thansettakij
thansettakij
เบี้ยประกันชีวิตQ1โต 5.59% ชูมาตรการรัฐ-ธุรกิจพัฒนาโปรดักต์หนุน

เบี้ยประกันชีวิตQ1โต 5.59% ชูมาตรการรัฐ-ธุรกิจพัฒนาโปรดักต์หนุน

10 พ.ค. 60 | 12:00 น.
สมาคมประกันชีวิตไทยแจงไตรมาสแรกปี2560 เบี้ยรับรวม 1.49 แสนล้านบาทเติบโต 5.59% ขณะเบี้ยรับรายใหม่ 3.97 หมื่นล้านบาทและเบี้ยรับปีต่อไป 1.09 แสนล้านบาท อัตราความคงอยู่ 84% คาดทั้งปีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 6% เบี้ยประกันภัยรับรวมประมาณ 5.97 แสนล้านบาท

นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า เบี้ยประกันชีวิตรับรวมไตรมาสที่ 1 ปี 2560 (มกราคม-มีนาคม) ทั้งสิ้น 1.49แสนล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อน 5.59% โดยแยกเป็นเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่จำนวน 3.97 หมื่นล้านบาท และเบี้ยประกันชีวิตรับปีต่อไปจำนวน 1.09 แสนล้านบาท อัตราความคงอยู่ 84%

ทั้งนี้ เบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ ประกอบด้วย (1) เบี้ยประกันชีวิตรับปีแรกจำนวน 26,153.19 ล้านบาท และ (2) เบี้ยประกันชีวิตรับจ่ายครั้งเดียวจำนวน 13,596.04 ล้านบาท โดยช่องทางธนาคารมีการขยายตัวมากเป็นพิเศษสัดส่วน 48.45% ของเบี้ยประกันชีวิตรับรวม รองลงมาเป็นการขายผ่านตัวแทนประกันชีวิต สัดส่วน 44.17% รายละเอียดดังนี้ อันดับ 1 การขายผ่านธนาคาร จำนวน 72,381.68 ล้านบาท สัดส่วน 48.45% หรือเติบโตขึ้น 7.40% เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา

อันดับ 2 การขายผ่านตัวแทนประกันชีวิต จำนวน 65,992.19 ล้านบาท สัดส่วน 44.17% หรือเติบโตขึ้น 3.62% อันดับ 3 การขายผ่านช่องทางการตลาดแบบตรง 4,034.31 ล้านบาท สัดส่วน 2.70% หรือเติบโตขึ้น2.83% อันดับ 4 การขายผ่านช่องทางอื่นๆ 6,999.03 ล้านบาท สัดส่วน 4.68% หรือเติบโตขึ้น 6.23%

ทั้งนี้ สมาคมประกันชีวิตไทยคาดการณ์อัตราการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตในนี้มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 6% เบี้ยประกันภัยรับรวมประมาณ 5.97แสนล้านบาท โดยมาจากปัจจัยสนับสนุนหลักได้แก่ แนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่จะขยายตัว 3.0-4.0%โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.หรือสภาพัฒน์ฯ)ซึ่งเป็นผลพวงจากเศรษฐกิจโลกปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ทำให้ปริมาณการค้าโลกขยายตัวเร่งขึ้น การลงทุนภาครัฐที่มีแนวโน้มขยายตัวเร่งขึ้น ตามความคืบหน้าของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก และผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง ยังเป็นข้อจำกัดต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ขณะที่ปัจจัยส่งเสริมจากภาครัฐทั้ง การปรับปรุงหรือการออกกฎระเบียบต่างๆให้รองรับกับสถานการณ์ในปัจจุบันและอนาคต เพื่อให้ได้กฎระเบียบที่มีความยืดหยุ่นเอื้ออำนวยต่อการดำเนินงานของธุรกิจประกันชีวิตไทยเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น “Digital Insurance” หรือ การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆของภาคธุรกิจเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่มเป้าหมาย และมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคล เหล่านี้ยังคงเป็นแรงดึงดูดใจสำคัญในการทำให้ประชาชนหันมาให้ความสนใจในการทำประกันชีวิตมากขึ้น

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,259 วันที่ 7 - 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2560