
แนะผู้ถือหน่วยกองทุน"สิริวัฒนภักดี" ขายคืนหน่วยลงทุน เหตุได้ประโยชน์สูง
วันที่ 17 พ.ค.60-นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทย(บลจ .กรุงไทย) ในฐานะบริษัทจัดการกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ไทยรีเทล อินเวสเมนท์(TRIF) กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยคอมเมอร์เชียลอินเวสเม้นต์ (TCIF) และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยโฮเทลอินเวสเม้นต์ (THIF) ทั้งหมดเป็นกองทุนของกลุ่มนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของไทยเบฟ เปิดเผยว่า หลังการประชุมผู้ถือหน่วยลงทุนในส่วนของ TRIF ว่าได้เสนอให้ผู้ถือหน่วยรายย่อย207 รายที่เข้าประชุมใช้สิทธิในการขายคืนหน่วยลงทุนที่ราคา 14.50 บาทต่อหุ้นเพราะจะได้ประโยชน์สูงสุด
ซึ่งการที่ผู้ออกหน่วยลงทุนทั้ง 3 กองทุนที่มีมูลค่ารวมเกือบ 8 หมื่นล้านบาททำให้บริษัทได้รับผลกระทบในแง่ของผลประกอบการทันทีและถือเป็นการถอนหน่วยลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศและเป็นครั้งแรกที่มีการถอนหน่วยลงทุน โดยผู้ออกหน่วยลงทุนอ้างว่าไม่ต้องการแปลงกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือกองทุนรีท เพราะมีปัญหาเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะตามนโยบายของรัฐบาล แต่จะยังประกอบธุรกิจเหมือนเดิม
โดยผู้ถือหน่วยลงทุนรายย่อยจะต้องยื่นคำเสนอซื้อภายในวันที่ 31 พ.ค.-21 มิ.ย.และจะได้เงินคืนภายในวันที่ 3 ก.ค. โดยผู้ออกหน่วยลงทุนมีหนังสือยื่นอย่างเป็นทางการว่ามีความสามารถในการจัดหาเงินเพื่อชำระให้กับผู้ถือหน่วยอย่างแน่นอนเพราะส่วนใหญ่ผู้ถือหน่วยเป็นบริษัทในเครือของไทยเบฟ
นางชวินดากล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การถอนกองทุนทำให้กระทบกับเป้าหมายและผลประกอบการของบริษัทเพราะทั้ง 3 กองทุนมีเม็ดเงินสูง 8 หมื่นล้านบาทถอนการลงทุนและขอถอนจากการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทันทีเช่นกันทำให้บริษัทต้องเร่งหาแนวทางการออกกองทุนหรือการหาผู้ขายหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้นเพื่อทำให้ผลประกอบการของบริษัทเป็นไปตามเป้าหมาย และทางกลต.ควรจะต้องมีกฎระเบียบเพื่อควบคุมให้มากกว่านี้เพราะผู้ถือหน่วยเสียประโยชน์จากการลงทุน
ซึ่งการที่ผู้ออกหน่วยลงทุนทั้ง 3 กองทุนที่มีมูลค่ารวมเกือบ 8 หมื่นล้านบาททำให้บริษัทได้รับผลกระทบในแง่ของผลประกอบการทันทีและถือเป็นการถอนหน่วยลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศและเป็นครั้งแรกที่มีการถอนหน่วยลงทุน โดยผู้ออกหน่วยลงทุนอ้างว่าไม่ต้องการแปลงกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือกองทุนรีท เพราะมีปัญหาเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะตามนโยบายของรัฐบาล แต่จะยังประกอบธุรกิจเหมือนเดิม
โดยผู้ถือหน่วยลงทุนรายย่อยจะต้องยื่นคำเสนอซื้อภายในวันที่ 31 พ.ค.-21 มิ.ย.และจะได้เงินคืนภายในวันที่ 3 ก.ค. โดยผู้ออกหน่วยลงทุนมีหนังสือยื่นอย่างเป็นทางการว่ามีความสามารถในการจัดหาเงินเพื่อชำระให้กับผู้ถือหน่วยอย่างแน่นอนเพราะส่วนใหญ่ผู้ถือหน่วยเป็นบริษัทในเครือของไทยเบฟ
นางชวินดากล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การถอนกองทุนทำให้กระทบกับเป้าหมายและผลประกอบการของบริษัทเพราะทั้ง 3 กองทุนมีเม็ดเงินสูง 8 หมื่นล้านบาทถอนการลงทุนและขอถอนจากการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทันทีเช่นกันทำให้บริษัทต้องเร่งหาแนวทางการออกกองทุนหรือการหาผู้ขายหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้นเพื่อทำให้ผลประกอบการของบริษัทเป็นไปตามเป้าหมาย และทางกลต.ควรจะต้องมีกฎระเบียบเพื่อควบคุมให้มากกว่านี้เพราะผู้ถือหน่วยเสียประโยชน์จากการลงทุน






