thansettakij
เลือกตั้ง 2569 “โมฆะ-ไม่โมฆะ” จบที่ศาลรัฐธรรมนูญ

เลือกตั้ง 2569 “โมฆะ-ไม่โมฆะ” จบที่ศาลรัฐธรรมนูญ

17 ก.พ. 2569 | 23:00 น.

เลือกตั้ง 2569 “โมฆะ-ไม่โมฆะ” จบที่ศาลรัฐธรรมนูญ : รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4176

KEY

POINTS

  • มีการยื่นเรื่องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ปี 2569 ขัดต่อหลักการ "ลงคะแนนโดยลับ" ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
  • กกต. ยืนยันว่า บาร์โค้ดมีไว้เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตร และไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า ผู้ใดลงคะแนนให้ใคร ขณะที่ฝ่ายผู้ร้องเกรงว่า อาจทำให้ความลับรั่วไหล
  • ชะตากรรมของการเลือกตั้งครั้งนี้ ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นผู้ชี้ขาดสุดท้ายว่าจะให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่

การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังเผชิญ “จุดเปลี่ยน” สำคัญทางกฎหมายและการเมือง จากประเด็น “บาร์โค้ด–คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ที่ถูกตั้งคำถามว่าอาจกระทบหลักการเลือกตั้ง “โดยตรงและโดยลับ” ตามรัฐธรรมนูญ

แม้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวเป็นเพียงเครื่องมือป้องกันการปลอมแปลงบัตร แต่แรงกดดันจากภาคการเมือง ภาคประชาชน และ กลุ่มเคลื่อนไหวบางส่วน ได้ขยายตัวเป็นข้อเรียกร้องให้เลือกตั้งเป็น “โมฆะ” ด้วยการส่งเรื่องให้ ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้ชี้ขาด 

คำถามใหญ่จึงอยู่ที่ว่า ปลายทางของเกมนี้จะไปจบที่ใด

“ล้มเลือกตั้ง”ผ่านผู้ตรวจฯ

หนึ่งในกลไกที่ถูกงัดขึ้นมาใช้คือ การยื่นคำร้องผ่าน “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” เพื่อส่งเรื่องให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” วินิจฉัยว่า การจัดทำบาร์โค้ด–คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ 
บุคคลที่เคลื่อนไหวในแนวทางนี้ ได้แก่ 

นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แกนนำพรรคทางเลือกใหม่ ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีการติดบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง สส.ทั้งบัญชีรายชื่อ และ เขต สามารถตรวจสอบจากต้นขั้วได้ว่าบัตรเลือกตั้งใบนี้เป็นของใครและลงคะแนนให้ใคร ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่เป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับ

นายศรีสุวรรณ จรรยา ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ-ศาลปกครอง วินิจฉัยกรณีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด อาจทำให้ความลับการลงคะแนนรั่วไหล ส่งผลให้การเลือกตั้ง สส. ไม่สุจริตเที่ยงธรรม 

นายรณรงค์ แก้วเพ็ชร ทนายความชื่อดัง ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยว่าการมีรหัสบนบัตรเลือกตั้งอาจทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับ อันอาจขัดมาตรา 85 รัฐธรรมนูญ 2560

นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋นบุรีรัมย์” และกลุ่มผู้ร้องรายอื่น ๆ ที่ยื่นคำร้องในลักษณะเดียวกัน

ผู้ตรวจฯให้กกต.แจงใน 7 วัน

เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2569 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งหนังสือถึงสำนักงาน กกต. ขอให้มีการชี้แจงกรณี มีผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การที่ กกต.พิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจนรู้ได้ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด พรรคการเมืองใด เข้าข่ายเป็นการกระทำขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 และพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 96 หรือไม่ โดยกำหนดให้สำนักงานกกต.ชี้แจงกลับมาภายใน 7 วัน (ถึง 23 ก.พ. 69)

ก่อนหน้านี้มีผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจฯ ขอให้ตรวจสอบเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง ณ วันที่ 13 ก.พ. รวม 12 คำร้อง โดยในจำนวนนี้มีคำร้องที่ยื่นขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินมีหนังสือแจ้งให้กกต.ชี้แจงนั้นมาจาก 3 คำร้องคือ คำร้องของ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ นายทันกวินท์  รัฐวัฒก์อังกูร นักธุรกิจและนักวิชาการอิสระ และตัวแทนประชาชนที่ขอสงวนชื่อ 

ทั้งนี้ ตามขั้นตอนของผู้ตรวจการแผ่นดินหลังจากได้รับหนังสือชี้แจงจากสำนักงาน กกต.แล้ว ทางสำนักงานฯ จะประมวลเรื่องและเสนอที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณา หากที่ประชุมเห็นว่าคำร้องมีมูลเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญก็จะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แต่หากเห็นว่าไม่มีมูลก็จะสั่งยุติเรื่อง 

                           เลือกตั้ง 2569 “โมฆะ-ไม่โมฆะ” จบที่ศาลรัฐธรรมนูญ

โมฆะ-ไม่โมฆะอยู่ที่ศาล รธน.

ปัจจุบัน ผู้ตรวจการแผ่นดินมี 2 คน ได้แก่ นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และ พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่วนอีก 1 ตำแหน่งอยู่ระหว่างการสรรหา โดยจะเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาในวันที่ 26 ก.พ.นี้ 

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า เรื่องจะเป็นโมฆะหรือไม่ อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิจารณา 

กกต.ชี้แจง 3 ประเด็นหลัก 

เมื่อวันที่ 13 ก.พ.2569 ผู้บริหารสำนักงาน กกต. อาทิ 
ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. วรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผอ.สำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง ได้แถลงชี้แจงข้อเท็จจริง สรุปได้ว่า 

1.บาร์โค้ด–คิวอาร์โค้ด เป็นมาตรการป้องกันการปลอมแปลง ตามระเบียบ กกต. ข้อ 129 

2.สามารถสแกนเชื่อมโยงไปยัง “ต้นขั้วบัตร” ได้ แต่ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ใดลงคะแนนให้ใคร

3.ยังมีมาตรการ Tracking อื่น ๆ เสริมความปลอดภัย แต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดเพื่อป้องกันช่องโหว่ 

ด้าน นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ยืนยันผ่านช่องทางส่วนตัวว่า การลงคะแนนยังคงเป็นไปโดยตรงและลับ การจัดเก็บบัตรและข้อมูลแยกส่วน และไม่สามารถเข้าถึงได้โดยไม่มีคำสั่งศาล

มาตรา 85 และดุลพินิจศาล 

หัวใจของข้อพิพาทคือ การตีความคำว่า “การเลือกตั้งโดยตรงและลับ” ตามมาตรา 85 รัฐธรรมนูญ 2560 

ฝ่ายร้องเห็นว่า “ความเป็นไปได้” ที่จะเชื่อมโยงข้อมูลได้ ก็เพียงพอจะทำให้หลักความลับสั่นคลอน 

ฝ่าย กกต.เห็นว่า “ความเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ” คือสาระสำคัญ เพราะไม่สามารถรู้ได้ว่าประชาชนเลือกใคร 

หากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง และวินิจฉัยว่า “ขัดรัฐธรรมนูญ” ผลทางกฎหมายอาจรุนแรงถึงขั้นให้การเลือกตั้งทั้งประเทศเป็น “โมฆะ” ซึ่งจะสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เดิมพันทางการเมือง-เศรษฐกิจ

การเลือกตั้งที่ยังไม่รับรองผลอย่างเป็นทางการ ทำให้บรรยากาศการจัดตั้งรัฐบาลชะลอตัว ตลาดทุนและนักลงทุนจับตาความแน่นอนของเสถียรภาพการเมือง 

หากกระบวนการยืดเยื้อ หรือมีคำสั่งให้เลือกตั้งใหม่ จะกระทบทั้งงบประมาณ ความเชื่อมั่น และการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ 

คำตอบสุดท้ายอยู่ที่ดุลพินิจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ 

ผู้ตรวจการแผ่นดินจะส่งหรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญจะรับหรือไม่ 

และ หากรับแล้ว จะวินิจฉัยอย่างไร 

“บาร์โค้ด” ที่ถูกออกแบบเพื่อกันปลอมแปลง กำลังกลายเป็นชนวนความขัดแย้งทางการเมืองครั้งใหญ่  

เลือกตั้ง 2569 จะเดินหน้าต่อ หรือ ย้อนศรสู่จุดเริ่มต้น คำตอบอาจไม่ได้อยู่ในคูหาอีกต่อไป แต่อยู่ในห้องพิจารณาคดีของศาล....

รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4176