thansettakij
thansettakij
สรุปมติ ครม.22 พฤศจิกายน 2559

สรุปมติ ครม.22 พฤศจิกายน 2559

22 พ.ย. 59 | 09:41 น.
อัปเดตล่าสุด :22 พ.ย. 59 | 16:41 น.
เทวงเงิน 2.3 หมื่นล.หนุนสินเชื่อเกษตรแปลงใหญ่

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี( ครม.) วันที่ 22 พฤศจิกายน 2559  อนุมัติให้ยกเลิกโครงการสนับสนุนสินเชื่อให้กลุ่มชาวนาผู้ผลิตข้าวแบบแปลงใหญ่ปี 2559/2560 ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 และยกเลิกโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อพัฒนาระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2559 เนื่องจากมีสนใจไม่มากนัก โดยอนุมัติให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินงานโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อพัฒนาการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จำนวน 2,000 แปลง ซึ่งเป็นโครงการใหม่ กรอบวงเงินทั้งสิ้น 23,000 ล้านบาท แบ่งเป็น วงเงินสินเชื่อแปลงละไม่เกิน 10 ล้านบาท เป้าหมาย 2,000 แปลง จำนวน 20,000 ล้านบาท และงบประมาณสำหรับชดเชยดอกเบี้ยให้แก่ ธ.ก.ส.ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี เป็นระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559-ธันวาคม 2564 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ให้ ธ.ก.ส.แยกบัญชีออกจากการดำเนินงานปกติ เป็นการดำเนินงานตามนโยบายรัฐ เพื่อขอรับการชดเชยความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตจากรัฐ โดย ธ.ก.ส.เสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี ตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ตามขั้นตอนต่อไป

ไฟเขียวโครงการค้ำประกันสินเชื่อช่วยเอสเอ็มอี

ที่ประชุม ครม. (22 พฤศจิกายน) เห็นชอบในหลักการมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ผ่านโครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs ทวีทุน (Portfolio Guarantee Scheme:PGS ระยะที่ 6) เนื่องจากโครงการระยะที่ 5 ได้เต็มวงเงินเมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยรัฐบาลจะใช้งบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ 2561 เป็นค่าประกันชดเชยจำนวนไม่เกิน 5,750 ล้านบาท เป้าหมายเพื่อช่วยเหลือ SMEs ที่เป็นเกษตร ท่องเที่ยว และบริการ โดยให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณ

สำหรับคุณสมบัติของภาคธุรกิจที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องมีทรัพย์สินถาวรไม่รวมที่ดินต่ำกว่า 200 ล้านบาท ต้องไม่นำสินเชื่อใหม่ไปชำระหนี้เดิมกับสถาบันการเงินผู้ให้กู้ เป็น SMEs ที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ โดยมีระยะเวลาค้ำประกัน 10 ปี วงเงินค้ำประกันต่อรายไม่เกิน 40 ล้านบาท/สถาบัน สิ้นสุดโครงการ 30 มิถุนายน 2561 ทั้งนี้ คาดว่า จะช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงแหล่งทุนได้ประมาณ 33,000 ราย ก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินจำนวน 168,000 ล้านบาท และก่อให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 458,000 ล้านบาท และมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นจำนวน 132,000 คน

ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียว

ที่ประชุม ครม.(22 พฤศจิกายน) เห็นชอบให้ทบทวนโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี และการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2559/2560 (เพิ่มเติม) เพื่อให้เกษตรผู้ปลูกข้าวเหนียว สามารถเข้าร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2559/2560 โดยให้เป็นไปตามกรอบวงเงินที่ ครม.ได้ให้ความเห็นชอบไว้แล้วเมื่อ 14 มิถุนายน 2559  วงเงินสินเชื่อ 23,734 ล้านบาท และวงเงินค่าใช้จ่าย 3,978.22 ล้านบาท ทั้งนี้ ให้ธ.ก.ส.จ่ายสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกเหนียว จากเดิมที่เห็นชอบข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกเจ้า และข้าวเปลือกปทุมธานี 1 โดยให้อยู่ในกรอบข้าวเปลือกหอมมะลิ จำนวน 2 ล้านตันข้าวเปลือก ตามที่ครม.ให้ความเห็นชอบพื้นที่ปลูกข้าวทุกจังหวัดทั่วประเทศไว้แล้ว กำหนดให้ข้าวเปลือกเหนียวที่มีความชื้นไม่เกิน 15% สิ่งเจือปนไม่เกิน 2% ในอัตราไม่เกิน 90% ของราคาตลาด โดยพิจารณาจากราคาตลาดเฉลี่ยปัจจุบันตันละ 10,560 บาท กำหนดวงเงินสินเชื่อตันละ 9,500 บาท

ให้ค่าเก็บรักษาข้าวเปลือกตันละ 1,500 บาท โดยจ่ายเป็นค่าเตรียมข้าวเปลือกเข้าร่วมโครงการให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการในวันเบิกรับเงินกู้ 1,000 บาทและจ่ายเพิ่มอีกตันละ 500 บาทในวันที่ไถ่ถอนข้าวเปลือกหลังจากเข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 30 วัน และขยายระยะเวลาโครงการสำหรับภาคใต้ด้วย

แรงงานเฮ ครม.ปรับค่าจ้างขั้นต่ำใน 69 จังหวัด 

ที่ประชุม ครม.(22 พฤศจิกายน) รับทราบประกาศคณะกรรมการค่าจ้างเรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 8) ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2559 เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ครอบคลุมทุกภูมิภาค ดังนี้ ปรับขึ้น 5 บาท/วัน จำนวน 49 จังหวัด อาทิ กาญจนบุรี กำแพงเพชร จันทบุรี พิจิตร และพิษณุโลก ปรับขึ้น 8 บาท/วัน จำนวน 18 จังหวัด อาทิ กระบี่ ขอนแก่น ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และเชียงใหม่ ปรับขึ้น 10 บาทต่อวัน ใน 7 จังหวัด อาทิ กทม. นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี และภูเก็ต แต่คงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำไว้ที่ 300 บาท/วันใน 8 จังหวัด ประกอบด้วย ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี ยะลา ระนอง และสิงห์บุรี