังนั้นการผสมผสานออนไลน์ ออนกราวนด์เข้าร่วมกันจะช่วยเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าได้มากขึ้น"
โดยในปลายไตรมาส 2 จะเริ่มเห็นกลยุทธ์ต่างๆ ออกมา ซึ่งลูกค้าแต่ละรายจะได้รับโปรโมชั่นที่แตกต่างกันไป ซึ่งจะเกิดจากการวิเคราะห์ข้อมูลจากบิ๊กดาต้าที่มี และนำมาจัดทำโปรโมชั่นเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มครอบครัว กลุ่มคุณแม่ กลุ่มวัยรุ่น เป็นต้น นอกจากนี้บริษัทยังให้ความสำคัญกับพันธมิตรในการร่วมมือกันทำแคมเปญ เพื่อเพิ่มแวลูให้กับแคมเปญนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นสายการบิน ธนาคาร โรงแรม โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น
นอกจากโปรโมชั่นที่จะเกิดขึ้นตามเซกเม้นท์ลูกค้าแล้วนั้น ยังมีอีเว้นท์ใหม่ๆเพื่อใช้เป็นกิจกรรมดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากขึ้น โดยที่ผ่านมาช้อปปิ้งเซ็นเตอร์จะจัดอีเว้นท์และโปรโมชั่นกว่า 300 งานต่อปี แบ่งเป็นอีเว้นท์ที่บริษัทจัดขึ้นเอง ร้านค้าเช่า และบุคคลภายนอกในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ซึ่งในอนาคตบริษัทจะปรับเพิ่มอีเว้นท์ขนาดใหญ่จากเดิมที่จัด 1 ครั้งต่อเดือน เป็น 4 ครั้งต่อเดือนหรือเฉลี่ยสัปดาห์ละครั้ง โดยเน้นอีเว้นท์ระดับนานาชาติ เพื่อใช้เป็นแรงดึดดูดลูกค้า และสร้างความแปลกใหม่ เช่น GOT7 THAILAND TOUR "NESTIVAL" , AVATAR : Discover Pandora – Bangkok , The Mall Japan Discovery เป็นต้น
"ในครึ่งปีหลังบริษัทเตรียมใช้งบการตลาดราว 500 ล้านบาทคิดเป็นสัดส่วนราว 60% ของงบการตลาดทั้งปี เพื่อทำกิจกรรมกระตุ้นกำลังซื้อลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้ามาจับจ่ายเลือกซื้อสินค้าในร้านค้าต่างๆ มากขึ้น ซึ่งจากพฤติกรรมลูกค้า ทำให้รู้ว่าปัจจัยที่ลูกค้าใช้เป็นเกณฑ์จะคำนึงถึงว่าจะเลือกไปห้างไหน จะมาจากร้านอาหาร ตามมาด้วยร้านค้าแบรนด์เนม และอื่นๆ"
[caption id="attachment_38536" align="aligncenter" width="503"]
ด้านนายณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ , เซ็นทรัล พลาซา , เซ็นทรัล เฟสติวัล กล่าวว่า การผนึกรวมบัตร The 1 Card ของกลุ่มเซ็นทรัลเข้าด้วยกัน ทำให้บริษัทมีฐานข้อมูลจากสมาชิกกว่า 7 ล้านคน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถือว่ามีค่ามาก ในการนำมาใช้เป็นบิ๊กดาต้า และซัพพอร์ตการทำตลาดของศูนย์การค้าในอนาคต
เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องตามให้ทัน และปรับกลยุทธ์หรือแผนงานให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Gen M (Millennial Generations) ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ เป็นฐานของรีเทลเทรนด์ ซึ่งแม้จะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่มีอิทธิพลสูง เพราะเป็นผู้นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนกลุ่มอื่นๆ ดังนั้นจึงต้องเข้าให้ถึง โดยเฉพาะเทรนด์เรื่องไลฟ์สไตล์
[caption id="attachment_158041" align="aligncenter" width="236"]
"จากบิ๊กดาต้า ทำให้รู้ว่าลูกค้ามีพฤติกรรมอะไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร และนำมาวางแผนนำเสนอสินค้า โปรโมชั่นที่ตอบโจกย์ โดยบริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวบัตรเครดิตของศูนย์การค้า เพื่อเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า และตอบรับความต้องการของลูกค้าในทุกๆกลุ่ม เพราะปัจจุบันศูนย์การค้าจะไม่ใช่สถานที่ที่มาเดินเพื่อซื้อสินค้าหรือใช้บริการเท่านั้น แต่จะเป็นเดสิเนชั่น ฟอร์ ออล สำหรับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่มทั้งคนไทยและต่างประเทศ"
กลยุทธ์การทำตลาดออมนิ แชนนอลจึงมีบทบาทสำคัญ เพราะการเข้าถึง การตอบโจกย์จะต้องรวดเร็ว และเฉพาะบุคคลมากขึ้น ความต้องการแบบเรียลไทม์ ดิจิตอลจะเข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญ และเมื่อนำมาผนวกเครื่องมืออื่นๆ จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น
นายณัฐกิตติ์ กล่าวอีกว่า ในครึ่งปีหลังบริษัทเตรียมใช้งบการตลาดอีกราว 400 ล้านบาทสำหรับศูนย์การค้าทั้ง 30 แห่ง โดยเฉลี่ยจะจัดงานอีเว้นท์ 200-300 งานต่อเดือน (รวมทุกศูนย์) ซึ่งในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นโลว์ซีซั่น จะจัดอีเว้นท์เพิ่มขึ้น 20% เพราะอีเว้นท์จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการดึงลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการในศูนย์ และเพิ่มเม็ดเงินในการจับจ่ายให้สูงขึ้นด้วย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,268 วันที่ 8 - 10 มิถุนายน พ.ศ. 2560






