
‘โบอิ้ง’ เปิดแนวรุก แข่งแอร์บัสชิงเครื่องบินใหม่2ศตวรรษ
การขยายตัวของธุรกิจการบินอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลจากการเติบโตของสายการบินโลว์คอสต์ทั่วโลก ส่งผลให้เกิดความต้องการเครื่องบินใหม่ในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ซึ่งโบอิ้ง มีแผนจะส่งมอบเครื่องบินใหม่ร่วม 4 หมื่นลำตั้งแต่ปี2559-2578 แต่ทำไมก่อนหน้านี้ทางโบอิ้ง จึงได้ปลดวิศวะกรนับพันคน อ่านได้จากสัมภาษณ์นายแรนดี้ ทินเซ็ธ รองประธานฝ่ายการตลาด โบอิ้ง คอมเมอร์เชียล แอร์เพลน
++ปลดวิศวกรเพิ่มประสิทธิภาพ
นายทินเซ็ธ เปิดใจว่า ธุรกิจการบินมีความแข็งแกร่งมากขึ้นและความต้องการเครื่องบินใหม่ทั่วโลกก็สูงขึ้น จากปัจจุบัน 2 หมื่นลำ จะเพิ่มเป็น 4 หมื่นลำในปี2578 ซึ่งเมื่อตลาดเครื่องบินขยายตัว โบอิ้งจำเป็นต้องพัฒนาการประกอบเครื่องบินหลายส่วนและการพัฒนาเครื่องบินรุ่นใหม่ๆ ทำให้บริษัทต้องคัดเลือกวิศวกรที่มีฝีมือมากขึ้น ซึ่งเรียกว่าเป็นขั้นตอนของการพัฒนา และโบอิ้งไม่ใช่เพียงรายเดียวที่ทยอยปลดพนักงาน บริษัทอื่นๆ ก็เป็นเช่นกัน เพราะเมื่อประสิทธิภาพสูงขึ้น จำนวนการจ้างงานคนจะน้อยลงตามไปด้วย
ส่วนทิศทางการขยายตัวของธุรกิจการบินอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากการเติบโตของสายการบินโลว์คอสต์ทั่วโลก เช่นเดียวกับโบอิ้ง (Boeing) ที่ครองแชมป์ผู้นำในการประกอบและส่งมอบเครื่องบินสำเร็จ ตั้งแต่ปี 2555-ปัจจุบัน ทั้งนี้เขามองว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า หรือประมาณปี 2580 การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะเฉลี่ยอยู่ที่ 2.9% ส่วนผู้โดยสาร อาจโต 4% ต่อปี ขณะที่ปริมาณผู้โดยสารเครื่องบินจะเพิ่มขึ้นปีละราว 4% ทำรายได้ต่อคนต่อไมล์เพิ่มขึ้น 4.8% ต่อปี และรายได้จากการขนส่งสินค้าจะเพิ่มขึ้นในอัตรา 4.2% ต่อปี โดยในปีนี้ธุรกิจการบินจะมีความแข็งแกร่งมากขึ้นจากปัจจัยราคาน้ำมันที่จะทำให้มีกำไรในการให้บริการเพิ่ม และความต้องการเครื่องบินใหม่ทั่วโลกที่เพิ่มเป็น 4 หมื่นลำในปี 2578 รวมมูลค่า 5,930,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ
[caption id="attachment_148895" align="aligncenter" width="503"]
‘โบอิ้ง’ เปิดแนวรุก แข่งแอร์บัสชิงเครื่องบินใหม่2ศตวรรษ[/caption]
โดยปริมาณความต้องการเครื่องบินใหม่ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอีก 20 ปีข้างหน้าคิดเป็นจำนวน 3,860 ลำ รวมมูลค่า 5.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 19.6 ล้านล้านบาท) โดยเครื่องบินแบบทางเดินเดียว มีความต้องการสูงสุดถึง 71% ของเครื่องบินทั้งหมด รองลงมาเป็นเครื่องบินขนาดเล็กแบบลำตัวกว้าง (รุ่น 787) คิดเป็น 13% และเครื่องบินขนาดกลางแบบลำตัวกว้าง (รุ่น 777) คิดเป็น 9%
อย่างไรก็ตาม เมื่อตลาดเครื่องบินขยายตัว บริการหลังการขายครอบคลุมบริการด้านการขนส่งสินค้าและบริการภาคพื้นดิน การซ่อมบำรุง การบริหารด้านการบิน การตลาด ทำให้คาดว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า มูลค่าธุรกิจบริการเพื่อการพาณิชย์ จะมีมูลค่าถึง 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าจะมีส่วนแบ่งการตลาดในการบริการอยู่ที่ 30-35%
++รุกโลว์คอสต์ เอเชีย-ไทย
กลยุทธ์สำคัญในทำตลาดของโบอิ้งหลักๆ คือ สนองความต้องการของเครื่องบินลำใหม่จากการเติบโตของโลว์คอสต์ แอร์ไลน์ส เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเปิดบริการในตลาดใหม่ๆหรือเส้นทางใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน และต้องการเปลี่ยนเครื่องบินลำเก่า ซึ่งคาดว่าจะมีถึง 40% ที่ซื้อเครื่องใหม่เพื่อแทนเครื่องเก่า โดยจีนเป็นลูกค้ารายใหญ่ของเอเชียในสัดส่วน 40% ส่วนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีสัดส่วนราว 25% ที่ลูกค้าส่วนใหญ่ คือ สายการบินในไทย เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
ทั้งนี้ตลาดเอเชียเป็นภูมิภาคที่รับมอบเครื่องมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง 15,130 ลำ รองลงมาเป็นตลาดอเมริกาเหนือ 8,330 ลำ และยุโรป 7,570 ลำ ตามลำดับ ดังนั้น เครื่องบินหลากหลายรุ่น จึงถูกขับเคลื่อนตามความต้องการของลูกค้า ทั้งในส่วนของเครื่องบินผู้โดยสารและขนส่ง ตั้งแต่เครื่องบินลำเล็กโบอิ้ง 737 ไปจนถึงเครื่องบินขนาดใหญ่สุดโบอิ้ง 747 โดยขณะนี้บริษัทฯ ได้รับคำสั่งซื้อจากสายการบินทั่วโลกรวมทุกประเภทเป็นจำนวน 5,715 ลำ มูลค่าราว 416 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.4 แสนล้านบาท)
++ดันโมเดลรุ่นใหม่แข่งแอร์บัส
สำหรับการพัฒนาเครื่องบินลำใหม่ ตลาดเครื่องบินขนาดเล็ก โบอิ้ง 737 MAX จะเป็นรุ่นล่าสุดที่มีความโดดเด่นเรื่องความประหยัดและคล่องตัว โดยโบอิ้ง 737 MAX 9 ได้ทำการทดลองเมื่อเร็วๆนี้ และคาดว่าจะส่งมอบลำแรกได้ในปี 2561 ทั้งคาดว่าในปี 2562 เครื่องบินในตระกูลนี้ ได้แก่ โบอิ้ง 737 MAX7 และโบอิ้ง 737 MAX 200 จะมีการขยายตัวมาก ส่วนโบอิ้ง 737 MAX 10 มีขนาดเท่ากับคู่แข่งแอร์บัส A320 เป็นเครื่องบินแบบทางเดินเดียวที่สามารถบินได้ไกลกว่า โบอิ้งรุ่น 737 ที่มีอยู่ เพราะมีน้ำหนักเบาและช่วยประหยัดต้นทุนของสายการบินได้ถึง 5% คาดว่าจะเปิดตัวได้ในปลายปีนี้และส่งมอบได้ในปี 2563
นอกจากนี้ยังได้ขยายโบอิ้งรุ่น 787-9 เพิ่มเป็นโบอิ้ง 787-10 และมีเครื่องบิน โบอิ้งตระกูล 777 ใหม่ ได้แก่ โบอิ้ง 777-8 โบอิ้ง 777-9 ที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าและขนาดใหญ่กว่ารุ่นเดิม นอกเหนือจากขนาดและจำนวนผู้โดยสารแล้ว โบอิ้งยังเน้นประสิทธิภาพและพิสัยการบิน เช่นเครื่องบินทางเดินเดียวไซส์กลางเปรียบเทียบกับแอร์บัส มีส่วนแบ่งการตลาด 50% ในส่วนเครื่องบินลำกว้าง ไลน์ผลิตภัณฑ์ของโบอิ้งถือว่ากว้างกว่า ครอบคลุมได้มากกว่า โดยมีถึง 3 กลุ่ม ตั้งแต่โบอิ้ง 787 โบอิ้ง 777 โบอิ้ง 747-8 และมีความสามารถมากกว่าคู่แข่ง ดูได้จากยอดตัวเลขของการส่งมอบเครื่องบิน 60% ถ้าเปรียบเทียบคลาสเดียวกัน อย่าง โบอิ้ง 787 และโบอิ้ง 777 มีถึง 5 รุ่นด้วยกัน เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่างแอร์บัสมีเพียง 3 รุ่น คือ A350 มี 2 รุ่น และ A300 มีรุ่นเดียว
ทั้งหมดล้วนเป็นการทิศทางการดำเนินธุรกิจของโบอิ้งที่เกิดขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจการบินการบินในอนาคต
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,261 วันที่ 14 - 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
++ปลดวิศวกรเพิ่มประสิทธิภาพ
นายทินเซ็ธ เปิดใจว่า ธุรกิจการบินมีความแข็งแกร่งมากขึ้นและความต้องการเครื่องบินใหม่ทั่วโลกก็สูงขึ้น จากปัจจุบัน 2 หมื่นลำ จะเพิ่มเป็น 4 หมื่นลำในปี2578 ซึ่งเมื่อตลาดเครื่องบินขยายตัว โบอิ้งจำเป็นต้องพัฒนาการประกอบเครื่องบินหลายส่วนและการพัฒนาเครื่องบินรุ่นใหม่ๆ ทำให้บริษัทต้องคัดเลือกวิศวกรที่มีฝีมือมากขึ้น ซึ่งเรียกว่าเป็นขั้นตอนของการพัฒนา และโบอิ้งไม่ใช่เพียงรายเดียวที่ทยอยปลดพนักงาน บริษัทอื่นๆ ก็เป็นเช่นกัน เพราะเมื่อประสิทธิภาพสูงขึ้น จำนวนการจ้างงานคนจะน้อยลงตามไปด้วย
ส่วนทิศทางการขยายตัวของธุรกิจการบินอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากการเติบโตของสายการบินโลว์คอสต์ทั่วโลก เช่นเดียวกับโบอิ้ง (Boeing) ที่ครองแชมป์ผู้นำในการประกอบและส่งมอบเครื่องบินสำเร็จ ตั้งแต่ปี 2555-ปัจจุบัน ทั้งนี้เขามองว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า หรือประมาณปี 2580 การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะเฉลี่ยอยู่ที่ 2.9% ส่วนผู้โดยสาร อาจโต 4% ต่อปี ขณะที่ปริมาณผู้โดยสารเครื่องบินจะเพิ่มขึ้นปีละราว 4% ทำรายได้ต่อคนต่อไมล์เพิ่มขึ้น 4.8% ต่อปี และรายได้จากการขนส่งสินค้าจะเพิ่มขึ้นในอัตรา 4.2% ต่อปี โดยในปีนี้ธุรกิจการบินจะมีความแข็งแกร่งมากขึ้นจากปัจจัยราคาน้ำมันที่จะทำให้มีกำไรในการให้บริการเพิ่ม และความต้องการเครื่องบินใหม่ทั่วโลกที่เพิ่มเป็น 4 หมื่นลำในปี 2578 รวมมูลค่า 5,930,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ
[caption id="attachment_148895" align="aligncenter" width="503"]
โดยปริมาณความต้องการเครื่องบินใหม่ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอีก 20 ปีข้างหน้าคิดเป็นจำนวน 3,860 ลำ รวมมูลค่า 5.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 19.6 ล้านล้านบาท) โดยเครื่องบินแบบทางเดินเดียว มีความต้องการสูงสุดถึง 71% ของเครื่องบินทั้งหมด รองลงมาเป็นเครื่องบินขนาดเล็กแบบลำตัวกว้าง (รุ่น 787) คิดเป็น 13% และเครื่องบินขนาดกลางแบบลำตัวกว้าง (รุ่น 777) คิดเป็น 9%
อย่างไรก็ตาม เมื่อตลาดเครื่องบินขยายตัว บริการหลังการขายครอบคลุมบริการด้านการขนส่งสินค้าและบริการภาคพื้นดิน การซ่อมบำรุง การบริหารด้านการบิน การตลาด ทำให้คาดว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า มูลค่าธุรกิจบริการเพื่อการพาณิชย์ จะมีมูลค่าถึง 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าจะมีส่วนแบ่งการตลาดในการบริการอยู่ที่ 30-35%
++รุกโลว์คอสต์ เอเชีย-ไทย
กลยุทธ์สำคัญในทำตลาดของโบอิ้งหลักๆ คือ สนองความต้องการของเครื่องบินลำใหม่จากการเติบโตของโลว์คอสต์ แอร์ไลน์ส เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเปิดบริการในตลาดใหม่ๆหรือเส้นทางใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน และต้องการเปลี่ยนเครื่องบินลำเก่า ซึ่งคาดว่าจะมีถึง 40% ที่ซื้อเครื่องใหม่เพื่อแทนเครื่องเก่า โดยจีนเป็นลูกค้ารายใหญ่ของเอเชียในสัดส่วน 40% ส่วนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีสัดส่วนราว 25% ที่ลูกค้าส่วนใหญ่ คือ สายการบินในไทย เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
ทั้งนี้ตลาดเอเชียเป็นภูมิภาคที่รับมอบเครื่องมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง 15,130 ลำ รองลงมาเป็นตลาดอเมริกาเหนือ 8,330 ลำ และยุโรป 7,570 ลำ ตามลำดับ ดังนั้น เครื่องบินหลากหลายรุ่น จึงถูกขับเคลื่อนตามความต้องการของลูกค้า ทั้งในส่วนของเครื่องบินผู้โดยสารและขนส่ง ตั้งแต่เครื่องบินลำเล็กโบอิ้ง 737 ไปจนถึงเครื่องบินขนาดใหญ่สุดโบอิ้ง 747 โดยขณะนี้บริษัทฯ ได้รับคำสั่งซื้อจากสายการบินทั่วโลกรวมทุกประเภทเป็นจำนวน 5,715 ลำ มูลค่าราว 416 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.4 แสนล้านบาท)
++ดันโมเดลรุ่นใหม่แข่งแอร์บัส
สำหรับการพัฒนาเครื่องบินลำใหม่ ตลาดเครื่องบินขนาดเล็ก โบอิ้ง 737 MAX จะเป็นรุ่นล่าสุดที่มีความโดดเด่นเรื่องความประหยัดและคล่องตัว โดยโบอิ้ง 737 MAX 9 ได้ทำการทดลองเมื่อเร็วๆนี้ และคาดว่าจะส่งมอบลำแรกได้ในปี 2561 ทั้งคาดว่าในปี 2562 เครื่องบินในตระกูลนี้ ได้แก่ โบอิ้ง 737 MAX7 และโบอิ้ง 737 MAX 200 จะมีการขยายตัวมาก ส่วนโบอิ้ง 737 MAX 10 มีขนาดเท่ากับคู่แข่งแอร์บัส A320 เป็นเครื่องบินแบบทางเดินเดียวที่สามารถบินได้ไกลกว่า โบอิ้งรุ่น 737 ที่มีอยู่ เพราะมีน้ำหนักเบาและช่วยประหยัดต้นทุนของสายการบินได้ถึง 5% คาดว่าจะเปิดตัวได้ในปลายปีนี้และส่งมอบได้ในปี 2563
นอกจากนี้ยังได้ขยายโบอิ้งรุ่น 787-9 เพิ่มเป็นโบอิ้ง 787-10 และมีเครื่องบิน โบอิ้งตระกูล 777 ใหม่ ได้แก่ โบอิ้ง 777-8 โบอิ้ง 777-9 ที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าและขนาดใหญ่กว่ารุ่นเดิม นอกเหนือจากขนาดและจำนวนผู้โดยสารแล้ว โบอิ้งยังเน้นประสิทธิภาพและพิสัยการบิน เช่นเครื่องบินทางเดินเดียวไซส์กลางเปรียบเทียบกับแอร์บัส มีส่วนแบ่งการตลาด 50% ในส่วนเครื่องบินลำกว้าง ไลน์ผลิตภัณฑ์ของโบอิ้งถือว่ากว้างกว่า ครอบคลุมได้มากกว่า โดยมีถึง 3 กลุ่ม ตั้งแต่โบอิ้ง 787 โบอิ้ง 777 โบอิ้ง 747-8 และมีความสามารถมากกว่าคู่แข่ง ดูได้จากยอดตัวเลขของการส่งมอบเครื่องบิน 60% ถ้าเปรียบเทียบคลาสเดียวกัน อย่าง โบอิ้ง 787 และโบอิ้ง 777 มีถึง 5 รุ่นด้วยกัน เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่างแอร์บัสมีเพียง 3 รุ่น คือ A350 มี 2 รุ่น และ A300 มีรุ่นเดียว
ทั้งหมดล้วนเป็นการทิศทางการดำเนินธุรกิจของโบอิ้งที่เกิดขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจการบินการบินในอนาคต
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,261 วันที่ 14 - 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2560






