
คำต่อคำกับ ‘นที’ กรณีคุมกำเนิด OTT จำกัดสิทธิ์การรับสื่อ
เป็นเพราะกระแสของโลกโซเชียลมีเดีย ทำให้มีการเผยแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอื่นที่นอกเหนือไปจากโครงข่ายที่ให้บริการเกี่ยวกับการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ หรือ OTT (Over The Top) TV ส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแล คือ กสทช.(คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ต้องออกมาตารการควบคุมสื่อที่ไม่เหมาะสมและสร้างความเป็นธรรมในอุตสาหกรรมดังกล่าว
นั่นจึงเป็นที่มาที่ กสทช.จัดตั้งคณะอนุกรรมการการแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่าย โดยมีพ.อ.ดร. นที ศุกลรัตน์ นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานอีกหนึ่งตำแหน่ง นอกเหนือจากตำแหน่งรองประธาน กสทช. และ ประธาน กสท.(คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์)
อย่างไรก็ตาม พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ ได้ให้สัมภาษณ์รายการชั่วโมงฐานเศรษฐกิจ โดยมี นายสุทธิพันธ์ ภู่ระหงษ์ บรรณาธิการข่าวการเงิน-การคลัง และ นายอรุณ ลอตระกูล หัวหน้าข่าวอาวุโส สายการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ทางสถานีวิทยุ สปริงเรดิโอ F.M. 98.5 เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ติดตามอ่านได้จากบรรทัดถัดจากนี้
สุทธิพันธ์ : เหตุผลหลักของการจัดตั้งคณะกรรมการ OTT ขึ้นเพราะอะไร
นที : เดิมเราเคยมีการกระจายเสียงที่ผ่านโครงข่ายกระจายเสียงและโทรทัศน์ตามปกติ ซึ่งมีกระบวนการดำเนินงานที่มีกฎหมายรองรับเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน แต่มาวันนี้มีการแพร่ภาพและเสียงที่ไม่ได้ผ่านโครงข่ายกระจายเสียงและโทรทัศน์ จึงทำให้เกิดคำถามว่ากิจการดังกล่าวเป็นกิจการประเภทใด โดยอำนาจของ กสทช. นั้นสามารกำหนดได้ว่ากิจการใดเป็นกิจการโทรคมนาคม กิจการใดเป็นกิจการวิทยุและโทรทัศน์เพราะฉะนั้นจึงได้มีการกำหนดว่าถ้าเป็นการแพร่ภาพและกระจายเสียงที่เป็นเสมือนโทรทัศน์ ทาง กสทช. มองว่ากิจการดังกล่าวนั้นถือเป็นกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ไม่ว่าจะผ่านโครงข่ายใดก็ตาม
สุทธิพันธ์ : กสทช. มีอำนาจหรือมีกฎหมายควบคุมหรือไม่
นที : เมื่อกิจการนั้นเป็นการกระจายเสียงและโทรทัศน์แล้วก็ทำให้ กสทช. มีอำนาจตามกฎหมายที่จะเข้าไปดูแลในกิจการดังกล่าว ทั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของกิจการที่อยู่ภายใต้การดูแลของ กสทช. จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อกำกับดูแลขึ้น โดยการทำงานของคณะอนุกรรมการนั้นก็จะต้องร่วมกันหาข้อตกลงและกำหนดว่ากิจการดังกล่าวนั้นเกี่ยวข้องกับอะไรบ้างก่อนที่จะมีการพูดคุยในรายละเอียดต่อไป ขอเวลาให้ทางคณะอนุกรรมการได้ศึกษาก่อน ซึ่งปัจจุบันนี้มีสิ่งที่เรียกว่าการสื่อสารในลักษณะที่เป็นส่วนบุคคลซึ่งไม่เข้าข่ายกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์แต่เนื่องจากเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นการสื่อสารส่วนบุคคลมีการพัฒนาไปจนกระทั่งคนทั่วไปสามารถเป็นสื่อมวลชนได้ จากเดิมที่พูดคุยกันระหว่างบุคคลกลายเป็นคนหนึ่งคนสามารถพูดคุยกับคนอีกล้านคนได้ ตรงนี้เป็นปัญหาที่กระทบต่อประโยชน์สาธารณะ การที่บุคคลกลายมาเป็นสื่อมวลชนนั้นจำเป็นที่จะต้องมีจริยธรรมมีกฎเกณฑ์ในการกำกับดูแลเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อสังคม เป็นหลักการทั่วไปที่คณะอนุกรรมการจะต้องพิจารณาในรายละเอียดเหล่านี้รวมทั้งการรับฟังความคิดเห็นรอบด้านในการดำเนินงานต่อไป
สุทธิพันธ์ : ครอบคลุมด้านใดบ้าง
นที : ผมคิดว่าเรามีข้อมูลครบเกือบทุกด้านที่มากเพียงพอ มีตัวอย่างในบริบทของทั้งในและต่างประเทศที่จะนำมาประกอบกันเพื่อพิจาณา รวมถึงมีกรอบของกฎหมายรองรับ โดยสิ่งที่มีความกังวลอย่างยิ่ง คือ อนาคตของประเทศไทยจะเป็นอย่างไรหากบุคคลทั่วไปสามารถเป็นสื่อมวลชนได้ทั้งหมด เช่น ในแง่ของคนทั่วโลกที่จะเข้ามาทำอะไรในประเทศไทยก็ได้ ผมคิดว่ากิจการสื่อในทุกประเทศพยายามที่จะให้สื่อเป็นสื่อสาธารณะรวมถึงจิตสาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่คณะอนุกรรมการจะพิจารณากันและในท้ายที่สุดก็จะประมวลว่ากิจการ OTT แบบไหนที่ทางคณะอนุกรรมการมองว่าเป็นกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ วันนี้กิจการการสื่อสารส่วนบุคคลได้ขยายตัวไปเป็นสื่อมวลชนแล้ว ซึ่งเดิมกิจการกระจายเสียงนั้นคือการที่คนหลายล้านคนจะได้รับชมพร้อมๆ กัน แต่ก็เปลี่ยนแปลงไปโดยประชาชนสามารถที่จะรับชมรายการเดียวกันตามความต้องการที่แตกต่างกันแบบออนดีมานด์ได้ จึงต้องมีการกำหนดขอบเขตส่วนนี้
สุทธิพันธ์ : OTT เป็นการจำกัดสิทธิ์หรือกระทบสิทธิ์ผู้ชมหรือไม่
นที : การแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอื่นที่นอกเหนือไปจากโครงข่ายที่ให้บริการเกี่ยวกับการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ หรือ OTT นั้น มองว่าไม่ได้เป็นการจำกัดสิทธิ์ในการรับสื่อของประชาชน เพราะเชื่อว่าสื่อที่ดีก็ยังสามารถอยู่ได้หากมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เหมาะสมเกิดประโยชน์ต่อคนส่วนมาก ซึ่งคณะกรรมการ OTT นั้นจะมุ่งเน้นไปที่การกำจัดสื่อที่ไม่เหมาะสมหรือสื่อที่ไม่ดี เพราะฉะนั้นสิ่งที่องค์กรกำกับดูแลคือเพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมสื่อก้าวต่อไปข้างหน้า แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องกำจัดสื่อที่ไม่ถูกต้องออกไปด้วย
สุทธิพันธ์ : เป็นเพราะ กสทช. ให้สัมปทานโครงข่ายทีวี
นที : OTT เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์มีช่องทางในการเผยแพร่มากขึ้น ในขณะเดียวกันประชาชนทั่วไปก็มีโอกาสเพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่า OTT จะทำให้ผู้ประกอบโทรทัศน์เสียโอกาส ต้องมองว่าเพื่อการจัดระบบให้มีความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยคำนึงถึงผู้ประกอบการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ กสทช. กำหนด แต่หากมีบุคคลใกล้เคียงกันที่คิดว่า OTT สามารถดำเนินกิจการได้โดยไม่จำเป็นอยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือกฎเกณฑ์ใดๆ ก็จะเกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันของอุตสาหกรรม
สุทธิพันธ์ : ต่อไปอาจต้องมีการจัดระเบียบ OTT
นที : เรื่องนี้ยังไม่แน่ครับ ต้องรอหารือกับคณะอนุกรรมการเพื่อหาข้อตกลง ซึ่งถ้าผมพูดไปก่อนในการทำงานของทางคณะอนุกรรมการก็จะเป็นเรื่องยากที่จะออกนอกกรอบผม เอาเป็นว่ารอหารือกับทางคณะอนุกรรมการเพื่อหาจุดสมดุลของทุกคนก่อน
สุทธิพันธ์ : คณะอนุกรรมการชุดนี้เริ่มคุยกันเมื่อไหร่
นที : เราจะเริ่มประชุมภายในเร็วๆนี้และคณะอนุกรรมการจะประกอบไปด้วยบุคคลภายนอกและบุคลากรของ กสทช. ในบางส่วน
อรุณ : คณะอนุกรรมการมีจำนวนเท่าไหร่ครับ?
นที : ยังไม่แน่ใจครับ
สุทธิพันธ์ : จะใช้เวลานานเท่าไหร่ครับ ในการศึกษา
นที : ผมคิดว่าใช้เวลาไม่นานครับ
สุทธิพันธ์ : เมื่อได้แนวทางแล้วใช้กฎหมายทันที
นที : เราแค่เข้าดูแลเพื่อประโยชน์ของสาธารณะโดยกรอบระยะเวลาประมาณ 5-6 เดือน
อรุณ : จะเสร็จภายในวาระของท่านรึเปล่าครับ
นที : แน่นอนครับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,257
วันที่ 30 เมษายน - 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
นั่นจึงเป็นที่มาที่ กสทช.จัดตั้งคณะอนุกรรมการการแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่าย โดยมีพ.อ.ดร. นที ศุกลรัตน์ นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานอีกหนึ่งตำแหน่ง นอกเหนือจากตำแหน่งรองประธาน กสทช. และ ประธาน กสท.(คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์)
อย่างไรก็ตาม พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ ได้ให้สัมภาษณ์รายการชั่วโมงฐานเศรษฐกิจ โดยมี นายสุทธิพันธ์ ภู่ระหงษ์ บรรณาธิการข่าวการเงิน-การคลัง และ นายอรุณ ลอตระกูล หัวหน้าข่าวอาวุโส สายการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ทางสถานีวิทยุ สปริงเรดิโอ F.M. 98.5 เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ติดตามอ่านได้จากบรรทัดถัดจากนี้
สุทธิพันธ์ : เหตุผลหลักของการจัดตั้งคณะกรรมการ OTT ขึ้นเพราะอะไร
นที : เดิมเราเคยมีการกระจายเสียงที่ผ่านโครงข่ายกระจายเสียงและโทรทัศน์ตามปกติ ซึ่งมีกระบวนการดำเนินงานที่มีกฎหมายรองรับเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน แต่มาวันนี้มีการแพร่ภาพและเสียงที่ไม่ได้ผ่านโครงข่ายกระจายเสียงและโทรทัศน์ จึงทำให้เกิดคำถามว่ากิจการดังกล่าวเป็นกิจการประเภทใด โดยอำนาจของ กสทช. นั้นสามารกำหนดได้ว่ากิจการใดเป็นกิจการโทรคมนาคม กิจการใดเป็นกิจการวิทยุและโทรทัศน์เพราะฉะนั้นจึงได้มีการกำหนดว่าถ้าเป็นการแพร่ภาพและกระจายเสียงที่เป็นเสมือนโทรทัศน์ ทาง กสทช. มองว่ากิจการดังกล่าวนั้นถือเป็นกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ไม่ว่าจะผ่านโครงข่ายใดก็ตาม
สุทธิพันธ์ : กสทช. มีอำนาจหรือมีกฎหมายควบคุมหรือไม่
นที : เมื่อกิจการนั้นเป็นการกระจายเสียงและโทรทัศน์แล้วก็ทำให้ กสทช. มีอำนาจตามกฎหมายที่จะเข้าไปดูแลในกิจการดังกล่าว ทั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของกิจการที่อยู่ภายใต้การดูแลของ กสทช. จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อกำกับดูแลขึ้น โดยการทำงานของคณะอนุกรรมการนั้นก็จะต้องร่วมกันหาข้อตกลงและกำหนดว่ากิจการดังกล่าวนั้นเกี่ยวข้องกับอะไรบ้างก่อนที่จะมีการพูดคุยในรายละเอียดต่อไป ขอเวลาให้ทางคณะอนุกรรมการได้ศึกษาก่อน ซึ่งปัจจุบันนี้มีสิ่งที่เรียกว่าการสื่อสารในลักษณะที่เป็นส่วนบุคคลซึ่งไม่เข้าข่ายกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์แต่เนื่องจากเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นการสื่อสารส่วนบุคคลมีการพัฒนาไปจนกระทั่งคนทั่วไปสามารถเป็นสื่อมวลชนได้ จากเดิมที่พูดคุยกันระหว่างบุคคลกลายเป็นคนหนึ่งคนสามารถพูดคุยกับคนอีกล้านคนได้ ตรงนี้เป็นปัญหาที่กระทบต่อประโยชน์สาธารณะ การที่บุคคลกลายมาเป็นสื่อมวลชนนั้นจำเป็นที่จะต้องมีจริยธรรมมีกฎเกณฑ์ในการกำกับดูแลเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อสังคม เป็นหลักการทั่วไปที่คณะอนุกรรมการจะต้องพิจารณาในรายละเอียดเหล่านี้รวมทั้งการรับฟังความคิดเห็นรอบด้านในการดำเนินงานต่อไป
สุทธิพันธ์ : ครอบคลุมด้านใดบ้าง
นที : ผมคิดว่าเรามีข้อมูลครบเกือบทุกด้านที่มากเพียงพอ มีตัวอย่างในบริบทของทั้งในและต่างประเทศที่จะนำมาประกอบกันเพื่อพิจาณา รวมถึงมีกรอบของกฎหมายรองรับ โดยสิ่งที่มีความกังวลอย่างยิ่ง คือ อนาคตของประเทศไทยจะเป็นอย่างไรหากบุคคลทั่วไปสามารถเป็นสื่อมวลชนได้ทั้งหมด เช่น ในแง่ของคนทั่วโลกที่จะเข้ามาทำอะไรในประเทศไทยก็ได้ ผมคิดว่ากิจการสื่อในทุกประเทศพยายามที่จะให้สื่อเป็นสื่อสาธารณะรวมถึงจิตสาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่คณะอนุกรรมการจะพิจารณากันและในท้ายที่สุดก็จะประมวลว่ากิจการ OTT แบบไหนที่ทางคณะอนุกรรมการมองว่าเป็นกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ วันนี้กิจการการสื่อสารส่วนบุคคลได้ขยายตัวไปเป็นสื่อมวลชนแล้ว ซึ่งเดิมกิจการกระจายเสียงนั้นคือการที่คนหลายล้านคนจะได้รับชมพร้อมๆ กัน แต่ก็เปลี่ยนแปลงไปโดยประชาชนสามารถที่จะรับชมรายการเดียวกันตามความต้องการที่แตกต่างกันแบบออนดีมานด์ได้ จึงต้องมีการกำหนดขอบเขตส่วนนี้
สุทธิพันธ์ : OTT เป็นการจำกัดสิทธิ์หรือกระทบสิทธิ์ผู้ชมหรือไม่
นที : การแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอื่นที่นอกเหนือไปจากโครงข่ายที่ให้บริการเกี่ยวกับการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ หรือ OTT นั้น มองว่าไม่ได้เป็นการจำกัดสิทธิ์ในการรับสื่อของประชาชน เพราะเชื่อว่าสื่อที่ดีก็ยังสามารถอยู่ได้หากมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เหมาะสมเกิดประโยชน์ต่อคนส่วนมาก ซึ่งคณะกรรมการ OTT นั้นจะมุ่งเน้นไปที่การกำจัดสื่อที่ไม่เหมาะสมหรือสื่อที่ไม่ดี เพราะฉะนั้นสิ่งที่องค์กรกำกับดูแลคือเพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมสื่อก้าวต่อไปข้างหน้า แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องกำจัดสื่อที่ไม่ถูกต้องออกไปด้วย
สุทธิพันธ์ : เป็นเพราะ กสทช. ให้สัมปทานโครงข่ายทีวี
นที : OTT เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์มีช่องทางในการเผยแพร่มากขึ้น ในขณะเดียวกันประชาชนทั่วไปก็มีโอกาสเพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่า OTT จะทำให้ผู้ประกอบโทรทัศน์เสียโอกาส ต้องมองว่าเพื่อการจัดระบบให้มีความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยคำนึงถึงผู้ประกอบการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ กสทช. กำหนด แต่หากมีบุคคลใกล้เคียงกันที่คิดว่า OTT สามารถดำเนินกิจการได้โดยไม่จำเป็นอยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือกฎเกณฑ์ใดๆ ก็จะเกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันของอุตสาหกรรม
สุทธิพันธ์ : ต่อไปอาจต้องมีการจัดระเบียบ OTT
นที : เรื่องนี้ยังไม่แน่ครับ ต้องรอหารือกับคณะอนุกรรมการเพื่อหาข้อตกลง ซึ่งถ้าผมพูดไปก่อนในการทำงานของทางคณะอนุกรรมการก็จะเป็นเรื่องยากที่จะออกนอกกรอบผม เอาเป็นว่ารอหารือกับทางคณะอนุกรรมการเพื่อหาจุดสมดุลของทุกคนก่อน
สุทธิพันธ์ : คณะอนุกรรมการชุดนี้เริ่มคุยกันเมื่อไหร่
นที : เราจะเริ่มประชุมภายในเร็วๆนี้และคณะอนุกรรมการจะประกอบไปด้วยบุคคลภายนอกและบุคลากรของ กสทช. ในบางส่วน
อรุณ : คณะอนุกรรมการมีจำนวนเท่าไหร่ครับ?
นที : ยังไม่แน่ใจครับ
สุทธิพันธ์ : จะใช้เวลานานเท่าไหร่ครับ ในการศึกษา
นที : ผมคิดว่าใช้เวลาไม่นานครับ
สุทธิพันธ์ : เมื่อได้แนวทางแล้วใช้กฎหมายทันที
นที : เราแค่เข้าดูแลเพื่อประโยชน์ของสาธารณะโดยกรอบระยะเวลาประมาณ 5-6 เดือน
อรุณ : จะเสร็จภายในวาระของท่านรึเปล่าครับ
นที : แน่นอนครับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,257
วันที่ 30 เมษายน - 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2560






