
It’s my job to do this สื่อสารสังคมด้วยกระบวนคิดแบบวิทยาศาสตร์
รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“ชีวิตผม... มีการเปลี่ยนแปลงและผันผวนค่อนข้างมาก เมื่อก่อนผมเป็นอาจารย์ธรรมดาที่ทำหน้าที่สอนหนังสือ ทำวิจัย แต่ด้วยการเป็นอาจารย์รุ่นใหม่ทำให้ผมตั้งประเด็นถกเถียงทางวิชาการกับคนทั่วไปบ้าง ทั้งในมหาวิทยาลัยและในเว็ปบอร์ดบนโลกออนไลน์ และจุดเปลี่ยนจากการเข้าไปตั้งคำถามกับระบบปฏิบัติการของเครื่องตรวจจับระเบิด GT200 ทำให้คนไทยรู้จักชื่อผมและตัวผม พร้อมๆ กับการรู้จักปรากฎการณ์หนึ่งในสังคมคือ “Pseudoscience” การนำวิทยาศาสตร์มาใช้ผิดๆ ถูกนำมาใช้เพื่อการตลาด หลอกคนเพื่อขายสินค้า สะท้อนให้เห็นว่าปัญหา Pseudoscience หรือวิทยาศาสตร์ลวงโลกในสังคมไทยค่อนข้างรุนแรง คนไทยยังไม่คุ้นเคยกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เหตุการณ์ GT200 จึงเป็นเหมือนทางสว่างที่ทำให้สังคมไทยเห็นว่ากระบวนการทางวิทยาศาสตร์ช่วยแก้ปัญหาระดับชาติได้”
จุดเริ่มต้นจากความกล้าในการเข้าไปอธิบายปรากฎการณ์ ประเด็นที่ถูกแชร์ในสื่อสังคมออนไลน์จาก 1 เป็น 100 เป็น 1,000 จนกระจายไปทั่วโลก โดยไม่ถูกตรวจสอบว่าเรื่องที่ตนเองร่วมเผยแพร่ไปนั้นถูกหรือผิดใน 2-3 ปี ที่ผ่านมา ทำให้ชื่อของ อาจารย์เอก - รองศาสตราจารย์ ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ปรากฎขึ้นจนเป็นที่รู้จักอีกครั้ง และการได้รับเกียรติให้เป็น “บุคคลอ้างอิง” ในสื่อกระแสหลักอย่างแพร่หลายด้วยการชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่กำลังถกเถียงหรือวิพากษ์วิจารณ์อยู่นั้น เกิดจากอะไร ผ่านกระบวนการคิดหรือการใช้อย่างไร และนำมาสู่ผลอย่างไร ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ด้วยชื่อของอาจารย์ที่ทำให้คนไทยได้ยิน ได้ค้นหา ได้ตามอ่านประเด็นการโต้แย้งต่างๆ ตลอดทั้งปี ไม่เพียงทำให้อาจารย์เอกได้รับรางวัล Popular Vote ศิษย์เก่าอังกฤษดีเด่น (Alumni Awards 2017) จาก บริติช เคานซิล ประเทศไทย เมื่อต้นปีที่ผ่านมา แต่อาจารย์เจษฏายังทำให้ “นักวิทยาศาสตร์” มีที่ยืนและเป็นที่พึ่งของสังคมไทยได้อย่างแท้จริง
จากเด็กชายที่เรียนหนังสือระดับปานกลาง ไม่ได้มีความฝันอยากประกอบอาชีพอะไรเป็นพิเศษ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ชอบตั้งแต่อายุได้ราว 7-8 ขวบคือ ความชื่นชอบความเป็นวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ในการ์ตูนจากดินแดนอาทิตย์อุทัยอย่าง โดเรมอน และ ดร.โนริมากิ เซมเบ้ ในการ์ตูนเรื่อง ดร.สลัมป์ กับหนูน้อยอาราเล่ กับการทดลองและสิ่งประดิษฐ์มากมายที่ปลุกสัญชาตญาณนักวิทยาศาสตร์ในวัยเยาว์ให้เริ่มรู้สึกสนุกกับการทดลองและการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ต่อยอดด้วยคาเร็คเตอร์เท่ห์ๆ ของ ดร.สป็อค จากเรื่อง Star trek ยิ่งทำให้เด็กชายเจษฏาในตอนนั้นอ่านหนังสือมากขึ้น ต่อยอดด้วยการสอบชิงทุน พสวท. (ทุนพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) มุ่งศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ในมุมที่กว้างและลึกขึ้นอย่างจริงจังตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายถึงระดับปริญญาเอก
“การศึกษาเรื่อง DNA เป็นงานในระดับโมเลกุลเป็นงานที่มองไม่เห็น คุณต้องใช้เซนส์ ใช้จินตนาการ ใช้สายตาพิจารณาภาพจึงจะเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเข้าใจ DNA คุณจะสามารถเข้าใจโรคต่างๆ ได้ เข้าใจปรากฎการณ์ธรรมชาติ พฤติกรรมสิ่งมีชีวิต การนำไปใช้ประโยชน์ การสร้างสิ่งมีชีวิตใหม่ ยิ่งเราได้เรียนมากขึ้น ได้รู้มากขึ้น ยิ่งรู้สึกสนุก อยากทำ อยากศึกษาวิจัยด้านนี้”
ความหลงใหลในองค์ประกอบทางพันธุกรรมที่บิดเกลียวเชื่อมต่อ จุดกำเนิดของสรรพสิ่งทุกอย่างในโลกใบนี้ การเตรียมพร้อมด้วยทฤษฎีและหลักการอย่างเต็มขั้นในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทในประเทศไทย สู่การต่อยอดองค์ความรู้อย่างเต็มพลังในระดับปริญญาเอก สาขาชีวโมเลกุล (Molecular Biology) กับบรรยากาศการเรียนรู้ที่อาจารย์เจษฎาพูดว่า คือต้นทางที่ทำให้ตนเองมี “จิตวิญญาณของผู้สอน” สร้างคนผ่านองค์ความรู้อย่างแท้จริง
“การเรียนที่ University of Edinburgh ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมาก บรรยากาศการเรียนที่ต่างจากไทยคือการเน้นหนักเรื่องทฤษฎีและการปฏิบัติ และงานวิจัยที่เป็นของใครของมัน ไม่ได้สอนให้เราเป็นซุปเปอร์แมนที่ต้องเก่ง ต้องทำทุกอย่างด้วยตนเอง ที่นี่อุปกรณ์ในห้องแลปไม่ได้ต่างอะไรจากเมืองไทย แต่สิ่งพิเศษของการเรียนที่อังกฤษคือการสอนให้รู้จักการประยุกต์ใช้องค์ประกอบรอบตัว และใช้สมองของเราทำงานให้เต็มที่ เราทำงานเป็นทีม ทุกคนมีหน้าที่สนับสนุนและช่วยเหลือกัน งานวิจัยหนึ่งชิ้นจะมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาช่วยดูแล มีซุปเปอร์ไวเซอร์ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งมาก ท่านเป็นศาสตราจารย์ที่สนุก มีความเป็นมืออาชีพทั้งการทำงานและการสอน พร้อมช่วยเหลือทันทีที่มีปัญหา ปลุกพลังให้เราเห็นคุณค่างานวิจัยว่าสำคัญต่อโลกเพียงใดตลอดเวลา ผมได้รับบรรยากาศของความรักในวิทยาศาสตร์กลัยไป เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่า “วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องสนุกจริงๆ” ผมเรียนจบมาพร้อมกับองค์ความรู้ใหม่บางอย่างที่ทำให้เราพร้อมจะทำงานวิจัยอื่นๆ ต่อไปได้อีกมากมาย”
Give & Gain ส่งต่อการเรียนรูปแบบใหม่ติดอาวุธให้ผู้เรียนดำรงชีพอย่างเป็น “ผู้รู้” ในสังคม นอกจากการสอนในรายวิชาบังคับ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่สร้างและส่งเสริมโอกาสให้นิสิตประยุกต์ให้องค์ความรู้กับการสื่อสาร ผ่านแนวคิด “ไม่ทำให้วิทยาศาสต์เป็นพระคัมภีร์” แต่เป็นเรื่องสนุก ปลุกความอยากรู้อยากเห็น อาจารย์เจษฎายังเปิดคลาสในวิชาเลือก General Education (Gen Ed) วิชาบัณฑิตในอุดมคติ ผู้เข้าเรียนศึกประกอบด้วยนิสิตหลากคณะ หลายชั้นปี ได้รับการเปิดมุมมองใหม่ผ่านการหยิบยกประเด็นต่างๆ ในสังคม ทั้งวิทยาศาสตร์ สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ขึ้นมาตั้งวงถกเถียงและหาทางออกร่วมกัน ภายใต้กรอบแนวคิดความเป็นวิทยาศาสตร์และความเป็นประชาธิปไตย ที่ทุกคนต้องเริ่มจากการมองว่าทุกคนมีความเท่าเทียมกัน สสารทุกชนิดมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน รับฟังผู้อื่น และต้องโต้เถียงกัน ทำให้คลาสเรียนซึ่งเจอกัน 1 ครั้งต่อสัปดาห์มีสีสัน สร้างกระบวนการเรียนรู้เชิงเหตุและผล พร้อมๆกับอาวุธที่ทำให้นิสิตรู้จักการคัดกรองความข้อมูลด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ตัดวงจรการแชร์ข้อมูลที่ไม่ถูกตรวจสอบในสื่อออนไลน์
[caption id="attachment_135273" align="aligncenter" width="500"]
รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[/caption]
“ชีวิตของเราเปลี่ยนไปทุกๆ วัน ผมพยายามบอกนิสิต บอกคนรุ่นใหม่ๆ ว่าอย่าติดกรอบแค่สิ่งที่เป็นอยู่หรือความฝันของคนอื่นจนกลายเป็นความเคยชิน เพราะเรามีความฝันใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา สำหรับผม 10 ปีแรกหลังเรียนจบ ผมอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดี สร้างงานวิจัยที่มีประโยชน์ 10 ปีหลัง ผมอยากเป็นนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ทำให้คนไทยคิดแบบวิทยาศาสตร์และมองแบบวิทยาศาสตร์ ซึ่งอีก 10 ปีต่อๆ ไปอาจเปลี่ยนเป็นอะไรเพิ่มเติมได้อีกมากมาย”
ดำเนินชีวิตอย่างมีเป้าหมาย ตั้งคำถามกับตัวเองทุกวันว่า “คุณอยากให้คนจดจำเราในเรื่องอะไร” อาจารย์เจษฏาทิ้งท้ายบทสนทนาด้วยคำถามง่ายๆ แต่ย้อนเข้าไปทำให้เราต้องคิดให้หนักกับเวลาที่เราหายใจทิ้งไปทุกวัน วันนี้อาจารย์เจษฎาประสบความสำเร็จแล้วในการสร้างการจดจำของสังคมในฐานะ “นักสื่อสารวิทยาศาสตร์” แล้วคุณล่ะได้สร้างอะไรไว้เป็นที่จดจำแล้วหรือยัง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,245 วันที่ 19 - 22 มีนาคม พ.ศ. 2560
“ชีวิตผม... มีการเปลี่ยนแปลงและผันผวนค่อนข้างมาก เมื่อก่อนผมเป็นอาจารย์ธรรมดาที่ทำหน้าที่สอนหนังสือ ทำวิจัย แต่ด้วยการเป็นอาจารย์รุ่นใหม่ทำให้ผมตั้งประเด็นถกเถียงทางวิชาการกับคนทั่วไปบ้าง ทั้งในมหาวิทยาลัยและในเว็ปบอร์ดบนโลกออนไลน์ และจุดเปลี่ยนจากการเข้าไปตั้งคำถามกับระบบปฏิบัติการของเครื่องตรวจจับระเบิด GT200 ทำให้คนไทยรู้จักชื่อผมและตัวผม พร้อมๆ กับการรู้จักปรากฎการณ์หนึ่งในสังคมคือ “Pseudoscience” การนำวิทยาศาสตร์มาใช้ผิดๆ ถูกนำมาใช้เพื่อการตลาด หลอกคนเพื่อขายสินค้า สะท้อนให้เห็นว่าปัญหา Pseudoscience หรือวิทยาศาสตร์ลวงโลกในสังคมไทยค่อนข้างรุนแรง คนไทยยังไม่คุ้นเคยกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เหตุการณ์ GT200 จึงเป็นเหมือนทางสว่างที่ทำให้สังคมไทยเห็นว่ากระบวนการทางวิทยาศาสตร์ช่วยแก้ปัญหาระดับชาติได้”
จุดเริ่มต้นจากความกล้าในการเข้าไปอธิบายปรากฎการณ์ ประเด็นที่ถูกแชร์ในสื่อสังคมออนไลน์จาก 1 เป็น 100 เป็น 1,000 จนกระจายไปทั่วโลก โดยไม่ถูกตรวจสอบว่าเรื่องที่ตนเองร่วมเผยแพร่ไปนั้นถูกหรือผิดใน 2-3 ปี ที่ผ่านมา ทำให้ชื่อของ อาจารย์เอก - รองศาสตราจารย์ ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ปรากฎขึ้นจนเป็นที่รู้จักอีกครั้ง และการได้รับเกียรติให้เป็น “บุคคลอ้างอิง” ในสื่อกระแสหลักอย่างแพร่หลายด้วยการชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่กำลังถกเถียงหรือวิพากษ์วิจารณ์อยู่นั้น เกิดจากอะไร ผ่านกระบวนการคิดหรือการใช้อย่างไร และนำมาสู่ผลอย่างไร ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ด้วยชื่อของอาจารย์ที่ทำให้คนไทยได้ยิน ได้ค้นหา ได้ตามอ่านประเด็นการโต้แย้งต่างๆ ตลอดทั้งปี ไม่เพียงทำให้อาจารย์เอกได้รับรางวัล Popular Vote ศิษย์เก่าอังกฤษดีเด่น (Alumni Awards 2017) จาก บริติช เคานซิล ประเทศไทย เมื่อต้นปีที่ผ่านมา แต่อาจารย์เจษฏายังทำให้ “นักวิทยาศาสตร์” มีที่ยืนและเป็นที่พึ่งของสังคมไทยได้อย่างแท้จริง
“การศึกษาเรื่อง DNA เป็นงานในระดับโมเลกุลเป็นงานที่มองไม่เห็น คุณต้องใช้เซนส์ ใช้จินตนาการ ใช้สายตาพิจารณาภาพจึงจะเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเข้าใจ DNA คุณจะสามารถเข้าใจโรคต่างๆ ได้ เข้าใจปรากฎการณ์ธรรมชาติ พฤติกรรมสิ่งมีชีวิต การนำไปใช้ประโยชน์ การสร้างสิ่งมีชีวิตใหม่ ยิ่งเราได้เรียนมากขึ้น ได้รู้มากขึ้น ยิ่งรู้สึกสนุก อยากทำ อยากศึกษาวิจัยด้านนี้”
ความหลงใหลในองค์ประกอบทางพันธุกรรมที่บิดเกลียวเชื่อมต่อ จุดกำเนิดของสรรพสิ่งทุกอย่างในโลกใบนี้ การเตรียมพร้อมด้วยทฤษฎีและหลักการอย่างเต็มขั้นในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทในประเทศไทย สู่การต่อยอดองค์ความรู้อย่างเต็มพลังในระดับปริญญาเอก สาขาชีวโมเลกุล (Molecular Biology) กับบรรยากาศการเรียนรู้ที่อาจารย์เจษฎาพูดว่า คือต้นทางที่ทำให้ตนเองมี “จิตวิญญาณของผู้สอน” สร้างคนผ่านองค์ความรู้อย่างแท้จริง
“การเรียนที่ University of Edinburgh ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมาก บรรยากาศการเรียนที่ต่างจากไทยคือการเน้นหนักเรื่องทฤษฎีและการปฏิบัติ และงานวิจัยที่เป็นของใครของมัน ไม่ได้สอนให้เราเป็นซุปเปอร์แมนที่ต้องเก่ง ต้องทำทุกอย่างด้วยตนเอง ที่นี่อุปกรณ์ในห้องแลปไม่ได้ต่างอะไรจากเมืองไทย แต่สิ่งพิเศษของการเรียนที่อังกฤษคือการสอนให้รู้จักการประยุกต์ใช้องค์ประกอบรอบตัว และใช้สมองของเราทำงานให้เต็มที่ เราทำงานเป็นทีม ทุกคนมีหน้าที่สนับสนุนและช่วยเหลือกัน งานวิจัยหนึ่งชิ้นจะมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาช่วยดูแล มีซุปเปอร์ไวเซอร์ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งมาก ท่านเป็นศาสตราจารย์ที่สนุก มีความเป็นมืออาชีพทั้งการทำงานและการสอน พร้อมช่วยเหลือทันทีที่มีปัญหา ปลุกพลังให้เราเห็นคุณค่างานวิจัยว่าสำคัญต่อโลกเพียงใดตลอดเวลา ผมได้รับบรรยากาศของความรักในวิทยาศาสตร์กลัยไป เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่า “วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องสนุกจริงๆ” ผมเรียนจบมาพร้อมกับองค์ความรู้ใหม่บางอย่างที่ทำให้เราพร้อมจะทำงานวิจัยอื่นๆ ต่อไปได้อีกมากมาย”
Give & Gain ส่งต่อการเรียนรูปแบบใหม่ติดอาวุธให้ผู้เรียนดำรงชีพอย่างเป็น “ผู้รู้” ในสังคม นอกจากการสอนในรายวิชาบังคับ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่สร้างและส่งเสริมโอกาสให้นิสิตประยุกต์ให้องค์ความรู้กับการสื่อสาร ผ่านแนวคิด “ไม่ทำให้วิทยาศาสต์เป็นพระคัมภีร์” แต่เป็นเรื่องสนุก ปลุกความอยากรู้อยากเห็น อาจารย์เจษฎายังเปิดคลาสในวิชาเลือก General Education (Gen Ed) วิชาบัณฑิตในอุดมคติ ผู้เข้าเรียนศึกประกอบด้วยนิสิตหลากคณะ หลายชั้นปี ได้รับการเปิดมุมมองใหม่ผ่านการหยิบยกประเด็นต่างๆ ในสังคม ทั้งวิทยาศาสตร์ สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ขึ้นมาตั้งวงถกเถียงและหาทางออกร่วมกัน ภายใต้กรอบแนวคิดความเป็นวิทยาศาสตร์และความเป็นประชาธิปไตย ที่ทุกคนต้องเริ่มจากการมองว่าทุกคนมีความเท่าเทียมกัน สสารทุกชนิดมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน รับฟังผู้อื่น และต้องโต้เถียงกัน ทำให้คลาสเรียนซึ่งเจอกัน 1 ครั้งต่อสัปดาห์มีสีสัน สร้างกระบวนการเรียนรู้เชิงเหตุและผล พร้อมๆกับอาวุธที่ทำให้นิสิตรู้จักการคัดกรองความข้อมูลด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ตัดวงจรการแชร์ข้อมูลที่ไม่ถูกตรวจสอบในสื่อออนไลน์
[caption id="attachment_135273" align="aligncenter" width="500"]
“ชีวิตของเราเปลี่ยนไปทุกๆ วัน ผมพยายามบอกนิสิต บอกคนรุ่นใหม่ๆ ว่าอย่าติดกรอบแค่สิ่งที่เป็นอยู่หรือความฝันของคนอื่นจนกลายเป็นความเคยชิน เพราะเรามีความฝันใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา สำหรับผม 10 ปีแรกหลังเรียนจบ ผมอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดี สร้างงานวิจัยที่มีประโยชน์ 10 ปีหลัง ผมอยากเป็นนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ทำให้คนไทยคิดแบบวิทยาศาสตร์และมองแบบวิทยาศาสตร์ ซึ่งอีก 10 ปีต่อๆ ไปอาจเปลี่ยนเป็นอะไรเพิ่มเติมได้อีกมากมาย”
ดำเนินชีวิตอย่างมีเป้าหมาย ตั้งคำถามกับตัวเองทุกวันว่า “คุณอยากให้คนจดจำเราในเรื่องอะไร” อาจารย์เจษฏาทิ้งท้ายบทสนทนาด้วยคำถามง่ายๆ แต่ย้อนเข้าไปทำให้เราต้องคิดให้หนักกับเวลาที่เราหายใจทิ้งไปทุกวัน วันนี้อาจารย์เจษฎาประสบความสำเร็จแล้วในการสร้างการจดจำของสังคมในฐานะ “นักสื่อสารวิทยาศาสตร์” แล้วคุณล่ะได้สร้างอะไรไว้เป็นที่จดจำแล้วหรือยัง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,245 วันที่ 19 - 22 มีนาคม พ.ศ. 2560






