thansettakij
thansettakij
พาณิชย์จับมือ WEF-Grow ASIA หนุนเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

พาณิชย์จับมือ WEF-Grow ASIA หนุนเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

22 ก.พ. 60 | 04:20 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ก.พ. 60 | 11:05 น.
นายวินิจฉัย  แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในการประชุมนานาชาติร่วมกับ World Economic Forum - Grow Asia   หรือ WEF-Grow ASIA ที่จัดขึ้นวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 เพื่อหาแนวทางส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยให้ขยายสู่ตลาดโลก ผ่านความร่วมมือกับภาคธุรกิจชั้นนำและภาคีด้านต่างๆ ซึ่งจะช่วยพัฒนาเกษตรกรรายย่อยให้ผลิตสินค้าเกษตรแบบยั่งยืน สร้างความมั่นคงให้รายได้แก่เกษตรกรและเชื่อมโยงเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าสินค้าส่งออก ส่งผลดีต่อการยกระดับเศรษฐกิจภูมิภาคและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ประเทศไทย 4.0

“ไทยมีศักยภาพสูงด้านสินค้าเกษตร และผลจากการเดินทางไปประชุม WEF 2017 ณ เมืองดาวอส เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา นานาประเทศล้วนให้ความสนใจต่อสินค้าเกษตรไทยและไทยจะมุ่งพัฒนาสินค้าเกษตรไทยสู่การส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปและอาหารที่มีคุณภาพสูงและมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้าวที่สามารถแปรรูปเป็นยา อาหารเสริม เครื่องสำอาง วัสดุและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ เพื่อรองรับโอกาสในตลาดโลก ที่จะให้ความสำคัญกับสินค้าสุขภาพและชีวภาพมากขึ้น”ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับ Grow Asia ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้ WEF จัดประชุมในหัวข้อ Partnership for Agricultural Trade and Inclusive Growth กับภาครัฐ เอกชน NGO และนักวิชาการนานาชาติ  เกี่ยวกับแนวโน้มตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพและนวัตกรรม ซึ่งไทยเองก็ได้เริ่มผลักดันสินค้าเกษตรมูลค่าสูงเหล่านี้แล้ว ทั้งสินค้าเกษตรอินทรีย์และเกษตรเฉพาะถิ่น (GI) รวมถึงการส่งเสริมการนำผลการวิจัยและพัฒนามาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์มากขึ้นเป็นลำดับ สำหรับเครือข่ายของ Grow Asia จะเข้ามาเติมเต็มด้านข้อมูลแนวโน้มความต้องการสินค้าเกษตรนวัตกรรมของโลกและมาตรฐาน รวมถึงการหาหุ้นส่วนเพื่อร่วมลงทุนและเจาะตลาดเป้าหมายในต่างประเทศ   และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้เกษตรกรรายย่อย ซึ่งเป็นการยกระดับความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากในภูมิภาค (Local Economy) อีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ จากผลสำรวจของ Euromonitor International คาดว่าตลาดสินค้าอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ จะเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยร้อยละ 6-7 ต่อปี และในปี 2560 คาดว่ามูลค่าตลาดจะสูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จึงเป็นโอกาสที่จะเร่งผลักดันการสร้างมูลค่าเพิ่มและนวัตกรรมให้แก่สินค้าข้าวไทยเป็นลำดับแรก เพราะเกี่ยวเนื่องกับชาวนามากถึง 37 ล้านคน แต่ปัจจุบันปริมาณข้าวมากกว่า 90% ที่ไทยผลิตได้ยังคงติดกับดักในการขายเป็นสินค้าขั้นต้น (Commodity) และข้าวที่ใช้ในการแปรรูปเพิ่มมูลค่ามีเพียงแค่ 10% ทั้งที่ข้าวไทยมีความพร้อมในการพัฒนา สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน เช่น แกลบนำไปผลิตถ่านที่ให้ความร้อนสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รำข้าวผลิตเป็นน้ำมันที่มีคุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการสูงจมูกข้าวและสารสกัดคาร์โบไฮเดรตในข้าวนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอาง เมล็ดข้าวนำมาผลิตเป็นแป้งข้าว เส้นก๋วยเตี๋ยว พาสต้า โดยข้อดีของผลิตภัณฑ์จากข้าว    คือ ปราศจากสารกลูเตน (Gluten Free) ที่อยู่ในธัญพืช เช่น ข้าวสาลี ซึ่งในปัจจุบันมีกลุ่มผู้บริโภคจำนวนมากโดยเฉพาะชาวต่างชาติแพ้สารดังกล่าว  อย่างไรก็ดี  เมื่อผลักดันสินค้าข้าวเข้าสู่สินค้าเกษตรนวัตกรรมสำเร็จแล้ว จะขยายผลสู่สินค้าเกษตรอื่นๆ ในวงกว้างมากขึ้น

การประชุมครั้งนี้จะทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการมองเห็นลู่ทางและโอกาสในการพัฒนาสินค้าเกษตรไทย   ให้ตรงกับแนวโน้มความต้องการของโลก ผลิตสินค้าได้ตรงตามมาตรฐานของแต่ละประเทศ รวมทั้งยังเป็นการสร้างเครือข่ายผู้ผลิตในระดับนานาชาติเพื่อร่วมกันพัฒนาการค้าสินค้าเกษตร และขยายช่องทางการค้าสินค้าเกษตร ไปสู่ตลาดโลกให้เพิ่มมากขึ้น อันจะเป็นการช่วยยกระดับรายได้ของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืนต่อไป