
นายกฯ คนที่ 30 ไม่ง่ายเหมือน ล้วง“ส้ม”ในลัง
คอลัมน์ฐานโซไซตี นายกฯ คนที่ 30 ไม่ง่ายเหมือน ล้วง“ส้ม”ในลัง โดย..กาแฟขม
***หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3890 ระหว่างวันที่ 25-27 พ.ค.2566 ...โดย... กาแฟขม
*** ด้วยตัวเลขบังคับโหวตนายกรัฐมนตรี ต้องมีเสียงกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา 750 คนเห็นชอบ นั่นหมายถึงจำนวน 376 เสียงเห็นชอบนายกรัฐมนตรี เมื่อเสียงส.ส.รวมกันภายใต้พิธา 1 ยังจำกัดอยู่ที่ 313 เสียง จำต้องนำเสียงส.ว.มาเติม 63 เสียง การรวบรวมเสียงภายใต้ # ไม่เอาคนนั้น ไม่เอาคนนี้ แม้กระทั่งชาติพัฒนากล้าที่ไปเชิญเขามาแท้ๆ เมื่อถูกติด #มีกรณ์ ไม่มีกู ก็พังพาบภายในไม่กี่ชั่วโมง ทั้งที่เขาไม่รู้อะไรด้วย แต่บรรดากองเชียร์ทั้งหลายไม่ถูกใจที่หัวหน้าพรรคไปเป่านกหวีด และหนุน พล.อ.ประยุทธ์ มาคราวที่แล้ว ถ้าคิดตรรกะเดียวกัน เป็นอันว่าส.ส.ที่เหลือพรรคอื่นๆ (รัฐบาลเดิม) หมดสิทธิ์ทั้งสิ้น ก็ต้องมุ่งไปหา ส.ว. แต่ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด ของส.ว.ชุดนี้โหวตหนุน “ประยุทธ์” มาทั้งสิ้น แล้วจะเอาด้วยกับเขาไหม ก็ย้อนแย้งกันอยู่ในทีสำหรับพรรคส้ม และทำให้เส้นทาง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ก้าวขึ้นเป็นนายกฯ คนที่ 30 ก็ไม่ได้ราบรื่นเหมือนล้วงส้มในลัง
*** เพื่อเป็นการลดแรงกดดันในประเด็นอ่อนไหวกับ ส.ว. และคนไทยจำนวนมาก ในบันทึกเอ็มโอยู 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นพื้นฐานจัดตั้งรัฐบาลและทำงานร่วมกัน ล่าสุด ปรับเพดานลง เป็นข้อความ ทุกพรรคเห็นร่วมกันว่า ภารกิจของรัฐบาลที่จะผลักดันนั้น ไม่กระทบรูปแบบของรัฐ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดละเมิดไม่ได้ขององค์พระมหากษัตริย์ อันเป็นอรัมภบทในเอ็มโอยู ก่อนตอบคำถามในการแก้กฎหมายอาญามาตรา 112 ยืนยันทำอยู่ โดยพรรคก้าวไกล ได้ยื่นเข้าสู่สภาฯ แล้ว เป็นการดำเนินการของพรรค ให้เป็นการผลักดันของพรรคแทนการดำเนินการในฐานะรัฐบาล ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาลเองหลายพรรคที่ไม่แตะ 112 ก็คลายความกังวลลง แถมพกเรื่องการเกณฑ์ทหาร ในเอ็มโอยู เปลี่ยนการเกณฑ์ทหารแบบบังคับ เป็นระบบสมัครใจ ทั้งนี้ยังคงไว้ซึ่งการเกณฑ์ทหารหากมีศึกสงคราม ..ต้องดูหลังจากนี้จะแหกด่านปีนหน้าผาไปหาอีก 63 เสียงส.ว.มาได้หรือไม่
*** ย้ำอีกที ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พรรคอันดับ 2 จำนวน 141 ที่นั่ง เมื่อตอบคำถามในระหว่างการเซ็นเอ็มโอยู ยังยืนยันที่มีการวิเคราะห์จะมีการยุบพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) รวมเพื่อไทยเป็นรัฐบาลตามที่มีการวิเคราะห์ เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหลายทั้งปวง เพื่อไทยไม่รับรู้ ขอปฏิเสธ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ แม้เหตุการณ์จะเกิดจริงหรือไม่จริง แต่ความเป็นไปได้ที่เพื่อไทยจะรวมกับ พปชร. ยุบพรรค ต้องตอบตรงนี้ว่าเป็นไปไม่ได้ ต้องตอบแบบนี้ ยืนยันครั้งที่ 501 เรายังยึดมั่นเจตนารมณ์ที่ประกาศหนุน นายพิธา เป็นนายกฯ คนที่ 30 ก็ยังเป็นประเด็นที่ให้พรรคก้าวไกลเดินให้สุดซอยก่อน หากก้าวไกล พิธา นับรวมแล้วไม่ถึง 376 เสียงสนับสนุน ตั้งนายกรัฐมนตรีไม่ได้ เมื่อนั้นคงถึงคราวเพื่อไทยกระมัง และไม่ได้เป็นการผิดคำพูด อันนี้ต้องดูสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง วันต่อวัน เมื่อมีความเคลื่อนไหว ในฟากฝ่ายพรรคลุงป้อม ที่มีการวิเคราะห์ออกมาในทำนองให้ลุงป้อมถอยออกมาเพื่อให้ส.ส.ในพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อไทยเป็นแกนนำได้ เป็นการเดินในสเต็ป2-3 ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว พลิกแพลงตามกระแสและสถานการณ์ หรือบีบรัดการเจรจาต่อรองตำแหน่งในครม.กัน ถ้าไม่อย่างนั้นจะวืดนะ ถ้าไม่อย่างนี้จะพังนะ ข่าวแบบนี้จะออกมาเป็นระยะๆ ในคราวจัดตั้งรัฐบาล จัดตั้งครม.
*** สีสันระหว่างแถลงเอ็มโอยู เมื่อถึงข้อ 16.นำกัญชากลับไปอยู่ในบัญชียาเสพติดให้โทษ ผ่านการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข โดยมีกฎหมายควบคุมและรองรับการใช้ประโยชน์จากกัญชา ชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ ผู้รณรงค์ต่อต้านกัญชาเสรีของพรรคการเมืองบางพรรค ลุกขึ้นปรบมือ ชูมือตะโกนเชียร์แสดงอาการดีใจ ว่าที่จริงประเด็นนี้ต้องกลับไปดูรายละเอียดกันอีกที เรื่องกัญชาในแง่สันทนาการ ประโยชน์โทษภัย ต้องคุยกันให้ชัด ส่วนกัญชาทางการแพทย์นั้นทุกฝ่ายคงเห็นตรงกัน
*** แจ้งมาจากมูลนิธิคึกฤทธิ์ 80 ในพระบรมราชูปถัมภ์ฯ วันที่ 29 พ.ค.นี้ ที่สถาบันคึกฤทธิ์ ซอยงามดูพลี จะจัดการอภิปราย ปัญหาเศรษฐกิจที่รอรัฐบาลใหม่ โดยเชิญกูรูนักเศรษฐศาสตร์อาวุโสระดับนำของประเทศ ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี และ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ มาอภิปรายถกเถียงแลกเปลี่ยนกัน โดยมี หม่อมราชวงศ์ ปรีดิยาธร เทวกุล ประธานกรรมการมูลนิธิคึกฤทธิ์ เป็นผู้ดำเนินรายการอภิปราย เริ่มลงทะเบียนกันตั้งแต่ 13.00 น. และเริ่มอภิปรายกัน 14.00 น. น่าไปรับฟังกันดู จะได้มีข้อมูลความรู้มาเติมเต็มวางแผนทางด้านเศรษฐกิจกันได้







