thansettakij
thansettakij
กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ หวังกำลังซื้อฟื้นตัวต่อเนื่อง

กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ หวังกำลังซื้อฟื้นตัวต่อเนื่อง

09 มิ.ย. 60 | 10:00 น.
นับเป็นข่าวดีสำหรับภาพรวมตลาดอุตสาหกรมยานยนต์และชิ้นส่วนภายในตในประเทศที่กำลังจะเข้าสู่ครึ่งปีแรกเต็มตัวโดยเฉพาะในช่วง4 เดือนแรก ปีนี้ที่ตลาดรวมในประเทศเติบโตแล้วถึง15% โกวิทย์ ว่องกลกิจศิลป์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)สะท้อนมุมมองอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนผ่าน"ฐานเศรษฐกิจ"ถึงการขับเคลื่อนของอุตสาหกรรมดังกล่าวในปีนี้อย่างน่าสนใจ พร้อมทั้งมองปัจจัยเสี่ยงจากตลาดส่งออกที่ยังต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง

ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์มองว่า โดยภาพรวม แม้แนวโน้มตลาดภายในประเทศดีขึ้น แต่ก็ยังมีตัวแปรจากตลาดส่งออกด้วย โดยเบื้องต้นมองว่า ตลาดส่งออกน่าจะขยายตัวดีขึ้น แต่ไม่น่าจะทำได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงในตลาดโลกหลายด้านทั้งเหตุก่อการร้าย ตลาดยังขับเคลื่อนช้า เนื่องจาก รอดูนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาให้ชัดเจนก่อน อีกทั้งหลายประเทศ มีการเลือกตั้ง จำเป็นต้องรอดูนโยบายของแต่ละประเทศ รวมถึงความผันผวนของค่าเงินก็เป็นอีกปัจจัยเสี่ยงหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ตามกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์จะขยับตัวตามอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยปีนี้กลุ่มยานยนต์ตั้งเป้ายอดการผลิตและขายอยู่ที่ 2 ล้านคัน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นสัดส่วนของตลาดส่งออกราว 1.2 ล้านคัน และขายในประเทศราว8แสนคัน และมองว่าปีนี้แนวโน้มตลาดในประเทศน่าจะดีต่อเนื่อง หลังจากเผชิญกับปัญหาภัยแล้งน้อยลง ปริมาณน้ำดีขึ้น ราคาพืชผลทางการเกษตรดีขึ้น เช่น ยาง อีกทั้งจะเห็นว่ามีรถใหม่เปิดตัวทั้งนิสสัน เปิดตัว "โน๊ต" ใหม่ คอมแพ็ค แฮทช์แบค ชูจุดเด่นเทคโนโลยีการเคลื่อนที่อัจฉริยะ และฮอนด้าซีอาร์-วีตัวใหม่

สำหรับสถานการณ์ภาพรวมในครึ่งปีหลัง น่าจับตารถยนต์บางรุ่นมีการเปลี่ยนโฉม มีบรรยากาศรถใหม่เปิดตัว ส่วนที่เห็นว่าการจัดงานมอเตอร์โชว์ช่วงหลังๆมียอดจองน้อย แต่จากการสำรวจตลาดกลับพบว่าคนแห่ไปจองรถนอกงานมอเตอร์โชว์ เพราะเห็นว่ามีโปรโมชั่นดี และปัจจุบันงานมอเตอร์โชว์ก็ไม่ใช่ดัชนีชี้วัดตลาดรถยนต์ทั้งหมด แต่จะดูยอดรวมการจอง ยอดการขายรถทั้งระบบ ซึ่งขณะนี้เกือบจะสิ้นสุดครึ่งปีแรกปีนี้ พบว่าโดยรวมเป็นสัญญาบวก โดยได้รับอานิสงค์ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งรวมกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ด้วย

[caption id="attachment_100178" align="aligncenter" width="335"] โกวิทย์ ว่องกลกิจศิลป์  ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) โกวิทย์ ว่องกลกิจศิลป์
ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)[/caption]

-ฐานผลิตรถอีวีไทย
สำหรับฐานการผลิตรถอีวีในไทย ขณะนี้รัฐบาลก็ผลัดดันเต็มที่ในแง่การให้สิทธิประโยชน์รถยนต์ไฟฟ้าหรือรถอีวี ซึ่งก่อนหน้านี้ค่าย FOMM จากญี่ปุ่นก็มีการซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมกลุ่มอมตะไปแล้ว เพื่อเตรียมแผนผลิตรถอีวีส่งออกยุโรป ส่วน Tesla จากอเมริกา ที่ผลิตอยู่ในต่างประเทศ ยังผลิตไม่พอขาย หากมองโดยรวมการปลุกตลาดรถอีวีในประเทศยังต้องใช้เวลา เพราะเวลานี้ระบบโครงสร้างพื้นฐานของไทยก็ยังไม่พร้อม โดยเฉพาะระบบชาร์ตไฟ ถ้าชาร์ตที่บ้านกำลังไฟในปัจจุบันก็ไม่เพียงพอ ก็ต้องขยายขนาด การส่งกระแสไฟก็ต้องเพิ่มขึ้น หรือถ้าชาร์ตไฟบนถนนสถานีรองรับเพียงพอหรือไม่ เวลานี้ภาครัฐหนุนและปตท.ลงทุน จำนวน 200 สถานี ตามแนวเส้นทางกทม.-ระยอง ซึ่งก็ยังไม่คลุมพื้นที่ตรงอื่น ซึ่งตรงนี้มันควรจะกำหนดเป็นพื้นที่โซนอื่นด้วย โดยไม่จำกัดแค่พื้นที่กทม.-ระยองก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นได้

อย่างไรก็ตามตอนนี้รถอีวียังไม่มีใครผลิตในประเทศ ที่เห็นวิ่งตามถนนนั้นคือรถนำเข้า ซึ่งขณะนี้มีวิ่งยังไม่ถึง50 คัน และในส่วนนี้ไม่นับรวมรถไฮบริด นับจากนี้ไปก็ต้องดูในช่วงครึ่งปีหลังจะมีค่ายไหนขยับตัว เพราะครึ่งปีแรกสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เพิ่งประกาศสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน ซึ่งในเบื้องต้นค่ายFOMM จากญี่ปุ่น มีความตั้งใจมาก ส่วนค่าย Tesla จากอเมริกา โดยส่วนตัวยังไม่แน่ใจ ซึ่งตามเงื่อนยังมีเวลา เนื่องจากบีโอไอกำหนดให้เกิดการลงทุนภายใน3 ปีหลังได้รับบัตรส่งเสริม และให้มายื่นขอส่งเสริมได้ภายในสิ้นปี2561 แต่เท่าที่สังเกตรถรุ่นใหม่ตั้งแต่ปี 2559-2562 ยังไม่มีรถอีวีบรรจุอยู่ในแผน

-มองตลาดส่งออกชิ้นส่วนฯ
สำหรับตลาดชิ้นส่วนยานยนต์ถ้ามองในรอบ 4 ปี หรือระหว่างปี 2556-2559 ตลาดส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ ยังขยายตัวอยู่ เมื่อปี 2559 มีการส่งออกเป็นชิ้นส่วนยานยนต์ชนิดต่างๆออกไปเป็นมูลค่าเงิน 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2560 เฉพาะ3เดือนแรกส่งออกไปแล้ว 4,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูงขึ้นประมาณ 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน ส่วนการขายชิ้นส่วนในประเทศจะยึดตามการเติบโตของตลาดรถยนต์ ซึ่งเมื่อปีที่แล้วมียอดขาย 7.3 แสนคัน ปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 8 แสนคัน

-อีก5 ปีต้องเร่ง6ด้าน
นายโกวิทย์ กล่าวว่าอีกว่า 5 ปีนับจากนี้ไป จะต้องเร่งยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบใน 6 ด้าน คือ
1.เรื่องขีดความสามารถในการแข่งขัน ที่ไทยกำลังประสบปัญหาค่าแรงแพง แรงงานขาด และทางเดียวที่จะแก้ปัญหาให้พ้นกับดักผู้มีรายได้ปานกลางได้ จะต้องผลิตสินค้าที่มีทักษะในการผลิตที่สูงขึ้น มีนวัตกรรม ซึ่งเวลานี้ที่น่าเป็นห่วงคือ กลุ่มเอสเอ็มอีในอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งมีมากถึง 1,700-2,000 ราย เมื่อเทียบกับผู้ผลิตในประเทศรวมทั้งสิ้น2,500 ราย จะเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องเร่งปรับตัว

2.จะต้องใช้ประโยชน์จากอีอีซีให้มากขึ้น และภาครัฐจะต้องเร่งพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นที่ให้เพียงพอในพื้นที่3 จังหวัดคือระยอง ชลบุรีและฉะเชิงเทรา โดยเฉพาะ ถนน ท่าเรือ รถไฟ โดยภาครัฐเน้น 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งมียานยนต์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่จะต้องยกระดับให้ไฮเทคยิ่งขึ้น

3.จะต้องเร่งพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีขีดความสามารถสูงขึ้น สามารถใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนได้มากขึ้น

4.เตรียมรับมือกับการเข้าสู่วังคมสูงวัยในขณะที่อัตราการเกิดต่ำปริมาณแรงงานที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์จะค่อยๆลดลง จึงต้องเร่งวางระบบการผลิตเข้าสู่ระบบอัตโนมัติมากขึ้น เป็นไปตามแผนอุตสาหกรรม 4.0

5.ปรับระดับการศึกษาของแรงงานไทยใหม่ จากเดิมในแรงงาน100คน จะจบปริญญาตรี15 คน มีปวช.-ปวส. 530 คน ที่เหลือเป็นแรงงานที่ไม่ได้ใช้ฝีมือมาก โดยจะต้องเร่งปรับมาเป็นระดับปวช.-ปวส. 50% เป็นอย่างน้อย ไม่เช่นนั้นแล้วแรงงานไทยจะรองรับเทคโนโลยีไม่ได้

6.ต้องผลักดันศูนย์ทดสอบยานยนต์และชิ้นส่วนอย่างต่อเนื่อง ที่ทำไปแล้ว เช่น ศูนย์ทดสอบยางล้อ ที่สนามชัยเขต ฉะเชิงเทรา ที่ดิน 1,200 กว่าไร่ และพื้นที่รอบๆศูนย์ทดสอบควรเกิดสถาบันการศึกษา และควรมีศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานในพื้นที่ดังกล่าวด้วย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,268 วันที่ 8 - 10 มิถุนายน พ.ศ. 2560