thansettakij
thansettakij
เลือกตั้งเลือกอนาคต การเมือง‘ประชานิยม’

เลือกตั้งเลือกอนาคต การเมือง‘ประชานิยม’

09 เม.ย. 66 | 08:07 น.
อัปเดตล่าสุด :09 เม.ย. 66 | 08:25 น.

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3877

ไม่ทำให้ผิดหวังและสมกับคำขวัญ “คิดใหญ่” พรรคเพื่อไทยเปิดนโยบายใหม่และเรียกเสียงฮือฮาอีกครั้ง เมื่อนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคแถลง หากได้เป็นรัฐบาลจะเติมเงินหนึ่งหมื่นบาทเข้าดิจิทัล วอลเลต ให้คนไทยทุกคนที่อายุเกิน 16 ปีขึ้นไป เพื่อไปใช้สอยจากร้านค้าชุมชนในรัศมี 4 กิโลเมตรจากที่พัก ในเวลา 6 เดือน

ทำให้เกิดคำถามตามมาทันทีว่าจะใช้เงินจากไหน เพราะคิดเป็นจำนวนคนที่ต้องอุดหนุนถึง 54-55 ล้านคน เม็ดเงินที่ต้องใช้สูงถึง 5.5 แสนล้านบาท ท่ามกลางความวิตกถึงผลกระทบที่จะตามมา ทั้งภาระหนี้สาธารณะของประเทศ ที่พุ่งสูงจากทุ่มลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและรับมือโควิด-19 จนต้องยกเพดานการก่อหนี้เพิ่มไปแล้ว หรือจะไปซํ้าเติมภาวะเงินเฟ้อจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกหรือไม่
 

พรรคเพื่อไทยอาจชี้แจงรายละเอียดนโยบายนี้เพิ่มเติมภายหลัง เช่นเดียวกับตอนเสนอ “ขึ้นเงินเดือนขั้นตํ่า 600 บาท” ก่อนหน้านี้ ที่ทำเอาผู้ประกอบการร้องกันเป็นแถว ห่วงซํ้ารอยการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นตํ่ารวดเดียว 300 บาทเช่นครั้งอดีต ที่ติดเป็นอัตราเพิ่มหลายสิบเปอร์เซนต์ ที่ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กจำนวนมากปรับตัวไม่ทัน ต้องบอกเลิก หรือหนีไปจ้างแรงงานเถื่อน ขณะที่โรงงานใหญ่ย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่ค่าแรงถูกกว่า ซึ่งต่อมาพรรคเพื่อไทยขยายความว่า เป็นเป้าหมายในปี 2570 และต้องบริหารให้เศรษฐกิจขยายตัวขั้นตํ่าปีละ 5%

การเสนอนโยบาย “ประชานิยม” ของพรรคการเมือง ที่กระตุ้นให้คู่แข่งต้องคิดนโยบายที่ประชานิยมยิ่งกว่ามาเสนอในตลาด “นโยบาย” เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงในหีบบัตรเลือกตั้งที่จะถึงนี้ กำลังนำประเทศไปสู่กับดักประชานิยมหรือไม่

ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รวบรวมนโยบายเศรษฐกิจของ 6 พรรคการเมืองใหญ่ในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ แบ่งได้เป็น 6 กลุ่ม คือ ค่าแรงขั้นตํ่า เพิ่มกำลังซื้อ อุ้มเกษตรกร อุดหนุนอุตสาหกรรม และ SMEs กระตุ้นเศรษฐกิจ และพลังงาน แล้วนำมาคำนวณหาตัวเลขด้วยแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ พบว่า ถ้ารัฐบาลต้องทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ทั้งหมด จะใช้เม็ดเงินรวมกันถึง 8.4 ล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีเสียอีก

เป็นธรรมดาของพรรคการเมือง ในฐานะผู้เสนอขาย นโยบายที่ต้องบรรยายสรรพคุณต่างๆ ที่เป็นด้านดีของนโยบายที่จะเกิดแก่ผู้ซื้อ คือ บรรดาผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง โดยละเว้น หรือ หลีกเลี่ยง ที่จะให้รายละเอียดถึงอีกด้านของนโบบาย คือ ภาระ หรือค่าใช้จ่ายที่ต้องมี ว่าจะมาจากไหน และท้ายสุดใครต้องเป็นผู้แบกรับ ตลอดจนผลของนโยบายในทุกแง่มุม

เป็นหน้าที่ของเรา บรรดาผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ที่ต้องซักถาม ติดตาม หาข้อมูลรายละเอียดแต่ละนโยบายของแต่ละพรรค ที่ถูกต้องครบถ้วน มาประกอบการตัดสินใจหย่อนบัตรใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ในวันที่ 14 พ.ค. 2566 นี้ เพราะเราคือผู้กำหนดอนาคตประเทศไทย