thansettakij
thansettakij
ย้อนตำนาน ปธ.9 ได้เป็น “พระครู” ครั้งแรกใน ร.3 ก่อนเกิดขึ้นอีกครั้งในปัจจุบัน

ย้อนตำนาน ปธ.9 ได้เป็น “พระครู” ครั้งแรกใน ร.3 ก่อนเกิดขึ้นอีกครั้งในปัจจุบัน

14 ก.ค. 69 | 05:24 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ก.ค. 69 | 06:42 น.

เมื่อการแต่งตั้งพระเปรียญ 9 ประโยคเป็น “พระครู” ในปัจจุบัน ชวนย้อนดูเรื่องราวในสมัย ร.3 ที่พระมหาศรี อโนมสิริ เคยได้รับตำแหน่งเดียวกัน ก่อนต่อมาได้เลื่อนเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ในสมัย ร.5

 

เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่เมื่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ระบาดทุกแพลตฟอร์มในวงการคณะสงฆ์และกลุ่มพุทธศาสนิกชน เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง "พระมหาวชิระ ญาณสุธี" พระมหาเปรียญ 9 ประโยค วัยเพียง 28 ปี แห่งวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ให้ดำรงสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ "พระครูศรีวชิรสุธี"

​เหตุที่เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อน เนื่องจากตามโบราณราชประเพณีที่ยึดถือกันมานาน พระมหาเปรียญเอก (ปธ.7, 8 และ 9) เมื่อจะได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ มักจะได้รับเลื่อนเป็น "พระราชาคณะ" หรือที่เรียกกันติดปากว่า "เจ้าคุณ" เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ

​อย่างไรก็ดี เพียง 2 วันให้หลัง ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศโปรดเกล้าฯ เลื่อนสมณศักดิ์พระครูรูปดังกล่าวขึ้นเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญในราชทินนาม "พระศรีวชิรธรรมสุธี" (มีผลตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569) กระแสวิจารณ์ในสังคมจึงสงบลง และกลายเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทยที่ต้องจารึกไว้ในปัจจุบัน

​พระราชอำนาจอันเป็นล้นพ้น

แท้จริงแล้ว พระมหากษัตริย์ไทยทรงมีพระราชอำนาจเด็ดขาดในการแต่งตั้ง สถาปนา หรือถอดถอนฐานันดรศักดิ์และสมณศักดิ์ของพระสงฆ์มาทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่แผ่นดินสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ก็ได้มีบทบัญญัติรับรองพระราชอำนาจส่วนพระองค์นี้ไว้ทุกฉบับ

​หากย้อนรอยไปในอดีต เหตุการณ์ที่เปรียญ 9 ประโยค ได้รับแต่งตั้งเป็น "พระครู" ไม่ได้เกิดขึ้นในรัชกาลปัจจุบันเป็นครั้งแรก แต่เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้งและน่าสนใจยิ่ง

​องค์แรกในประวัติศาสตร์ "พระครูอโนมสาวัน" ในรัชกาลที่ 3

​ย้อนไปในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ในขณะนั้น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือ รัชกาลที่ 4) ยังทรงผนวชและประทับครองวัดบวรนิเวศวิหาร ทรงมีพระมหาเปรียญรูปหนึ่งเป็นศิษย์เอกแต่มีฐานแค่พระครูคู่สวด นามว่า "พระมหาศรี อโนมสิริ" แม้มีภูมิเปรียญเอก

​ประวัติชีวิตของพระมหาศรีนั้นเปรียบเสมือนนิยาย ท่านเกิดเมื่อ พ.ศ. 2357 ในรัชกาลที่ 2 เป็นบุตรของชาวจีนแซ่อึง เมื่ออายุได้เพียงขวบครึ่ง บิดามารดาได้พาลงเรือไปค้าขายทางทะเลแถบภาคตะวันออก แต่เคราะห์ร้ายถูกลูกเรือทรยศฆ่าชิงทรัพย์ตายที่ช่องเสม็ด ตัวท่านรอดชีวิตมาได้เพราะพี่เลี้ยงช่วยไว้ทัน กลายเป็นเด็กกำพร้าจนกระทั่งป้าพามาเลี้ยงดู พออายุได้ 7 ขวบ จึงได้เข้าเรียนหนังสือกับพระอาจารย์สิงห์ที่วัดปทุมคงคา

​เมื่อเข้าสู่รัชกาลที่ 3 ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรและอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดปทุมคงคา (พ.ศ. 2378) บวชได้เพียงพรรษาเดียวก็สอบได้เป็นเปรียญธรรม 3 ประโยค จากนั้นจึงได้ถวายตัวเป็นศิษย์ในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามงกุฎ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร และทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ในการบวชแปลงเป็นธรรมยุตติกนิกาย

​ต่อมาพระมหาศรีเข้าสอบแปลพระปริยัติธรรมอีกครั้ง สอบได้เพิ่มอีก 5 ประโยค รวมเป็น 8 ประโยค ท่านตั้งใจจะไม่เข้าแปลต่อ แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำริว่า พระมหาศรีมีความรู้ความสามารถเทียบเท่าเปรียญ 9 ประโยค จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเพิ่มให้อีก 1 ประโยค กลายเป็นเปรียญ 9 ประโยค พร้อมกันนั้นทรงแต่งตั้งให้เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ "พระครูอโนมสาวัน" ซึ่งเป็นตำแหน่งพระครูคู่สวด คู่กับพระครูอนันตประกาศ ฐานานุกรมประจำล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 4 มาตลอดรัชกาลที่ 3 ท่านจึงถือเป็น "พระครูเปรียญ 9 ประโยคองค์แรกในประวัติศาสตร์ไทย"

​จากพระครูจีน สู่ "สมเด็จพระพุฒาจารย์" ในฮวงซุ้ยหนึ่งเดียวของไทย

​เมื่อสิ้นรัชกาลที่ 3 และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อ พ.ศ. 2394 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระครูคู่สวดของพระองค์ขึ้นเป็นพระราชาคณะฤกษ์ที่ "พระวรญาณมุนี" ต่อมาทรงเปลี่ยนราชทินนามเป็น "พระอโนมมุนี" และโปรดให้ไปครองวัดปทุมคงคา ซึ่งเป็นวัดเดิมของท่าน

​พระวรญาณมุนี (หรือพระอโนมมุนี) เป็นพระเถระที่ทรงคุณวุฒิสูงยิ่ง ในปี พ.ศ. 2395 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เป็นหัวหน้าสมณทูตเดินทางไปสืบสารศาสนวงศ์ ณ ลังกาทวีป จนกระทั่งในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2430 ทรงสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ "สมเด็จพระพุฒาจารย์"

​ท่านดำรงตำแหน่งนี้จนกระทั่งถึงแก่มรณภาพใน พ.ศ. 2437 สิริอายุได้ 81 ปี แต่ความพิเศษที่เป็นตำนานเล่าขานคือ ก่อนที่ท่านจะได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ ท่านได้ทูลขอพระราชทานพรไว้ข้อหนึ่งว่า เนื่องจากตนเองสืบเชื้อสายมาจากตระกูลชาวจีน เมื่อถึงแก่มรณภาพลง ขอพระราชทานอนุญาตให้จัดการศพตามประเพณีจีนด้วยการฝัง

​ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 จึงทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตตามที่ทูลขอ ศพของท่านจึงมิได้นำไปทำการฌาปนกิจ (เผา) ตามขนบธรรมเนียมสงฆ์ทั่วไป แต่ถูกนำไปฝังในฮวงซุ้ยณ วัดปทุมคงคา ทรงเป็นสมเด็จพระราชาคณะองค์แรกและองค์เดียวในประวัติศาสตร์ไทยที่ร่างประดิษฐานอยู่ในฮวงซุ้ย ซึ่งพุทธศาสนิกชนยังคงสามารถไปกราบสักการะได้จนถึงทุกวันนี้ที่ข้างอาคารเรียนวัดปทุมคงคา

(ขอบคุณข้อมูล จากอินเตอร์เนต และเรื่องตั้งพระราชาคณะผู้ใหญ่ในกรุงรัตนโกสินทร์ ที่จัดพิมพ์งานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระสังฆราช 2566)