
นายกฯให้ความมั่นใจหอการค้าต่างชาติ กำลังปฏิรูปเพื่อให้ทำธุรกิจง่ายขึ้น
ในการกล่าวปาฐกถาภายใต้หัวข้อ Open for Business: The Next Chapter in Thailand’s Competitiveness จัดโดยหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (JFCCT) เนื่องในโอกาสครบรอบก่อตั้ง 40 ปีในปีนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อยากจะให้ความมั่นใจกับบรรดาผู้แทนหอการค้าต่างประเทศในไทย บริษัทเอกชน และผู้ลงทุน ว่ารัฐบาลไทยยังคงมุ่งหน้าดำเนินตามโร้ดแมปที่วางไว้เพื่อมุ่งสู่การเลือกตั้งในปีหน้าและการเป็นประชาธิปไตย รัฐบาลกำลังวางรากฐานระยะยาวซึ่งจะทำให้ภาคธุรกิจเกิดความมั่นใจเพราะตระหนักดีว่าธุรกิจเอกชนนั้นต้องวางแผนกันล่วงหน้า ต้องมีความมั่นใจในอนาคตข้างหน้า
ขณะนี้รัฐบาลได้ทำงานในสองส่วนที่เรียกว่า Refill คือเติมเต็มในส่วนที่ขาด ที่บกพร่อง และอุดช่องโหว่ กับ Reform คือการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งเกือบ 3 ปีที่ผ่านมาก็ทำในส่วนเติมเต็มมามาก ขณะนี้กำลังก้าวเข้าสู่การปฏิรูประยะที่ 1 ซึ่งเป็นการก้าวสู่อนาคตอย่างยั่งยืน หากยังมีปัญหาที่เป็นอุปสรรคติดขัดอยู่รัฐบาลก็จะพยายามดูแลให้ตามโร้ดแมปหรือแผนที่ประกาศไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มแรก เป็นการปฏิรูปเศรษฐกิจตามหลักการสากลโดยนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ มาใช้ร่วมด้วย ซึ่งรัฐบาลจะดูแลให้เศรษฐกิจไทยครอบคลุมทุกภาคส่วนเป็น inclusive economy
“ที่ผ่านมาจะเห็นว่ารัฐบาลสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีการเติบโตในภาพรวม แม้จะไม่มากนัก เรายังมีปัญหาอีกหลายด้านที่ต้องการให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วยร่วมพัฒนา ร่วมผลักดันขับเคลื่อนไปข้างหน้า เศรษฐกิจของไทยกำลังเติบโตไปสู่รูปแบบที่ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าและยกระดับความสามารถในการแข่งขัน อยากให้ภาคเอกชนต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุน ร่วมพัฒนากันให้มากๆ” นายกรัฐมนตรีกล่าว ทั้งยังระบุว่า สิ่งที่รัฐบาลเข้ามาดำเนินการทำให้บรรยากาศการทำธุรกิจในประเทศไทยโดยภาพรวมมีความสะดวกและง่ายขึ้นสำหรับผู้ประกอบการ (Ease of Doing Business) โดยการสำรวจและจัดอันดับล่าสุดขององค์กรระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น World Economic Forum หรือธนาคารโลก (World Bank) “เรากำลังไล่ทำหลายอย่างที่ถูกระบุว่ายังเป็นปัญหาอยู่”
[caption id="attachment_116000" align="aligncenter" width="503"]
สแตนลีย์ คัง ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย[/caption]
ด้านนายสแตนลีย์ คัง ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าร่วมต่างประเทศฯ ก่อตั้งขึ้นในประเทศไทยครบรอบ 40 ปีในปี 2559 นี้ โดยร่วมมือร่วมใจกับรัฐบาลไทยทุกยุคสมัยพัฒนาบรรยากาศชุมชนธุรกิจที่แข็งแกร่ง มีบทบาทในการขับเคลื่อนพัฒนาการทางเศรษฐกิจของไทย นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการนำเสนอทางแก้หรือสะท้อนสิ่งที่เป็นปัญหาหรือความกังวลใจของบริษัทต่างชาติที่ดำเนินการอยู่ในประเทศไทย เป้าหมายก็เพื่อสร้างสรรค์บรรยากาศการค้าการลงทุนและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและสังคมไทยในภาพรวม รวมทั้งนำเสนอสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มศักยภศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ทั้งนี้ ยกตัวอย่างบางประเด็นที่เห็นว่าควรได้รับการแก้ไขเพื่อปลดล๊อคขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย อาทิ การปฏิรูปการศึกษาของไทยให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานและทิศทางการพัฒนาประเทศ การเพิ่มแรงงานที่มีทักษะมากขึ้นเพื่อรองรับเศรษฐกิจที่จะขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เป็นต้น
นอกจากนี้ ในส่วนของการเพิ่มความสะดวกแก่นักธุรกิจต่างชาติเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำธุรกิจนั้น ยกตัวอย่างกฎหมายเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าวที่ใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551) ที่ให้ความหมายของการทำงานไว้ว่า เป็นการทำงานโดยใช้กำลังกายหรือความรู้ ไม่ว่าจะได้รับค่าจ้างหรือไม่ก็ตาม กล่าวได้ว่าเป็นคำจำกัดความที่กว้างมาก กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบกิจกรรมทางธุรกิจจะต้องมีใบอนุญาตทำงาน หรือ work permit ซึ่งกฎหมายดังกล่าวครอบคลุมการประกอบกิจกรรมทางธุรกิจหลายประเภทที่นักธุรกิจต่างชาติส่วนใหญ่ไม่ถือว่ากิจกรรมเหล่านั้นเป็นการ “ทำงาน” ยกตัวอย่างเช่น การลงนามในงบการเงินของบริษัทในการประชุมคณะกรรมการบริษัท หรือการเข้ามาเป็นวิทยากรรับเชิญในการประชุมสัมมนา ซึ่งทั้งสองกิจกรรมนี้ ตามกฎหมายแล้วถือว่าเป็นการ “ทำงาน” ทั้งสิ้น และชาวต่างชาติที่จะเข้ามาทำกิจกรรมทั้งสองกิจกรรมนี้ จะต้องมีใบอนุญาตทำงาน เป็นต้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางหอการค้าร่วมต่างประเทศฯ ได้นำเสนอว่า น่าจะเปลี่ยนคำนิยามของคำว่า การทำงาน เพื่อให้ชาวต่างชาติที่เข้ามาติดต่อและประกอบกิจกรรมทางธุรกิจในประเทศไทย สามารถประกอบกิจกรรมทางธุรกิจได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย โดยไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตทำงาน อาทิ การใช้คำนิยาม business visitor กับชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยเพื่อประกอบกิจกรรมทางธุรกิจ โดยอนุญาตให้ชาวต่างชาติดังกล่าวสามารถเข้ามาในประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า หรือขอวีซ่าแบบ visa on arrival และกำหนดประเภทกิจกรรมที่สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงาน ลักษณะนี้จะคล้ายกับแนวคิดของข้อตกลง APEC ที่ประเทศไทยได้ร่วมลงนามเห็นชอบและปรับใช้ร่วมกับกฎหมายไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“ที่ผ่านมาจะเห็นว่ารัฐบาลสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีการเติบโตในภาพรวม แม้จะไม่มากนัก เรายังมีปัญหาอีกหลายด้านที่ต้องการให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วยร่วมพัฒนา ร่วมผลักดันขับเคลื่อนไปข้างหน้า เศรษฐกิจของไทยกำลังเติบโตไปสู่รูปแบบที่ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าและยกระดับความสามารถในการแข่งขัน อยากให้ภาคเอกชนต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุน ร่วมพัฒนากันให้มากๆ” นายกรัฐมนตรีกล่าว ทั้งยังระบุว่า สิ่งที่รัฐบาลเข้ามาดำเนินการทำให้บรรยากาศการทำธุรกิจในประเทศไทยโดยภาพรวมมีความสะดวกและง่ายขึ้นสำหรับผู้ประกอบการ (Ease of Doing Business) โดยการสำรวจและจัดอันดับล่าสุดขององค์กรระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น World Economic Forum หรือธนาคารโลก (World Bank) “เรากำลังไล่ทำหลายอย่างที่ถูกระบุว่ายังเป็นปัญหาอยู่”
[caption id="attachment_116000" align="aligncenter" width="503"]
ด้านนายสแตนลีย์ คัง ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าร่วมต่างประเทศฯ ก่อตั้งขึ้นในประเทศไทยครบรอบ 40 ปีในปี 2559 นี้ โดยร่วมมือร่วมใจกับรัฐบาลไทยทุกยุคสมัยพัฒนาบรรยากาศชุมชนธุรกิจที่แข็งแกร่ง มีบทบาทในการขับเคลื่อนพัฒนาการทางเศรษฐกิจของไทย นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการนำเสนอทางแก้หรือสะท้อนสิ่งที่เป็นปัญหาหรือความกังวลใจของบริษัทต่างชาติที่ดำเนินการอยู่ในประเทศไทย เป้าหมายก็เพื่อสร้างสรรค์บรรยากาศการค้าการลงทุนและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและสังคมไทยในภาพรวม รวมทั้งนำเสนอสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มศักยภศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ทั้งนี้ ยกตัวอย่างบางประเด็นที่เห็นว่าควรได้รับการแก้ไขเพื่อปลดล๊อคขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย อาทิ การปฏิรูปการศึกษาของไทยให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานและทิศทางการพัฒนาประเทศ การเพิ่มแรงงานที่มีทักษะมากขึ้นเพื่อรองรับเศรษฐกิจที่จะขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เป็นต้น
นอกจากนี้ ในส่วนของการเพิ่มความสะดวกแก่นักธุรกิจต่างชาติเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำธุรกิจนั้น ยกตัวอย่างกฎหมายเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าวที่ใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551) ที่ให้ความหมายของการทำงานไว้ว่า เป็นการทำงานโดยใช้กำลังกายหรือความรู้ ไม่ว่าจะได้รับค่าจ้างหรือไม่ก็ตาม กล่าวได้ว่าเป็นคำจำกัดความที่กว้างมาก กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบกิจกรรมทางธุรกิจจะต้องมีใบอนุญาตทำงาน หรือ work permit ซึ่งกฎหมายดังกล่าวครอบคลุมการประกอบกิจกรรมทางธุรกิจหลายประเภทที่นักธุรกิจต่างชาติส่วนใหญ่ไม่ถือว่ากิจกรรมเหล่านั้นเป็นการ “ทำงาน” ยกตัวอย่างเช่น การลงนามในงบการเงินของบริษัทในการประชุมคณะกรรมการบริษัท หรือการเข้ามาเป็นวิทยากรรับเชิญในการประชุมสัมมนา ซึ่งทั้งสองกิจกรรมนี้ ตามกฎหมายแล้วถือว่าเป็นการ “ทำงาน” ทั้งสิ้น และชาวต่างชาติที่จะเข้ามาทำกิจกรรมทั้งสองกิจกรรมนี้ จะต้องมีใบอนุญาตทำงาน เป็นต้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางหอการค้าร่วมต่างประเทศฯ ได้นำเสนอว่า น่าจะเปลี่ยนคำนิยามของคำว่า การทำงาน เพื่อให้ชาวต่างชาติที่เข้ามาติดต่อและประกอบกิจกรรมทางธุรกิจในประเทศไทย สามารถประกอบกิจกรรมทางธุรกิจได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย โดยไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตทำงาน อาทิ การใช้คำนิยาม business visitor กับชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยเพื่อประกอบกิจกรรมทางธุรกิจ โดยอนุญาตให้ชาวต่างชาติดังกล่าวสามารถเข้ามาในประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า หรือขอวีซ่าแบบ visa on arrival และกำหนดประเภทกิจกรรมที่สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงาน ลักษณะนี้จะคล้ายกับแนวคิดของข้อตกลง APEC ที่ประเทศไทยได้ร่วมลงนามเห็นชอบและปรับใช้ร่วมกับกฎหมายไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว






