thansettakij
thansettakij
รัฐบาลเร่งดับไฟหั่น“บัตรคนจน”สะเทือนฐานเสียง

รัฐบาลเร่งดับไฟหั่น“บัตรคนจน”สะเทือนฐานเสียง

21 ก.ค. 69 | 23:00 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ก.ค. 69 | 00:42 น.

รัฐบาลเร่งดับไฟหั่น“บัตรคนจน”สะเทือนฐานเสียง : รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4220

KEY

POINTS

  • รัฐบาลทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ใหม่ หลังประชาชนกว่า 9.31 ล้านคนถูกตัดสิทธิ์ สร้างผลกระทบต่อฐานเสียงทางการเมือง
  • ปัญหาหลักเกิดจากหลักเกณฑ์การคัดกรองที่ไม่สะท้อนความจริง โดยเฉพาะการถือครองรถยนต์ และ รถจักรยานยนต์เก่าที่เลิกใช้งานแล้ว
  • รัฐบาลเร่งแก้ไขโดยขยายเวลาอุทธรณ์และเตรียมปรับปรุงเกณฑ์การพิจารณาใหม่ เพื่อลดแรงกดดันและช่วยเหลือผู้เดือดร้อนอย่างแท้จริง

การประกาศทบทวน “ผู้มีสิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569” ซึ่งตั้งใจให้เป็นการ "ยกเครื่องฐานข้อมูลคนจน" ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี กลับกลายเป็นชนวนวิกฤตทางการเมือง เมื่อประชาชนจำนวนมากถูกตัดสิทธิจากหลักเกณฑ์ที่ถูกตั้งคำถามว่า ไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของชีวิตคนรายได้น้อย จนรัฐบาลต้องรีบ “กลับลำ” ภายในเวลาไม่กี่วัน

ล่าสุดกรณีการครอบครองรถจักรยานยนต์เกิน 1 คัน รถยนต์เก่าที่ยังมีชื่อในระบบ รถโอนลอย รถถูกสวมสิทธิ์ ไปจนถึง นักศึกษาส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ที่เดิมคือ กศน. ก็ถูกตัดสิทธิ ล้วนกลายเป็นแรงกดดันให้รัฐบาล ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ต้องเร่งทบทวนหลักเกณฑ์ พร้อมขยายเวลาอุทธรณ์ และเลื่อนการเสนอรายละเอียดเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จากเดิมวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ไปเป็นวันที่ 27 กรกฎาคม เพื่อรวบรวมข้อเสนอทั้งหมดให้พิจารณา

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนปัญหาของระบบฐานข้อมูลภาครัฐ แต่ยังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาล "อนุทิน 2" ในการบริหารนโยบายที่กระทบประชาชนวงกว้าง

รื้อใหม่ไม่ผ่าน 9.31 ล้านคน 

ตัวเลขของกระทรวงการคลังที่ปรากฏออกมาหลังเปิดให้ลงทะเบียนรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ประจำปี 2569 มีกว่า 18.82 ล้านคน ผ่านเกณฑ์เพียง 9.51 ล้านคน ขณะที่ 9.31 ล้านคน ไม่ผ่านการคัดกรอง

ตัวเลขดังกล่าวทำให้รัฐบาลต้องออกมายอมรับว่า ฐานข้อมูลจำนวนหนึ่งยังไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง โดยเฉพาะกรณีรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ซึ่งมีประชาชนจำนวนมาก ยังมีชื่อถือครองรถเก่าที่เลิกใช้ไปแล้ว รถที่ขายแบบโอนลอย หรือแม้แต่ถูกนำชื่อไปใช้โดยไม่รู้ตัว

“สิริพงศ์"ขอโทษประชาชน

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ หน่วยงานที่ออกมาเคลื่อนไหวคือกระทรวงคมนาคม โดย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย ถึงขั้นออกมากล่าว "ขออภัยประชาชน" พร้อมทำหนังสือถึงกระทรวงการคลัง ขอให้ทบทวนหลักเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับการครอบครองรถจักรยานยนต์ และ รถยนต์ 

“กระทรวงคมนาคมต้องกราบขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นในการดำเนินการ เนื่องจากหลักเกณฑ์ระเบียบต่างๆ นั้น ออกมาเพื่อต้องการจะคัดกรองให้ผู้ที่สมควรจะได้รับการช่วยเหลือไปถึงบุคคลเหล่านั้นให้มากที่สุด แต่เมื่อพบปัญหาว่า มีข้อจำกัดบางอย่างที่อาจจะทำให้ประชาชนเกิดความไม่สะดวก กระทรวงคมนาคม โดยกรมขนส่งทางบก มีความพยายามเต็มที่ โดยได้เปิดอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในประเด็นที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องรถยนต์”

เกณฑ์สำคัญที่จะมีการทบทวน ได้แก่ รถยนต์อายุเกิน 20 ปี ไม่นับเป็นเหตุถูกตัดสิทธิ, รถจักรยานยนต์อายุเกิน 15 ปี ไม่นำมาพิจารณา, อนุญาตให้ถือครองรถจักรยานยนต์ไม่เกิน 2 คัน แม้ยังผ่อนชำระอยู่, เปิดช่องตรวจสอบรถที่ชำรุด สิ้นสภาพ หรือรถโอนลอย, รับรองกรณีถูกสวมชื่อเป็นเจ้าของรถ 

โดยนายกรัฐมตรีได้มีข้อสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแล และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการอุทธรณ์สิทธิ์อย่างเต็มที่

"ได้มอบแนวทางให้พิจารณาการขยายระยะเวลาการอุทธรณ์เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสพิสูจน์สิทธิ์อย่างครบถ้วน โดยทั้งหมดได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง ไปรวบรวมหลักเกณฑ์ ข้อเสนอทั้งหมด และนำมาเสนอเข้า ครม.ในวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม ต่อไป ซึ่งเป็นการเลื่อนจากกำหนดเดิมที่จะเข้า ครม. ในวันนี้ (21 ก.ค.) เพื่อให้ครอบคลุมข้อเสนอต่างๆ มากขึ้น" นายสิริพงศ์ ระบุ

"ของจริงไม่เหมือนบนกระดาษ"

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เสียงเรียกร้องให้ทบทวนเกณฑ์ครั้งนี้ ไม่ได้เริ่มจากฝ่ายค้าน แต่เริ่มจากรัฐมนตรี และ สส.พรรคร่วมรัฐบาลเอง
นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.พรรคภูมิใจไทย และประธานวิปรัฐบาล ยอมรับว่า หลักเกณฑ์ที่ออกแบบบนโต๊ะประชุม ครม. ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในพื้นที่

"ของจริงไม่เหมือนบนกระดาษ" ประโยคสั้น ๆ นี้ สะท้อนช่องว่างระหว่างการออกแบบนโยบายกับวิถีชีวิตจริงของประชาชน เพราะในทางปฏิบัติคนจำนวนไม่น้อยยังมีชื่อถือครองรถจักรยานยนต์ ตั้งแต่เมื่อกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ทั้งที่รถหาย ขาย หรือพังไปแล้ว

                          รัฐบาลเร่งดับไฟหั่น“บัตรคนจน”สะเทือนฐานเสียง   รัฐบาลเร่งดับไฟหั่น“บัตรคนจน”สะเทือนฐานเสียง   รัฐบาลเร่งดับไฟหั่น“บัตรคนจน”สะเทือนฐานเสียง

“คลัง”ทบทวนเกณฑ์บัตรคนจน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ชี้แจงว่า แม้การคัดกรองจะอาศัยฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) จากหลายหน่วยงาน แต่ยอมรับว่า ข้อมูลบางส่วนยังไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของประชาชน ส่งผลให้ผู้มีรายได้น้อยบางรายอาจไม่ได้รับสิทธิ ทั้งที่ยังมีความเดือดร้อน

ด้วยเหตุนี้ กระทรวงการคลังจึงได้ประสานกระทรวงมหาดไทย จัดตั้ง ศูนย์ One Stop Service ในระดับอำเภอ เพื่อเป็นจุดรับเรื่องทบทวนสิทธิ ช่วยประชาชนตรวจสอบข้อมูล และเตรียมเอกสารประกอบการอุทธรณ์ ก่อนส่งเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเตรียมเสนอให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องพิจารณาขยายระยะเวลาการอุทธรณ์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถชี้แจงข้อเท็จจริง และนำหลักฐานมายืนยันสิทธิได้อย่างทั่วถึง

อีกประเด็นที่อยู่ระหว่างเร่งแก้ไข คือ หลักเกณฑ์การพิจารณาการถือครองรถยนต์ และ รถจักรยานยนต์ ซึ่งความจริงเริ่มปรากฏออกมาทั้งหมดแล้ว หลังจากเราดูแลกลุ่มคนที่เดือดร้อนให้เรียบร้อย จะต้องไปจัดการกับกลุ่มที่หลอกลวงชาวบ้าน นำชื่อเขาไปใช้จนทำให้เดือดร้อนด้วย 

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะนำข้อเสนอทั้งการขยายระยะเวลาอุทธรณ์ และการปรับปรุงหลักเกณฑ์บางประการ เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบปี 2569 มีความเป็นธรรม สะท้อนข้อเท็จจริง และทำให้ความช่วยเหลือจากภาครัฐตกถึงผู้ที่มีความจำเป็นอย่างแท้จริง

จี้ทบทวนหลักเกณฑ์บัตรคนจน

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน แสดงความเห็นถึงกรณีรัฐบาลทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า จากการแถลงของรัฐบาลสะท้อนให้เห็นว่า ระบบเละเทะ มีปัญหามากจริง ๆ จากการที่จะคัดคนออกให้ได้มากที่สุด ตามที่ได้กำหนดงบประมาณเอาไว้ ทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาจากการใช้เกณฑ์ที่แข็งตัวมากเกินไป ทำให้คนที่เดือดร้อนจริง ๆ ตกหล่นจากมาตรการเหล่านี้ เป็นภาระของประชาชนที่ต้องเดินทางไปอุทธรณ์ด้วยตัวเอง

“ทั้งเรื่องรถยนต์เก่า และ รถจักรยานยนต์เก่า ก็มาใส่ในรายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งความเดือดร้อนของประชาชนซับซ้อนมากกว่านั้น มาใช้เกณฑ์ตายตัวว่า จะต้องผ่านคุณสมบัติทุกข้อแบบนี้ไม่ได้ เพราะมีความละเอียดอ่อน เช่น บางคนอาจรายได้น้อย บางคนมีสินทรัพย์แต่ไม่สามารถนำมาประกอบอาชีพได้แล้ว”

ดังนั้น สิ่งที่เสนอ ถ้าอยากจะคัดกรองคนจริง ๆ ควรใช้ระบบคะแนนมากกว่าให้ผ่านทุกคุณสมบัติ แล้วตัดสินว่าเขาควรได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ ในช่วงที่รัฐบาลมีงบประมาณจำกัดมาก ๆ เราก็เข้าใจว่าทำไมต้องทำแบบพุ่งเป้า แต่ถ้าพุ่งเป้าก็ต้องมีข้อมูลที่แม่นยำมากพอ ไม่เช่นนั้นความตั้งใจที่จะคัดคนจนจริง ๆ ก็จะกลายเป็นว่าคนจนจริงไม่ได้รับการช่วยเหลือ

“ขอให้กลับมาทบทวนหลักเกณฑ์จริง ๆ จัง ๆ ถึงวิธีการที่จะตัดสินว่าใครควรได้รับ ไม่ได้รับ ควรจะต้องเป็นแบบไหน แล้วแบบไหนถึงจะคัดคนยากจนให้ได้รับความช่วยเหลือจริง ๆ” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

ดับไฟกระทบฐานเสียงการเมือง

การยอมทบทวนเกณฑ์ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ภายในเวลาไม่กี่วัน สะท้อนว่า รัฐบาลประเมินแล้วว่า หากปล่อยให้ปัญหาบานปลาย ต้นทุนทางการเมืองจะสูงกว่าการยอมถอย โดยเฉพาะเมื่อผู้ได้รับผลกระทบ คือประชาชนฐานราก ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของทุกพรรคการเมือง 

ยิ่งเมื่อก่อนหน้านี้รัฐบาลเพิ่งต้องทบทวนหลักเกณฑ์ใหม่ในประเด็น "ภาษีพ่อแม่" หลังถูกกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก การกลับมาทบทวนนโยบายอีกครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน จึงสะท้อนคำถามถึงกระบวนการกลั่นกรองนโยบายของรัฐบาล ว่ามีการประเมินผลกระทบก่อนประกาศใช้มากน้อยเพียงใด

แม้รัฐบาลจะยืนยันว่า การทบทวนสิทธิครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้เม็ดเงินของรัฐไปถึงคนจนจริง และสามารถดึงผู้มีรายได้น้อยเข้าสู่ระบบได้เพิ่มกว่า 2.3 ล้านคน 

แต่สิ่งที่ประชาชนกำลังตั้งคำถาม ไม่ใช่เพียงว่า "ใครได้สิทธิ" หากแต่คือ รัฐบาลมีฐานข้อมูลที่แม่นยำพอจะตัดสินชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนหรือไม่

เพราะเมื่อระบบคัดกรอง “ผิดพลาด” ภาระทั้งหมดก็มาตกอยู่กับชาวบ้านที่ต้องดิ้นรนเดินทางไปอำเภอ หรือ กรมการขนส่งฯ เพื่อพิสูจน์ความยากจนของตนเอง และได้กลายเป็น “ภาพจำเชิงลบ” ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาลไปแล้ว

การประชุม ครม.ในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ จึงเป็นด่านสำคัญว่า รัฐบาลจะสามารถเร่งเคลียร์ปัญหาให้ได้ข้อยุติโดยเร็วหรือไม่ เพราะหากปล่อยให้ล่าช้าเนิ่นนานออกไป ผลกระทบในทางการเมืองโดยเฉพาะ “ความนิยม” ที่มีต่อรัฐบาล อาจลดน้อยถอยลงมากไปกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็เป็นไปได้...

รายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4220