thansettakij
thansettakij
ไม่ชี้ขาด! เรียกเก็บภาษี”ทักษิณ ชินวัตร”

ไม่ชี้ขาด! เรียกเก็บภาษี”ทักษิณ ชินวัตร”

07 มี.ค. 60 | 14:00 น.
อัปเดตล่าสุด :07 มี.ค. 60 | 21:38 น.
วันที่ 7 มี.ค.60 คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ชี้ผลสรุปการวินิจฉัยอายุความการออกหมายเรียกเสียภาษีภายใน 5 ปี และประเมินภาษีภายใน 10 ปี ตามมาตรา 19 ประมวลรัษฎากรไม่สามารถทำได้ ยกเว้นกรณีมีเหตุอันควร และไม่เป็นการปิดกั้นกรณีการขายหุ้นชินคอร์ปเลี่ยงภาษีของนายทักษิณ ชินวัตร

นายประภาศ คงเอียด รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร เปิดเผยหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้พิจารณาข้อหารือของกรมสรรพากรเกี่ยวกับอายุความในการออกหมายเรียกและอายุความการเสียภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามมาตรา 19 ประมวล รัษฎากร ที่กำหนดอายุความการประเมินภาษีไว้ 10 ปี และ อายุความในการออกหมายเรียกเสียภาษีภายใน 5 ปีนั้น ในส่วนของการออกหมายเรียกจะสามารถขยายเวลาได้หรือไม่ เพื่อหาข้อสรุปเป็นหลักการปฏิบัติสำหรับผู้เสียภาษีทุกราย ซึ่งที่ประชุมได้ข้อสรุปว่าไม่สามารถให้ขยายเวลาได้ ยกเว้นมีเหตุอื่นจำเป็น ตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรคสอง ที่มีเจตนาคุ้มครองผู้เสียภาษีกำหนดระยะ เวลายืนภาษี 2 ปี และขยายเวลาได้ 3 ปีรวมเวลาที่มาตรา 19 ได้ออกมาครอบคลุมไว้แล้ว

ส่วนการตัดสินเรื่องการเสียภาษีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีขายหุ้นชินคอร์ป ให้กับเทมาเส็กในปี 2549 ที่จะหมดอายุความในวันที่ 31 มี.ค.นั้น คณะกรรมการชุดนี้ไม่มีหน้าที่พิจารณา เป็นเรื่องที่กรมสรรพากรต้องไปดำเนินการพิจารณาจากรายละเอียดของสำนวนกรมสรรพากรว่ามีเหตุอันควรที่จะขยายเวลาออกหมายเรียก เพื่อประเมินภาษีต่อไปตามหลักการที่ได้ข้อสรุปจากคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรในวันนี้ซึ่งไม่ใช่ข้อจำกัดสำหรับกรณีการเสียภาษีขายหุ้นของนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งกรณีที่กรมสรรพากรสามารถออกหมายเรียกเพื่อประเมินภาษีได้ในกรณีมีเหตุอันควรหรือจำเป็น ในลักษณะของธุรกรรมของผู้เสียภาษี เช่น ธุรกรรมขอยกเว้นภาษี หรือ ธุรกรรมเกี่ยวข้องในต่างประเทศ

ทั้งนี้ข้อสรุปของคณะกรรมการฯจะต้องส่งให้ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และ ออกประกาศในราชราชกิจจานานุเบกษาให้กรมสรรพากรปฏิบัติต่อไป

ข่าวนี้คือหนึ่งในปรากฏการณ์ใหญ่ทางการเมืองเเละตลาดหุ้นไทยเมื่อสิบปีเศษที่ผ่านมา คงไม่พ้นกรณีที่นายทักษิณ  ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขายหุ้น"ชิน คอร์ป"หรือวันนี้ใช้ชื่อว่า บริษัท อินทัช จำกัด (มหาชน) ให้กลุ่มเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ จากสิงคโปร์  เมื่อวันที่ 23 ม.ค.  2549 ผ่านบริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ ระหว่างการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่สอง จำนวน7.3หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการขายหุ้นที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประเทศเเละขายผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก โดยช่วงนั้นนายทักษิณ เคยชี้แจงว่า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในการทำงานการเมือง

การซื้อขายหุ้นครั้งนี้ ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมเป็นอย่างมาก  เช่น ประเด็นการได้รับยกเว้นภาษี ,ประเด็นจังหวะเวลาที่ขายหุ้นซึ่งเกิดหลังการประกาศใช้ พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม ฉบับใหม่เพียง3วัน และประเด็นเรื่องการที่กิจการสื่อสารมวลชน ซึ่งเป็นกิจการที่สำคัญต่อความมั่นคงของชาติ ต้องตกไปอยู่ในการบริหารของต่างชาติเเละเป็นหนึ่งในการเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลไทยรักไทย จนลุกลามมาถึงการยึดอำนาจ19ก.ย. 2549

คดีความนี้ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่เมื่อเดือน ม.ค.2549 เมื่อบริษัทแอมเพิลริช อินเวสต์เมนต์ ขายหุ้น บริษัทชินคอร์ปอเรชั่น ให้กับนายพานทองแท้และนส.พิณทองทา ชินวัตร  ในราคาพาร์หุ้นละ 1 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดที่อยู่หุ้นละ 49.25 บาท รวม 329 ล้านหุ้น และมีการขายหุ้นจำนวนนี้ให้บริษัทเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ (พีทีอี) จำกัด ผ่านบริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ รวมมูลค่า 73,000 ล้านบาท  กรณีนี้ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก้รัฐ( คตส.)ระบุว่า นายพานทองแท้ และ นส.พิณทองทา จะต้องจ่ายภาษีเงินได้จากส่วนต่างของราคาหุ้น

26 มี.ค.2553 ศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาคดีนายทักษิณร่ำรวยผิดปกติ และมีคำสั่งยึดทรัพย์ ซึ่งส่วนหนึ่งของคำพิพากษาระบุว่าเจ้าของหุ้นที่แท้จริง คือ นายทักษิณ  ไม่ใช่นายพานทองแท้ หรือน.ส.พิณทองทา

29 ธ.ค. 2553 คำพิพากษาศาลฎีกาฯ ที่ระบุว่าทักษิณเป็นเป็นเจ้าของหุ้น ทำให้ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า บุตรนายทักษิณทั้งคู่ไม่ต้องจ่ายภาษีเงินได้จากการขายหุ้นให้กับกรมสรรพากร

คำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ทำให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ( สตง.)ทำหนังสือถึงกระทรวงการคลังว่า เมื่อการขายหุ้นเป็นรายได้ของนายทักษิณในปี 2549 ก็ต้องยื่นแบบเสียภาษีเงินได้ภายในวันที่ 31 มี.ค. 2550 ซึ่งการประเมินภาษีมีอายุความ 10 ปี แต่กรมสรรพากรต้องส่งหมายแจ้งเตือนภายใน 5 ปี หรือ ภายในวันที่ 31 มี.ค.2555  และถึงปัจจุบันยังไม่มีการออกหมายแจ้งเตือนการเสียภาษีให้กับนายทักษิณ ซึ่งนำมาสู่การประชุมคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรในวันนี้ (7 มี.ค.) เพื่อหาแนวทางดำเนินการกับเรื่องนี้ก่อนที่การเรียกภาษีเงินได้จากนายทักษิณจะหมดอายุความในวันที่ 31 มี.ค. นี้