thansettakij
thansettakij
“กอบกาญจน์”นำอาเซียนร่วมมือสร้างตลาดท่องเที่ยวอาเซียน

“กอบกาญจน์”นำอาเซียนร่วมมือสร้างตลาดท่องเที่ยวอาเซียน

27 เม.ย. 60 | 15:20 น.
อัปเดตล่าสุด :27 เม.ย. 60 | 22:20 น.
27 เมษายน 2560 : กระทรวงท่องเที่ยวไทยตอบรับ 50 ปี อาเซียน รุกสร้างตลาดเดี่ยวดึงนักท่องเที่ยวทั่วโลกเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ทั้งภูมิภาคเพื่อแข่งขันกับเศรษฐกิจระดับโลกอย่างจีน สหภาพยุโรป อินเดีย ส่วนซีอีโอ AirAsIa เดินหน้าผลักดัน ASEAN Single Visa สร้างความสะดวกให้นักท่องเที่ยวเดินทางหลายประเทศ เพื่อสร้างงาน และรายได้

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา ใช้เวทีการประชุมสุดยอดสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลกประจำปี 2560 ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพนำเสนอแสดงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและเดินทางของไทยและอาเซียน ประชากรมหาศาลถึงกว่า 600 ล้านคน โดยกล่าวว่าอาเซียนมียุทธศาสตร์การท่องเที่ยวอยู่ 2  ด้านๆ หนึ่งคือกลุ่มการท่องเที่ยวทางไกล (Long haul) เน้นที่ตลาดที่อยุ่ไกลออกไปเช่น ยุโรป สหรัฐฯ และตะวันออกกลาง โดยจัดแพคเกจการท่องเที่ยวที่มีสถานที่ปลายทาง 2-3 ประเทศ และอีกกลุ่มหนึ่ง คือ การท่องเที่ยวภายในอาเซียน (Intra-ASEAN) ซึ่งจะเน้นการโปรโมทการเที่ยววันหยุดสุดสัปดาห์ ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ (wellness) การรักษาพยาบาลและการศึกษา

สำหรับการเดินทางทางอากาศในภูมิภาค นางกอบกาญจน์ กล่าวว่าสายการบินแบบประหยัดมีบทบาทสูงมากในการส่งเสริมการเดินทางในภูมิภาค ยกตัวอย่างในภูมิภาคอินโด (CLMV) ปัจจุบันมีเที่ยวบินที่เริ่มต้นในไทยกว่า 600 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ โดยมีบินไปเมียนมาร์ถึง 299 เที่ยวบิน เวียตนาม 190 กัมพูชา 108 และลาวอีก 61 ส่วนการเดินทางบกก็เป็นที่นิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้อานิสงส์จากการพัฒนาทางหลักเชื่อมต่อระหว่างทิศตะวันออกกับตะวันตก และระหว่างทิศเหนือกับทิศใต้ของไทย โดยไม่เพียงแต่จะเป็นถนนทางหลวงสำหรับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือรถโดยสารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงรถไฟ และรถไฟฟ้าความเร็วสูง เช่น จากเวียตนามและกัมพูชาก็สามารถไปเมียนมาร์โดยผ่านไทย จากจีนและลาวก็สามารถลงไปถึงมาเลเซียและสิงคโปร์ ได้ด้วยการผ่านไทยเช่นกัน

นางกอบกาญจน์ กล่าวย้ำว่า ประเทศไทยต้องมุ่งมั่นรักษาความเป็นศูนย์กลางคมนาคมในภูมิภาค แต่ยังมีความท้าทายที่ต้องแก้ไข คือ การเดินทางทางน้ำที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาให้สมกับศักยภาพที่มีอยู่ โดยเฉพาะทางทะเล ซึ่งในขณะนี้หลายๆ ฝ่ายรวมถึงกระทรวงท่องเที่ยวของไทยก็กำลังวางแผนร่วมกับภาคเอกชนและกระทรวงท่องเที่ยวของประเทศอาเซียน เพื่อพัฒนาสินค้า และบริการ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้ภูมิภาคนี้กลายเป็น “ทะเลแคริบเบียนแห่งอาเซียน” สำหรับเรือสำราญ เรือยอร์ช และเรือซุปเปอร์ยอร์จ

ขณะเดียวกันยังมีอีกเส้นทางหนึ่งที่ศักยภาพในการท่องเที่ยวสูงนั่นคือแม่น้ำโขง ที่ไหลจากจีน ผ่านถึง 5 ประเทศในอินโดจีน คือ เมียนมาร์ ลาว ไทย กัมพูชา และเวียตนาม ซึ่งต้องให้ความสำคัญมากขึ้น

นางกอบกาญจน์ ยอมรับว่าโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ทางรัฐบาลไม่สามารถดำเนินการทุกอย่างได้ด้วยตนเองต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนไปข้างหน้า อีกทั้งยังต้องทำงานอย่างใกล้ชิดกับประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมดเพื่อพลักดันให้เกิดซิงเกิ้ลวีซ่า (single visa) อย่างที่ยุโรปมีเช็งเก้นวีซ่า เพื่อให้นักท่องเที่ยวนักเดินทางเข้ามาในประเทศในภูมิภาคได้สะดวกง่ายดายขึ้น ทั้งนี้ทุกประเทศมีความปรารถนาเดียวกันแต่เนื่องจากมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องมากมายในทั้ง 10 ประเทศ จึงทำให้ดำเนินการไม่รวดเร็วเท่าที่ควร นอกเหนือจากนี้ยังมีตลาดท่องเที่ยวที่มองข้ามไม่ได้อีกตลาดหนึ่งในโครงการ Travel for All ที่ส่งเสริมการบริการท่องเที่ยวเพื่อบุคคลพิการโดยได้มีการจัดงานส่งเสริมธุรกิจนี้ที่ขอนแก่นเมื่อปีกลายที่ผ่านมา

ด้าน มร.โทนี่ เฟอร์นันเดส ซีอีโอ กลุ่มสายการบิน AirAsia กล่าวว่า เขาต้องการผลักดันสองเรื่องที่จะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเดินทางและท่องเที่ยวในกลุ่มอาเซียน และการเดินทางเชื่อมโยงกับเอเชีย คือ common ownership โดยอยากให้ยกเลิกเพดานการถือหุ้นสายการบิน 49% หรือให้ถือหุ้นได้ 100% ซึ่งจะช่วยให้สามารถใช้เงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และอีกเรื่อง คือ ASEAN single visa ซึ่งจะช่วยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถเดินทางได้ในหลายประเทศ จะช่วยให้อาเซียนมีความนิยมมากยิ่งขึ้น ช่วยสร้างรายได้และการจ้างงานได้มาก

เขากล่าวว่า AirAsia ไม่กลัวการแข่งขัน เพราะเป็นสายการบินที่คิดก่อน ทำก่อนสายการบินอื่นๆ และมองการแข่งขันเป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้ผู้บริหารสายการบินต้องคิดและวางแผน เพื่อพัฒนา และปรับปรุงบริการ มองหาเส้นทางใหม่ๆ เป็นต้น สำหรับ AirAsia ซึ่งเป็นการสายการบิน medium haul บินในเส้นทางบินระหว่าง 4-10 ชั่วโมง และมองเห็นโอกาสทางการตลาดให้บริการในเส้นทางที่สายการบินขนาดใหญ่ไม่สนใจ คือ จะขยายเส้นทางบินโดย โดยการเพิ่มเที่ยวบินต่อจากเมืองใหญ่ไปยังเมืองรอง และระหว่างเมืองรองกับเมืองรอง และเมืองรอง กับเมืองชั้น 3 นอกจากนี้ สายการบินปกติจะลดความสำคัญและคาดว่าเลิกให้บริการในชั้นประหยัดในอนาคต โดยให้บริการ Premium Economy เข้ามาแทน และเน้นที่นั่งชั้น First Class และ Business Class

ด้าน มร. อรุณ มิชรา ผู้อำนวยการส่วนภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) กล่าวว่า ICAO กำลังทำงานร่วมกับรัฐบาลทุกประเทศในอาเซียนโดยหวังที่จะเห็นทุกรัฐบาลสามารถปรับกฎระเบียบการบินให้สอดคล้องผสานกัน และเปิดเสรีการจ้างงานเพื่อให้เสริมความเข้มแข็งความสามารถในการแข่งขันให้กับสายการบินภูมิภาคซึ่งต้องแข่งกับสายการบินสากล

ส่วน มร. อารีฟ ยาย่า รัฐมนตรีการท่องเที่ยวอินโดนีเซีย เปิดเผยว่าประเทศอินโดนีเซียเป็นประเทศที่เปิดกว้างต่อนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่งเพราะมีถึง 169 ประเทศไม่ต้องขอวีซ่าเพื่อเข้าประเทศ มร. อารีฟ ยังเห็นด้วยกับ มร. อรุณ ด้วยว่าอาเซียนต้องร่วมกันทำงานเพราะต้องแข่งกับตลาดคู่แข่งอย่างจีนเป็นต้น