
‘ต้าตี้’เบรกลงทุน1.5หมื่นล้านรอผลสหรัฐฯสอบขาดดุล-ปรับแผนลดไซซ์รับมือ
ทรัมป์สั่งตรวจสอบขาดดุลการค้าพ่นพิษ “ต้าตี้กรุ๊ป” ยักษ์ใหญ่ยางรถยนต์จีนชะลอแผนลงทุน 1.5 หมื่นล้านผลิตยางรถยนต์ในไทย รอลุ้นความชัดเจน หวั่นถูกตอบโต้ทางการค้า วงในเผยส่งผลต้องปรับแผนใหม่ลดไซซ์เหลือแค่ 8 พันล้าน ส.อ.ท.รับยางรถยนต์อยู่ในกลุ่มเสี่ยง
จากที่นายโดนัลด์ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ และสำนักงานคณะแทนการค้าสหรัฐฯ(ยูเอสทีอาร์) ร่วมกันตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกถึงการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯกับ 16 ประเทศซึ่งรวมทั้งไทย โดยกำหนดให้ส่งรายงานต่อฝ่ายบริหารภายใน 90 วัน นับวันที่มีการลงนามในคำสั่ง(31มี.ค.60) เพื่อหาแนวทางตอบโต้ประเทศคู่ค้าที่ดำเนินแนวนโยบายทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับสหรัฐฯต่อไป ทั้งนี้กลุ่มอุตสาหกรรมที่สหรัฐฯให้ความสำคัญในการตรวจสอบได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาง เหล็ก อะลูมิเนียม ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น
นายหลักชัย กิตติพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไทยเบคก้า เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จ.ระยอง เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากผลพวงดังกล่าวส่งผลให้ต้าตี้กรุ๊ป หนึ่งในผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ของจีนที่มีแผนร่วมทุนกับบริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด(มหาชน)สัดส่วน 70:30 เพื่อลงทุนประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาทในการผลิตยางรถสิบล้อ และรถบัสในนิคมฯหลักชัยเมืองยางกำลังผลิต 12 ล้านเส้นต่อปี ได้ชะลอแผนการลงทุนเพื่อรอดูความชัดเจนว่าหลัง 90 วันไทยจะถูกสหรัฐฯตอบโต้ทางการค้าหรือไม่ อย่างไร
"ต้าตี้กรุ๊ปได้ชะลอการลงทุน รวมทั้งชะลอการขอบีโอไอ เพราะเกรงไทยถูกสหรัฐฯตอบโต้ทางการค้า ซึ่งอาจทำให้เป้าหมายส่วนหนึ่งของการผลิตที่จะส่งออกไปตลาดสหรัฐฯมีปัญหา เพราะจะขายได้เพียงตลาดอาเซียนและตลาดอื่นๆ อย่างไรก็ดีจากการตรวจสอบล่าสุดทางต้าตี้ยังยืนยันจะมาลงทุนไทย แต่จะลดขนาดการลงทุนเหลือแค่ประมาณ 8 พันล้านบาท กำลังผลิตเหลือ 6 ล้านเส้นต่อปี โดยเปลี่ยนแผนผลิตเป็นยางรถเก๋งเพียงอย่างเดียว หากในที่สุดแล้วสินค้ายางรถยนต์ไม่ถูกสหรัฐฯตอบโต้ทางการค้าก็จะเพิ่มการลงทุนในภายหลัง"
นายหลักชัย ในฐานะนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมยางพาราไทย ยังระบุถึงราคายางพาราในประเทศของไทยที่ลดต่ำลงในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจากจีนซึ่งเป็นผู้ใช้ยางรายใหญ่ได้ชะลอการนำเข้าจากไทยเพราะจีนเป็นเป้าหมายใหญ่ที่สหรัฐฯสั่งตรวจสอบจากเป็นประเทศที่เกินดุลการค้าสหรัฐมากที่สุด และเกรงสหรัฐฯจะตอบโต้ทางการค้าเช่นกัน
ด้านนายชโย ตรังอดิศัยกุล รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า ยังไม่มีความชัดเจนถึงมาตรการตอบโต้ของสหรัฐฯ แต่ตามหลักปฏิบัติส่วนตัวมองว่าหากมีการตอบโต้ทางการค้าจริง เช่นใช้วิธีการขึ้นภาษีนำเข้าคงไม่ใช้วิธีเหมารวมขึ้นภาษีทุกสินค้า แต่คงจะขึ้นภาษีเป็นบางรายการที่พิจารณาแล้วเห็นว่าส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการจ้างงานในสหรัฐฯมากกว่า
"ยางรถยนต์ส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯมีหลายค่าย เช่นกู๊ดเยียร์จากสหรัฐฯ ยางดันลอปที่ค่ายซูมิโตโมได้ไลเซนส์จากอังกฤษ รวมถึงผู้ผลิตจากจีนที่ได้มาลงทุนในไทย เช่น หลินหลง จงเช่อ เซ็นจูรี่ไทร์ ซึ่งสินค้ายางรถยนต์ถือเป็นสินค้าอันดับต้นๆ ที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯและถูกเพ่งเล็งว่ามีผลต่อการขาดดุลการค้า อย่างไรก็ตามหากผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่าสหรัฐฯนำเข้ายางรถยนต์จากเครือข่ายของเขาเองในไทยโอกาสที่เราจะถูกตอบโต้ก็มีน้อย แต่หากการนำเข้าส่วนใหญ่มาจากบริษัทที่ไม่ใช่ค่ายสหรัฐฯอาจถูกตอบโต้ได้ง่ายกว่า"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,254 วันที่ 20 - 22 เมษายน พ.ศ. 2560
จากที่นายโดนัลด์ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ และสำนักงานคณะแทนการค้าสหรัฐฯ(ยูเอสทีอาร์) ร่วมกันตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกถึงการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯกับ 16 ประเทศซึ่งรวมทั้งไทย โดยกำหนดให้ส่งรายงานต่อฝ่ายบริหารภายใน 90 วัน นับวันที่มีการลงนามในคำสั่ง(31มี.ค.60) เพื่อหาแนวทางตอบโต้ประเทศคู่ค้าที่ดำเนินแนวนโยบายทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับสหรัฐฯต่อไป ทั้งนี้กลุ่มอุตสาหกรรมที่สหรัฐฯให้ความสำคัญในการตรวจสอบได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาง เหล็ก อะลูมิเนียม ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น
นายหลักชัย กิตติพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไทยเบคก้า เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จ.ระยอง เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากผลพวงดังกล่าวส่งผลให้ต้าตี้กรุ๊ป หนึ่งในผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ของจีนที่มีแผนร่วมทุนกับบริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด(มหาชน)สัดส่วน 70:30 เพื่อลงทุนประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาทในการผลิตยางรถสิบล้อ และรถบัสในนิคมฯหลักชัยเมืองยางกำลังผลิต 12 ล้านเส้นต่อปี ได้ชะลอแผนการลงทุนเพื่อรอดูความชัดเจนว่าหลัง 90 วันไทยจะถูกสหรัฐฯตอบโต้ทางการค้าหรือไม่ อย่างไร
"ต้าตี้กรุ๊ปได้ชะลอการลงทุน รวมทั้งชะลอการขอบีโอไอ เพราะเกรงไทยถูกสหรัฐฯตอบโต้ทางการค้า ซึ่งอาจทำให้เป้าหมายส่วนหนึ่งของการผลิตที่จะส่งออกไปตลาดสหรัฐฯมีปัญหา เพราะจะขายได้เพียงตลาดอาเซียนและตลาดอื่นๆ อย่างไรก็ดีจากการตรวจสอบล่าสุดทางต้าตี้ยังยืนยันจะมาลงทุนไทย แต่จะลดขนาดการลงทุนเหลือแค่ประมาณ 8 พันล้านบาท กำลังผลิตเหลือ 6 ล้านเส้นต่อปี โดยเปลี่ยนแผนผลิตเป็นยางรถเก๋งเพียงอย่างเดียว หากในที่สุดแล้วสินค้ายางรถยนต์ไม่ถูกสหรัฐฯตอบโต้ทางการค้าก็จะเพิ่มการลงทุนในภายหลัง"
นายหลักชัย ในฐานะนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมยางพาราไทย ยังระบุถึงราคายางพาราในประเทศของไทยที่ลดต่ำลงในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจากจีนซึ่งเป็นผู้ใช้ยางรายใหญ่ได้ชะลอการนำเข้าจากไทยเพราะจีนเป็นเป้าหมายใหญ่ที่สหรัฐฯสั่งตรวจสอบจากเป็นประเทศที่เกินดุลการค้าสหรัฐมากที่สุด และเกรงสหรัฐฯจะตอบโต้ทางการค้าเช่นกัน
ด้านนายชโย ตรังอดิศัยกุล รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า ยังไม่มีความชัดเจนถึงมาตรการตอบโต้ของสหรัฐฯ แต่ตามหลักปฏิบัติส่วนตัวมองว่าหากมีการตอบโต้ทางการค้าจริง เช่นใช้วิธีการขึ้นภาษีนำเข้าคงไม่ใช้วิธีเหมารวมขึ้นภาษีทุกสินค้า แต่คงจะขึ้นภาษีเป็นบางรายการที่พิจารณาแล้วเห็นว่าส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการจ้างงานในสหรัฐฯมากกว่า
"ยางรถยนต์ส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯมีหลายค่าย เช่นกู๊ดเยียร์จากสหรัฐฯ ยางดันลอปที่ค่ายซูมิโตโมได้ไลเซนส์จากอังกฤษ รวมถึงผู้ผลิตจากจีนที่ได้มาลงทุนในไทย เช่น หลินหลง จงเช่อ เซ็นจูรี่ไทร์ ซึ่งสินค้ายางรถยนต์ถือเป็นสินค้าอันดับต้นๆ ที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯและถูกเพ่งเล็งว่ามีผลต่อการขาดดุลการค้า อย่างไรก็ตามหากผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่าสหรัฐฯนำเข้ายางรถยนต์จากเครือข่ายของเขาเองในไทยโอกาสที่เราจะถูกตอบโต้ก็มีน้อย แต่หากการนำเข้าส่วนใหญ่มาจากบริษัทที่ไม่ใช่ค่ายสหรัฐฯอาจถูกตอบโต้ได้ง่ายกว่า"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,254 วันที่ 20 - 22 เมษายน พ.ศ. 2560






