
บล.KTBST ประเมินหุ้นไทยวันนี้ ( 23 ก.พ.)ภาพรวมยังมีความผันผวนสูง
บล.KTBST ประเมินหุ้นไทยวันนี้ ( 23 ก.พ.)ภาพรวมยังมีความผันผวนสูงจากทั้งข่าวบวกและลบที่มีต่อหุ้นและตลาด แรงขายจากเอเชียยังกดดัน แนะเลือกลงทุนรายตัวเน้นกลุ่ม Domestic Play
นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินตลาดหุ้นไทยในวันนี้(23ก.พ.)ตลาดหุ้นสหรัฐฯให้ความสนใจและรอคอยนโยบายลดภาษีของสหรัฐฯ เนื่องจากมีผลต่อผลการดำเนินงานของบริษัทในตลาดหุ้น เศรษฐกิจสหรัฐฯ และตลาดหุ้นรับข่าวมาล่วงหน้าต่อข่าวบวกนี้ โดยการประกาศนโยบายลดภาษี ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า จะมีผลต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯและตลาดหุ้นอื่นๆ ค่อนข้างมาก
โดยรายงานการประชุม FOMC ที่เผยว่า มีคณะกรรมการ 2-3 ท่าน ต้องการขึ้นดอกเบี้ย ในการประชุม 14-15 มี.ค.นี้ การคาดการณ์ผลประชุม Fed ที่จะเกิดขึ้นกลางเดือนหน้า มีส่วนให้นักลงทุนเริ่มชะลอการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่อิงกับทิศทางดอกเบี้ย ทั้งนี้ ค่าความน่าจะเป็นของการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed เดือนหน้าอยู่ที่ 34% เท่ากับวันก่อน แต่จะสูงถึง 60% สำหรับการประชุมเดือน พ.ค. บ่งชี้ว่า นักลงทุนยังเชื่อว่า Fed จะยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมในเดือนหน้า ขณะที่ปริมาณการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดเอเชีย มียอด net sell ในตลาดหุ้น อินเดีย ฟิลิปินส์ เกาหลีไต้ และ net buy ในไทย และไต้หวัน เม็ดเงินส่วนใหญ่ยังไหลเข้าตลาดพันธบัตร เนื่องจาก แนวโน้มเศรษฐกิจประเทศในภูมิภาคนี้ยังขยายตัวดี
ด้านราคาน้ำมันดิบในตลาด การประชุม Technical Meeting ของผู้ผลิตน้ำมัน 5 ประเทศ คืนที่ผ่าน สรุปว่าการลดกำลังการผลิต OPEC ทำได้ 90% ของปริมาณตามที่ตกลง 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน และ Non-OPEC ทำได้ 60% ของปริมาณตามที่ตกลง 0.56 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยทาง OEPC ให้คำมั่นว่าจะทำได้ 100% ตามที่ตกลงกัน แต่เหตุที่ราคาน้ำมันร่วงลง มาจากความกังวลต่อปริมาณการผลิตน้ำมันและ stock น้ำมันของสหรัฐฯ แนวโน้มราคาน้ำมัน เรายังประเมินว่า จะยังแกว่งในกรอบ $51-54 ไปอีกระยะหนึ่ง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ในกลุ่มโลหะ มีปัจจัยบวกในเรื่อง supply ที่ผลิตขึ้นมาไม่ทันหลัง demand จากจีนปรับขึ้นมาเร็ว แต่สัญญาณล่วหน้าอ่อนตัวลงจากวันก่อน ราคาทองแดง ปรับตัวลดลงมาเล็กน้อย จากวันก่อนมาอยู่ที่ $6025 เหรียญ/ตัน
ทั้งนี้ปัจจัยในประเทศ ยังคงเป็นเรื่องของการรายงานผลประกอบการ จะมีผลต่อราคาหุ้นเหล่านั้นและตลาดโดยรวมด้วย และจะทำให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในหุ้นเป็นรายตัวที่กำไรออกมาดี กำไร 4Q-59 ของบริษัทในตลาด (SET) น่าจะใกล้เคียงหรือสูงกว่าที่เราคาด ที่ 7 แสนล้านบาท
ดังนั้นทิศทางตลาดหุ้นไทย การซื้อหุ้นกลับของนักลงทุนวานนี้ ยังไม่เท่ากับที่ขายไป (SET Index ปรับตัวขึ้นน้อยกว่าที่ลดลงไป) แสดงว่านักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่มั่นใจต่อทิศทางตลาดหุ้น ภาพตลาดหุ้นวันนี้ คาดจะยังผันผวนสูง และเคลื่อนไหวในกรอบที่จำกัด ตัวแปรสำคัญจะเป็นการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศ ว่าจะยัง net sell ต่อหรือไม่ หลัง Fed ส่งสัญญาณที่อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเดือนหน้า แรงขายที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นเอเชียโดยนักลงทุนต่างประเทศ จะเป็นปัจจัยกดดันต่อตลาดหุ้น แม้จะได้แรงหนุนจากการสูงขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯและราคาน้ำมันเข้ามาก็ตาม ซึ่งจะทำให้ภาพตลาดรวมจะผันผวนสูงเพราะมีทั้งข่าวบวกและลบที่มีต่อหุ้นและตลาดอยู่ในเวลาเดียวกัน
"การ rebound ของตลาดจบลง แต่ดัชนีฯ หรือภาพรวมๆ น่าจะทรงๆตัว รอปัจจัยสำคัญของต่างประเทศ และข่าวใหม่ๆของตลาด หลังผลประกอบการหุ้นขนาดใหญ่ ออกไปเกือบหมดแล้ว กลยุทธ์การลงทุน เราแนะนำ เลือกลงทุนเป็นรายตัว และปรับกรอบเวลาลงทุนเป็นสั้นๆ เน้นหุ้นที่เป็น Domestic Play รับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทย และหุ้นที่กำไรออกมาดี ทั้งนี้ ในการเก็งกำไรช่วงสั้น”
นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินตลาดหุ้นไทยในวันนี้(23ก.พ.)ตลาดหุ้นสหรัฐฯให้ความสนใจและรอคอยนโยบายลดภาษีของสหรัฐฯ เนื่องจากมีผลต่อผลการดำเนินงานของบริษัทในตลาดหุ้น เศรษฐกิจสหรัฐฯ และตลาดหุ้นรับข่าวมาล่วงหน้าต่อข่าวบวกนี้ โดยการประกาศนโยบายลดภาษี ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า จะมีผลต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯและตลาดหุ้นอื่นๆ ค่อนข้างมาก
โดยรายงานการประชุม FOMC ที่เผยว่า มีคณะกรรมการ 2-3 ท่าน ต้องการขึ้นดอกเบี้ย ในการประชุม 14-15 มี.ค.นี้ การคาดการณ์ผลประชุม Fed ที่จะเกิดขึ้นกลางเดือนหน้า มีส่วนให้นักลงทุนเริ่มชะลอการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่อิงกับทิศทางดอกเบี้ย ทั้งนี้ ค่าความน่าจะเป็นของการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed เดือนหน้าอยู่ที่ 34% เท่ากับวันก่อน แต่จะสูงถึง 60% สำหรับการประชุมเดือน พ.ค. บ่งชี้ว่า นักลงทุนยังเชื่อว่า Fed จะยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมในเดือนหน้า ขณะที่ปริมาณการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดเอเชีย มียอด net sell ในตลาดหุ้น อินเดีย ฟิลิปินส์ เกาหลีไต้ และ net buy ในไทย และไต้หวัน เม็ดเงินส่วนใหญ่ยังไหลเข้าตลาดพันธบัตร เนื่องจาก แนวโน้มเศรษฐกิจประเทศในภูมิภาคนี้ยังขยายตัวดี
ด้านราคาน้ำมันดิบในตลาด การประชุม Technical Meeting ของผู้ผลิตน้ำมัน 5 ประเทศ คืนที่ผ่าน สรุปว่าการลดกำลังการผลิต OPEC ทำได้ 90% ของปริมาณตามที่ตกลง 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน และ Non-OPEC ทำได้ 60% ของปริมาณตามที่ตกลง 0.56 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยทาง OEPC ให้คำมั่นว่าจะทำได้ 100% ตามที่ตกลงกัน แต่เหตุที่ราคาน้ำมันร่วงลง มาจากความกังวลต่อปริมาณการผลิตน้ำมันและ stock น้ำมันของสหรัฐฯ แนวโน้มราคาน้ำมัน เรายังประเมินว่า จะยังแกว่งในกรอบ $51-54 ไปอีกระยะหนึ่ง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ในกลุ่มโลหะ มีปัจจัยบวกในเรื่อง supply ที่ผลิตขึ้นมาไม่ทันหลัง demand จากจีนปรับขึ้นมาเร็ว แต่สัญญาณล่วหน้าอ่อนตัวลงจากวันก่อน ราคาทองแดง ปรับตัวลดลงมาเล็กน้อย จากวันก่อนมาอยู่ที่ $6025 เหรียญ/ตัน
ทั้งนี้ปัจจัยในประเทศ ยังคงเป็นเรื่องของการรายงานผลประกอบการ จะมีผลต่อราคาหุ้นเหล่านั้นและตลาดโดยรวมด้วย และจะทำให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในหุ้นเป็นรายตัวที่กำไรออกมาดี กำไร 4Q-59 ของบริษัทในตลาด (SET) น่าจะใกล้เคียงหรือสูงกว่าที่เราคาด ที่ 7 แสนล้านบาท
ดังนั้นทิศทางตลาดหุ้นไทย การซื้อหุ้นกลับของนักลงทุนวานนี้ ยังไม่เท่ากับที่ขายไป (SET Index ปรับตัวขึ้นน้อยกว่าที่ลดลงไป) แสดงว่านักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่มั่นใจต่อทิศทางตลาดหุ้น ภาพตลาดหุ้นวันนี้ คาดจะยังผันผวนสูง และเคลื่อนไหวในกรอบที่จำกัด ตัวแปรสำคัญจะเป็นการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศ ว่าจะยัง net sell ต่อหรือไม่ หลัง Fed ส่งสัญญาณที่อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเดือนหน้า แรงขายที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นเอเชียโดยนักลงทุนต่างประเทศ จะเป็นปัจจัยกดดันต่อตลาดหุ้น แม้จะได้แรงหนุนจากการสูงขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯและราคาน้ำมันเข้ามาก็ตาม ซึ่งจะทำให้ภาพตลาดรวมจะผันผวนสูงเพราะมีทั้งข่าวบวกและลบที่มีต่อหุ้นและตลาดอยู่ในเวลาเดียวกัน
"การ rebound ของตลาดจบลง แต่ดัชนีฯ หรือภาพรวมๆ น่าจะทรงๆตัว รอปัจจัยสำคัญของต่างประเทศ และข่าวใหม่ๆของตลาด หลังผลประกอบการหุ้นขนาดใหญ่ ออกไปเกือบหมดแล้ว กลยุทธ์การลงทุน เราแนะนำ เลือกลงทุนเป็นรายตัว และปรับกรอบเวลาลงทุนเป็นสั้นๆ เน้นหุ้นที่เป็น Domestic Play รับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทย และหุ้นที่กำไรออกมาดี ทั้งนี้ ในการเก็งกำไรช่วงสั้น”






