thansettakij
thansettakij
ผ่าเศรษฐกิจไทย K-Shape “โตบน-ทรุดล่าง”

ผ่าเศรษฐกิจไทย K-Shape “โตบน-ทรุดล่าง”

05 ก.ย. 69 | 23:30 น.

ผ่าเศรษฐกิจไทย K-Shape “โตบน-ทรุดล่าง” : คอลัมน์ฐานโซไซตี โดย...ว.เชิงดอย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,233

KEY

POINTS

  • เศรษฐกิจไทยมีลักษณะเป็นรูปตัว K (K-Shape) ซึ่งภาคธุรกิจเติบโตไม่เท่ากัน โดยกลุ่ม New Economy ที่เชื่อมโยงกับต่างชาติ (ขาบน) เติบโตสูง สวนทางกับธุรกิจดั้งเดิมที่เผชิญการแข่งขันจากสินค้านำเข้า (ขาล่าง) ที่กำลังทรุดตัว
  • กกร.ชี้ว่า การมองแค่ตัวเลข GDP ไม่สามารถสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจได้ทั้งหมด เพราะแม้การส่งออกและการลงทุนจะขยายตัว แต่มูลค่าเพิ่มที่หมุนเวียนในประเทศกลับลดลง
  • ปัจจัยภายนอก เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ได้ซ้ำเติมต้นทุนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs และกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในหลายอุตสาหกรรม
  • ข้อเสนอแนะสำคัญ คือ รัฐบาลต้องเปลี่ยนมุมมองจากการเน้นแค่ "ตัวเลขการเติบโต" ไปสู่การสร้างนโยบายที่ตรงจุดเพื่อเพิ่มมูลค่าในประเทศ และทำให้เศรษฐกิจ "โตอย่างมีคุณภาพ" และทั่วถึง

*** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,233 ระหว่างวันที่ 6-9 ก.ย. 2569 โดย “ว.เชิงดอย” เกาะติดทุกความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจ การเมือง และ สังคม เช่นเดิม

*** ช่วงนี้แวดวงธุรกิจไทยคงต้องจับตากันแบบไม่กะพริบ เพราะนอกจากเศรษฐกิจโลกจะยังเต็มไปด้วยความผันผวนแล้ว “ภูมิรัฐศาสตร์” ก็กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่เข้ามาเขย่าต้นทุนและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้กระทบแค่ตลาดการเงิน หรือ ราคาน้ำมันในการซื้อขายเท่านั้น แต่กำลังไล่เรียงผ่านต้นทุนพลังงานเข้าสู่ภาคการผลิตและห่วงโซ่อุปทานของไทย

*** เมื่อ “ราคาน้ำมันดิบ” ขยับขึ้นแตะระดับ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากราว 84 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่กำลังรับศึกสินค้าต่างประเทศอยู่แล้ว ก็ยิ่งต้องตั้งรับกันหนักขึ้น งานนี้ “คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน” หรือ กกร. ซึ่งประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จึงต้องออกมาเขย่ารัฐบาลให้เห็นภาพเดียวกันว่า โจทย์เศรษฐกิจวันนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่อง “โตเท่าไร” แต่ต้องถามต่อว่า “โตแล้วใครได้ประโยชน์” และที่สำคัญคือ “มูลค่าที่เกิดขึ้นตกอยู่ในประเทศไทยมากน้อยแค่ไหน”

*** ในการประชุม กกร. ประจำเดือน ก.ย. 2569 “ผยง ศรีวณิช” ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธาน กกร. หยิบยกเรื่องพลังงานและโครงสร้างเศรษฐกิจขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญ หนึ่งในโจทย์เร่งด่วน คือ ผลกระทบจากมาตรการจำกัดการส่งออกน้ำมันดีเซล ซึ่งทำให้ปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปในคลังเพิ่มขึ้น จนโรงกลั่นต้องลดกำลังการผลิตลงตามมา

เรื่องนี้อาจฟังดูเป็นเรื่องของโรงกลั่น แต่จริงๆ แล้วผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่หน้าประตูโรงงาน เพราะเมื่อกำลังการกลั่นลดลง ปริมาณวัตถุดิบพลอยได้อย่าง Naphtha, Benzene, Toluene และ Para-Xylene ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย และเจ้าวัตถุดิบเหล่านี้ ก็เป็นฟันเฟืองสำคัญของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ตั้งแต่ ปิโตรเคมี พลาสติก ยาง เคมีภัณฑ์ ยานยนต์ ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์

กกร.จึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณาผ่อนคลายการส่งออกน้ำมันให้เป็นไปตามกลไกการค้าเสรี ควบคู่กับการบริหารสถานการณ์ร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อรักษาสมดุลการผลิตและไม่ให้ปัญหาพลังงานกลายเป็น “โดมิโน” ที่ล้มต่อเนื่องไปทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม

*** แต่เรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ ภาพ “เศรษฐกิจไทย” ที่ กกร. เรียกว่า “K-shape Economy” เพราะแม้ตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมจะดูเหมือนยังเดินหน้า แต่เมื่อซูมเข้าไปดูเป็นรายอุตสาหกรรม รายสัญชาติ และ รายขนาดธุรกิจ จะพบว่า แต่ละกลุ่มกำลังเดินไปคนละทิศคนละทาง “ขาบน” ของตัว K กระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม New Economy ที่ได้รับอานิสงส์จาก Digital และ AI โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับบริษัทจากจีน สหรัฐ และ สิงคโปร์ ส่วน “ขาล่าง” เป็นธุรกิจที่ต้องเผชิญการแข่งขันจากสินค้านำเข้าอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็น ยานยนต์ ปิโตรเลียม และ วัสดุก่อสร้าง นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมการดูเพียง GDP ตัวเลขเดียว อาจไม่สามารถสะท้อนสุขภาพเศรษฐกิจไทยได้ทั้งหมด

*** กกร.จึงเดินหน้าติดตาม K-shape อย่างต่อเนื่อง พร้อมเสนอให้ยกระดับระบบข้อมูลเศรษฐกิจของประเทศ โดยต้องดูทั้งความครอบคลุมของข้อมูล คุณภาพข้อมูล และโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะถ้ารู้ว่าใครกำลังโต ใครกำลังถอย และ ถอยเพราะอะไร ก็จะออกแบบนโยบายได้ตรงจุดมากกว่าการใช้มาตรการแบบ “หว่านแห”

*** อีกเรื่องที่น่าจับตาคือ แม้ เศรษฐกิจไทย ปี 2569 จะมีสัญญาณดีกว่าที่เคยประเมินไว้ จากแรงส่งของการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน ทำให้ กกร. ปรับเพิ่มคาดการณ์ส่งออกเป็น 12-16% จากเดิม 8-10% และปรับกรอบ GDP ขึ้นเป็น 2.1-2.5% จากเดิม 1.6-2.0% แต่ กกร. ก็ไม่ได้มองตัวเลขเหล่านี้แบบ “โลกสวย” เพราะโจทย์ใหญ่คือ แม้ส่งออกและลงทุนจะโต แต่แรงส่งดังกล่าวกลับไหลเข้าสู่เศรษฐกิจในประเทศน้อยลง ...พูดง่ายๆ คือ “โต แต่เงินไม่ได้หมุนในประเทศเหมือนเดิม” 

*** ในอดีตการส่งออกที่ขยายตัวเฉลี่ยราว 14% และการลงทุนที่โตประมาณ 10% เคยสอดคล้องกับ GDP ที่ขยายตัวเฉลี่ย 6-7% แต่วันนี้ภาพดังกล่าวเปลี่ยนไป ส่วนหนึ่งเพราะไทยพึ่งพา Import Content สูงขึ้น ทำให้มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศ หรือ Domestic Value Capture ลดลง โจทย์จึงไม่ใช่เพียงดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาให้ได้ แต่ต้องทำอย่างไรให้เงินลงทุนเหล่านั้น “สร้างระบบนิเวศ” และสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจไทยให้ได้มากที่สุด

*** หนึ่งในตัวอย่างที่ กกร. ให้ความสำคัญคือ “Data Center” อุตสาหกรรมนี้ กำลังกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนระลอกใหม่ของไทย โดยทุกการลงทุนขนาด 100 เมกะวัตต์ มีมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท ตัวเลขใหญ่ขนาดนี้ ถ้าไทยมองเพียงการสร้างอาคารแล้วนำเซิร์ฟเวอร์เข้ามาวาง ก็คงน่าเสียดายไม่น้อย สิ่งที่ต้องทำคือ สร้าง Ecosystem ให้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ตั้งแต่การขยายการลงทุนที่ได้รับการอนุมัติจาก BOI การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดและน้ำ ไปจนถึงการยกระดับภาคอุตสาหกรรมสู่ Smart Manufacturing และการพัฒนาบุคลากร โดยมีสถาบันการศึกษาเข้ามาร่วมเป็นกำลังสำคัญ รวมถึงการใช้ประโยชน์จาก “ข้อมูล” ให้เต็มศักยภาพ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ อย่าง Creative Economy งานนี้ กกร. ไม่ได้ปล่อยให้เป็นเพียงแนวคิดบนกระดาษ แต่ได้แต่งตั้ง “คณะทำงาน Data Center” เพื่อเข้ามาช่วยขับเคลื่อนและวางแนวทางให้อุตสาหกรรมนี้สร้างประโยชน์กับประเทศไทยให้ได้มากที่สุด

*** ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพเดียวกันว่า “เศรษฐกิจไทย” ในวันที่โลกผันผวน อาจไม่สามารถฝากความหวังไว้กับ “ตัวเลขการเติบโต” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องตอบให้ได้ว่า การเติบโตนั้นสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้คนไทยมากแค่ไหน เพราะในวันที่ “เศรษฐกิจโลก” กำลังเดินไปแบบ K-shape ประเทศไทยเองก็คงต้องเลือกให้ชัดว่า จะปล่อยให้บางกลุ่มทะยานขึ้นไป

ขณะที่อีกหลายกลุ่มไหลลง หรือจะเร่งสร้างสะพานเชื่อมระหว่างสองขาให้กลับมาเดินไปด้วยกัน ...นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ กกร. กำลังส่งสัญญาณถึงรัฐบาลว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้อง “โตให้เป็น” ไม่ใช่แค่ “โตให้ได้” 

                                        ผ่าเศรษฐกิจไทย K-Shape “โตบน-ทรุดล่าง”

*** ปิดท้ายกันที่... พลอากาศตรี สยม บุนนาค ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ (พอ.) พร้อมด้วย ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ร่วมกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” เชิญชวนประชาชนส่งต่อพลังแห่งการแบ่งปัน ผ่านการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย เพื่อนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนจัดซื้อครุภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ให้แก่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ณ อาคารคุ้มเกล้า ชั้น 2 รพ.ภูมิพลอดุลยเดช